สิ่งสำคัญของ KM คือ ต้องมีการปฏิบัติ (Action) และปรับไปเรื่อยๆ เกลียวความรู้ก็จะหมุนไป

         เมื่อวันที่ 22 พค.49  ในเวทีสัมมนาสรุปบทเรียน KM ครึ่งปีแรกของกรมส่งเสริมการเกษตร  ที่จังหวัดกำแพงเพชร คุณสายัณห์ ปิกวงศ์ และคุณวีรยุทธ สมป่าสัก ได้ขึ้นเวทีเล่าประสบการณ์การจัดการความรู้ของจังหวัดกำแพงเพชร  พอสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้  

                                

         คุณสายัณห์ ปิกวงศ์  คุณอำนวยในระดับจังหวัด  เกริ่นนำด้วยคำขวัญของจังหวัดกำแพงเพชรว่า 

          "กรุพระเครื่อง เมืองคนแกร่ง ศิลาแลงใหญ่ กล้วยไข่หวาน น้ำมันลานกระบือ เลื่องลือมรดกโลก" 

           และตามด้วยการแนะนำทีมงาน KM ของจังหวัดกำแพงเพชรที่เข้าร่วมเวทีสัมมนาในครั้งนี้  จำนวน 4 ท่าน  ซึ่งนับว่าเป็นเทคนิคการให้ขวัญกำลังใจแก่ทีมงานที่ดีมาก และคิดว่าเป็นเทคนิคของคุณอำนวยที่ทุกจังหวัดน่าจะนำไปใช้เป็นอย่างยิ่งค่ะ  ต่อจากนั้น คุณสายัณห์ได้เล่าถึงการจัดการความรู้ของจังหวัดกำแพงเพชรว่า 

  • ณ เวลานี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ต้องร่วมมือกันในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  เพื่อสร้างสรรค์งานส่งเสริมการเกษตร 
  • การจัดการความรู้ของจังหวัดกำแพงเพชร  มีทุนเดิมมาตั้งแต่ ปลายปี 2542  มีการปรับแนวคิดเจ้าหน้าที่ โดยเริ่มแรกมีผู้บริหารที่มองการจัดการภาครัฐแนวใหม่  คิดว่านักส่งเสริมการเกษตรจะอยู่ในสังคมอย่างไรให้สง่างาม  ท่านไพรัช หวังดี เกษตรจังหวัด ได้นำกระบวนการจัดการภาครัฐแนวใหม่มาสู่จังหวัดกำแพงเพชร  มีการสร้างทีมงาน ลง Action ในพื้นที่  มีการคุยกันก่อน  ทำแล้วนำมาเขียน ใช้วิธีปรับแนวคิด Hilight อยู่ที่ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยี  ในสำนักงานเกษตรจังหวัด 1 ฝ่าย 4 กลุ่ม ร่วมกันวิเคราะห์ศูนย์ฯ มีบทบาทภารกิจอะไรบ้าง  แล้วหาทีมงาน แต่ละกลุ่ม ฝ่าย มีการทะลายกำแพง  ไม่ใช่งานข้าใครอย่าแตะ  แต่มองเป้าหมายงานเป็นตัวตั้ง ภายใต้งานของศูนย์บริการฯ กลุ่มข้าว ผัก ไม้ผล ตั้งเป้าหมายกลุ่มว่าอย่างไร  แล้วลง Focus ในพื้นที่  หน้างานอยู่ที่พื้นที่ มองทีมงานสำนักงานเกษตรอำเภอ เลขาศูนย์ฯ เกษตรกร กลุ่มอาชีพ  
  • จุดเริ่มต้น จากตัวเรา มองรอบข้าง  มีคุณอำนวยคู่  เกิดทีมงานอัตโนมัติ 
  • กำหนดเป้าหมายงาน องค์กร  ระบบส่งเสริมการเกษตรของจังหวัดและวัฒนธรรมของ สนง.เกษตรจังหวัดกำแพงเพชรเริ่มเปลี่ยนแปลง  เดิมมองว่างานส่งเสริมการเกษตร เหมือนงานบริหารโครงการ  ณ วันนี้ มองเป็นระบบ  เจ้าหน้าที่ถูกละลาย มองเข้าสู่ระบบ  เมื่อมี Topdown ลงมา  จะมีการสร้างฐานแบบ Bottom up จากฐานกลุ่มอาชีพ  มีการคิดเชิงระบบ เกิดทีมงาน  เกิดแนวคิด
  • ในช่วง ปี 42-46   LO (Learning Organization) เกิดขึ้น  เกิดทีมงาน มีบรรยากาศการทำงาน Action ลงพื้นที่  องค์ความรู้เกิดขึ้น  Attiude ตามมา 
  • ปี 48 ได้มารับฟัง KM ที่โรงแรมมารวยการ์เด้น  ได้นำไปใช้ในกรณีศึกษา กลุ่มข้าว ผัก ไม้ผล และมีพืชใหม่ ส้มเขียวหวาน  คิดว่าทำอย่างไรจะเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ใช้หลัก Research เข้ามาวิจัยแบบมีส่วนร่วมระหว่าง เกษตรกร นักส่งเสริมการเกษตร นักวิชาการจังหวัด ลงไปเรียนรู้ร่วมกันในพื้นที่  เกิดการเรียนรู้ สรุปผลการปฎิบัติงานเรียนรู้เรื่องส้ม นับว่าเป็นเป็นจุดเปลี่ยน 
  • เมื่อเดือนธันวาคม 48 ได้ไปร่วมงานมหกรรมจัดการความรู้ ที่ โรงแรมมิราเคิล ได้นำเสนอ Case เรื่องส้ม ได้พบปะ พี่น้องเครือข่ายจัดการความรู้ ได้พบปะคุณประยงค์ , รพ.บ้านตาก  ได้เรียนรู้ และย้อนดูตัวเอง ทำให้เกิดพลังแนวคิดในการพัฒนาระบบงานส่งเสริมในพื้นที่  
  • ณ วันนี้  ในระบบการจัดการความรู้  มีการพัฒนาบุคลากร สร้างเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ ทั้งทีมงานจังหวัด ทีมงานอำเภอ เลขาศูนย์ฯ  เข้าใจเรียนรู้ เข้าสู่ระบบงาน
  • ปี 48  ได้มีการสอนนักส่งเสริมการเกษตรมือใหม่  มีการสอนงานให้ทฤษฎี ลง Action ในพื้นที่ ใช้คนเก่าที่มีประสบการณ์เล่าให้ฟัง  พัฒนานักส่งเสริมการเกษตรมือใหม่  จำนวน 8 คน และยกระดับคนเก่าและฝึกคนใหม่ไปด้วย จำนวน 26 คน
  • มีการบริหารจัดการความรู้ เนียนไปในเนื้องาน  ระบบส่งเสริมการเกษตร  มีเวที DW ทุกเดือน หา Best Practice  กลุ่มอาชีพ  สร้างคุณกิจตัวจริงที่เกษตรกร  มีการจดบันทึก เป็นเอกสาร ใน Website  และ Blog              

        ต่อจากนั้น  คุณวีรยุทธ สมป่าสัก คุณอำนวยคู่ของคุณสายัณห์  เล่าต่อว่า

  • คุณสายัณห์ได้เล่าความหลังไปแล้ว ที่นี้มาดูปัจจุบันและอนาคต 
  • มีการทบทวนการทำงาน พยายามปรับปรุง เรียนรู้ไป ปรับไป ไม่ใช่ดีที่สุด  เป้าหมาย (ธง) ของเราคือ การจัดการภาครัฐแนวใหม่ ไม่ใช่ทำเพราะถูกสั่ง เราคิดวิเคราะห์ โลกเปลี่ยน เราก็ต้องเปลี่ยน  ใช้หมด KM, LO นำมาประยุกต์ใช้  
  • เป้าหมาย (ธง) คือ พัฒนานักส่งเสริมการเกษตรให้เป็นนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ  โดยแบ่งนักส่งเสริมการเกษตรเป็น 5 ระดับ คือ

         1. มือใหม่     เป็นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรที่บรรจุใหม่  ทำตามสั่ง ส่วนใหญ่ยังไม่มีประสบการณ์ เป็นช่วงการเรียนรู้ในพื้นที่

         2. มีทักษะประสบการณ์   เป็นนักส่งเสริมการเกษตรที่ผ่านระดับหนึ่งมาแล้ว ประมาณ 3-5 ปี ส่วนใหญ่จะสามารถทำงานกับชุมชนและเกษตรกรได้ดี  แต่กระบวนการทำงานหากยังไม่ได้รับการสนับสนุนการฝึกปฎิบัติที่ถูกต้อง ส่วนใหญ่จะทำตามแผนงาน/โครงการที่กำหนดไว้

         3. ระดับพัฒนา  มีการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการทำงานจากระดับ 1-2  จากแนวคิดการถ่ายทอดความรู้ มาเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สามารถดำเนินการเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในงานส่งเสริมการเกษตร มีขีดความสามารถในการเป็นคุณอำนวย/วิทยากรกระบวนการ  การบันทึก สังเกต และปรับกระบวนการได้อย่างเหมาะสม

         4. ยกระดับฝีมือ  มีการวิจัยและพัฒนางาน  มีการพัฒนาและยกระดับฝีมือ โดยสามารถวิจัยในงานประจำ ไปพร้อมๆกัน

         5. ระดับมืออาชีพ   นักส่งเสริม คือ คุณอำนวยของการจัดการความรู้ เป็นนักจัดการความรู้เพื่อชุมชน สังคม  มีขีดความสามารถในบทบาทนักส่งเสริมการเกษตรที่สามารถเป็นนักจัดการความรู้เพื่อชุมชน สังคมเกษตรกรได้   มีเครื่องมืออะไรหยิบฉวยไปใช้ได้ทุกเวลา สามารถทำงานส่งเสริมแบบไร้รูปแบบ หรือได้ทุกรูปแบบ เรียกว่า "กระบี่อยู่ที่ใจ"

  • ทุกสิ่งทุกอย่างที่เล่า อยู่ใน Blog ทั้งหมด  100 กว่าเรื่อง
  • การจัดการความรู้ มีมิติที่กว้าง  กระบวนการวิจัย อยู่ข้างในของการสร้างความรู้ 
  • การมองการเรียนรู้ ความรู้มีหลายส่วน ในตัวคน ทำแล้วสามารถมีความรู้ในทีม เราต้องเอาความรู้ให้อยู่ในตัวองค์กร การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ต้องค่อยๆปรับ
  • ตัวการจัดการความรู้คือ เครื่องมือ  เป้าหมายคือ การพัฒนางาน เนียนอยู่ในเนื้องาน  ตัวอย่างเช่น ตำบล ก. ทำได้ดี  ตำบล ข.ทำอย่างไร มาแลกเปลี่ยนกัน การทำงานจะสนุก
  • การจัดการความรู้ต้องอยู่ในทุกมิติของการทำงานทุกจังหวัดต้องทำได้ทุกอย่าง เป็นคุณเอื้อ คุณอำนวย คุณกิจ  ต้องรู้ว่างานที่ทำ ต้องใช้ความรู้อะไร  เรียนรู้พัฒนาตนเอง  สร้างทีมงาน สร้างระบบงานในองค์กร ปรับวิธีการทำงานในพื้นที่  จากการถ่ายทอดความรู้ มาเป็น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน  และมีการบันทึก 

              สุดท้ายคุณวีรยุทธ ได้สรุปว่าสิ่งสำคัญของ  KM คือ ต้องมีการปฏิบัติ (Action)  และปรับไปเรื่อยๆ   ถ้าคนเปิดแนวคิดแล้ว การทำงานจะสบาย  และไม่ทำเฉพาะสิ่งที่ให้ทำ  เราทำได้เยอะ ให้อ่านจาก Blog  และต้องเร่งทำ ทำไปปรับไปเรื่อยๆ  เกลียวความรู้ก็จะหมุนไป.......