วันนี้ได้สอนนักศึกษาเรื่องกลุ่มของนักจิตวิทยา และกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มจิตวิเคราะห์ที่นำโดยนายแพทย์ซิกมอนต์ ฟรอยด์

ฟรอยด์ ได้แบ่งจิตออกเป็สสามภาคด้วยกัน คือ จิตสำนึก จิตกึ่งสำนึกหรือจิตใต้สำนึก และจิตไร้สำนึก

นอกจากนี้ฟรอยด์ได้แบ่งองค์ประกอบของพลังจิต (psychic energy) เป็น 3 ส่วน คือ id, ego และ super ego ซึ่งเป็นแรงขับให้กระทำพฤติกรรมต่างๆดังนี้

    อิด (id) เป็นส่วนที่ติดตัวมาโดยกำเนิด จัดเป็นเรื่องของแรงขับตามสัญชาตญาณ ความอยาก ตัณหา กระตุ้น ให้คนเราแสดงพฤติกรรมตามหลักแห่งความพอใจ บางคนบอกว่า อิด ก็คือ สันดานดิบของเรานั้นเอง 

     อีโก้ (ego) เป็นตัวตนของเรา เป็นส่วนที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้มาแล้ว ควบคุมการแสดงพฤติกรรมของเรา หรือจะเรียกได้ว่าเป็นตัวประสานระหว่าง อิดกับซุปเปอร์อีโก้ 

     ซุปเปอร์อีโก้ (super ego) เป็นพลังที่เกิดจากการเรียนรู้ เป็นวัฒนธรรมประเพณีที่สังสมมาจากสังคม เป็นคุณธรรม จริยธรรม ผมชอบเทียบว่าเป็นคำสอนศาสนา เป็นหลักศรัทธาที่มีอยู่ในตัวเรา

ผมได้ยกรูปสไลด์เพาเวอร์พอยท์ให้นักศึกษาได้ดู ได้คิด เพื่อสำนึกในตัวเอง ป้องกันตัวเองหลงระเริงกับความต้องการของชัยฏอน(มารร้าย)

ชายคนหนึ่งมองเวิงว้างในท้องทะเล ในใจของรู้สึกอยากเหมือนภาพที่เขาเห็นตามร้านค้า ซูปเปอร์มาร์เกต ชายหนุ่มและหญิงสาวมีความสุขกับการได้อยู่ด้วยกัน ทำอะไรด้วยกัน เขาอยากทำ แต่เขามีซุปเปอร์อิโก้ที่เป็นคำสอนศาสนามาสอนเขาว่า เขาจะทำแบบนั้นได้ก็เมื่อมันถูกต้องตามหลักศาสนา เขาเลยหาทางออก ด้วยกันนิกะฮฺ

จากนั้นผมก็ให้ดูวิดิโอที่ผมโหลดจากยูทูป เป็นเรื่องราวแบบนี้

คำอธิบายลักษณะนี้เป็นคำอธิบายตามแนวคิดของฟรอยด์ ฟรอยด์เป็นจิตแพทย์ชาวยิว ซึ่งแน่นอนบางคนเขาว่า เมื่อเป็นยิวแล้วเราเชื่อไม่ได้ แต่ความจริงคือความจริง ถ้ายิวบอกว่า หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง เราก็ต้องเชื่อเพราะมันเป็นความจริง เราจะบอกเป็นอื่นไม่ได้ เรื่องจิตวิทยานี้ก็เช่นกัน อะไรที่เรานำไปใช้ได้และไม่เป็นผลลบแก่ตัวเราและคนอื่น ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน

ฟรอย์เป็นคนใหม่ อายุของเขาเพิ่งจะร้อยกว่าปีนี้เอง(พ.ศ.2399-2482) แต่คำสอนลักษณะนี้ สำหรับมุสลิมเราแล้วมีมานานกว่าพันสี่ร้อยปี (ไม่รู้ว่าฟรอย์ด ได้ไปเรียนรู้จากอิสลามหรือเปล่า)

ท่านนบี(ศ็อลฯ)ได้กล่าวว่า

          "مَا مِنْكُمْ مِنْ أَحَدٍ إِلاَّ وَقَدْ وُكِّلَ بِهِ قَرِيْنُهُ مِنَ الْجِنِّ وَقَرِيْنُهُ مِنَ الْمَلاَئِكَةِ"

ความว่า : ไม่มีผู้ใดเลยระหว่างพวกเจ้า นอกจากทุกคนจะเป็นตัวแทนของคู่หูสนิทของเขาจากญินและจาก
มะลาอิกะฮฺ (อัฮมัด : 3466 )

 สิ่งใดที่ใจรู้สึกเมื่อได้กระทำดีก็ได้รับการดลใจจากมะลาอิกะฮฺ และถ้ารู้สึกเมื่อได้กระทำชั่วนั้นคือเขาได้รับการกระซิบกระซาบจากไซฏอน 

และ อับดุลลอฮ์ อิบนุ มัซอูด ได้รายงานว่า ท่านนบี(ศอลฯ) ได้กล่าวว่า

"إِنَّ لِلشَّيْطَانِ لَمَّةً بِابْنِ آدَمَ وَلِلْمَلَكِ لَمَّةً فَأَمَّا لَمَّةُ الشَّيْطَانِ فَإِيْعَادٌ بِالشَّرِّ وَتَكْذِيْبٌ بِالْحَقِّ وَأَمَّا لَمَّةُ الْمَلَكِ فَإِيْعَادٌ بِالْخَيْرِ وَتَصْدِيقٌ بِالْحَقِّ فَمَنْ وَجَدَ ذَلِكَ فَلْيَعْلَمْ أَنَّهُ مِنَ اللهِ فَلْيَحْمَدِ اللهَ وَمَنْ وَجَدَ الأُخْرَى فَلْيَتَعَوَّذْ بِاللهِ مِنَ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ ثُمَّ قَرَأَ ﴿الشَّيْطَانُ يَعِدُكُمُ الْفَقْرَ وَيَأْمُرُكُمْ بِالْفَحْشَاءِ ...الآية﴾"

ความว่า :   แท้จริงสำหรับไซฏอนและมะลาอิกะฮนั้นจะมีสิ่งกระซิบกระซาบในจิตใจมนุษย์ การกระซิบกระซาบของไซฏอนนั้น จะชักชวนให้ในสิ่งที่ไม่ดี ปฏิเสธความจริง อย่างสม่ำเสมอ ส่วนการกระซิบกระซาบ (อิลฮาม) ของมะลาอิกะฮ จะชักชวนในสิ่งที่ดี ยอมรับความจริง ถ้าผู้ใดได้พบสิ่งนั้นจงรู้ไว้ว่ามันมาจากอัลลอฮ จงสรรเสริญอัลลอฮ และถ้าผู้ใดพบอีกสิ่งหนึ่ง(การกระซิบกระซาบของไซฏอน) จงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากชัยฏอนที่ถูกสาปแช่ง แล้วอ่าน الشَّيْطَانُ يَعِدُكُمُ الْفَقْرَ وَيَأْمُرُكُمْ بِالْفَحْشَاءِ .... จนจบอายัติ.  (อัตตุรมุซิ : 2914)

ระหว่างหะดีษที่ยกมานี้กับที่ได้อธิบายตามหลักทฤษฎีของฟรอย์ด จะแตกต่างหรือคล้ายกันอย่างไร ให้ไปคิดกันเอาเอง และความรู้ลักษณะนี้มันไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่เลยสำหรับมุสลิม

วัลลอฮุอะลัม