แด่...เตี่ยที่รัก...จากใจจริง
เตี่ย...ดั่งไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง...ซึ่งร่มรื่น ยังความชื่นฉ่ำเย็นเป็นภาพสวย
เป็นร่มเงา..งามเหลือเอื้ออำนวย โดดเด่นด้วยน้ำใจได้พึ่งพิง
เป็น 'เตี่ยผู้ให้' ใครก็รู้ เป็น 'คุณครูผู้สอน' อาทรยิ่ง
เป็น 'คุณเตี่ยแสนรัก' เป็นหลักจริง เป็นทุกสิ่งช่วยเหลือมุ่งเจือจาน
ใบไม้ล่วงลาลับดับลงแล้ว ดั่งดวงแก้วไม่ลับคำขับขาน
คุณความดีสร้างสรรค์ดลบันดาล สู่สวรรค์ทิพย์วิมานตระการตา
พระคุณของคุณเตี่ยต่อลูกหลาน จะสืบศานติ์ดำรงคู่พงศา
สืบกุศลนำหนุนเป็นบุญญา เทิดคุณพ่อสู่ฟ้าสุขาวดี
พระคุณเตี่ยเปรียบดั่งฟ้า...กว้างกว่ากว้าง
ให้แก่ลูกทุกอย่าง...อย่างสร้างสรรค์
ใจของเตี่ยใจของลูกจึงผูกพัน ใจ 'หมวย' นั้นกตัญญูรู้พระคุณ
เกิดชาติใดขอให้ได้เป็นลูก ได้ฝังปลูกเคารพอันอบอุ่น
ได้ซาบซึ้งเมตตาความการุณย์ ได้กุศลผลบุญหนุนนำใจ
ขอให้เตี่ยสุขสันต์บนชั้นฟ้า ขอกุศลดลรักษาค่ายิ่งใหญ่
สถิต 'ปราสารัก' อรุโณทัย เนาว์กลางใจลูกนั้น...นิรันดร
ประพันธ์โดย รองศาสตราจารย์จริยา สมประสงค์
หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมเชิงปฏิบัติการ "เติมพลังใจ ให้ความรักแก่กัน" เมื่อวันที่ ๒๖ - ๒๗ กันยายน ๒๕๕๒ ณ ห้องประชุมรวงกาญจนานุสรณ์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น ก็ทำให้นึกถึงความรักและการให้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดของเตี่ยที่มีต่อลูกสาวขึ้นมาทันที แม้จะผ่านกาลเวลานั้นมานานมาก ประมาณ ๑๑ ปีแล้วก็ตาม
ครั้งหนึ่งในชีวิตของเตี่ยในช่วงวัยหลังเกษียณนั้นได้ไปอบรมกับเพื่อนๆทั้งที่รู้จักและไม่รู้จักกันมาก่อน ระยะเวลาอบรมประมาณ ๒ วัน วันแรกของการอบรมเตี่ยได้โทรมาบอกว่าเขามีความสุขมากในการอบรม เขาซาบซึ้งกับสิ่งที่ได้รับในการอบรม และความรู้สึกดีๆที่ได้รับในการอบรม ช่วงเวลากลางคืนของการอบรมวันแรกเขาได้โทรมาบอกกับลูกสาวว่า เตี่ยรักหนูนะ เตี่ยได้พบเพื่อนใหม่ตั้งเยอะแยะพรุ่งนี้อบรมเสร็จเตี่ยจะกลับบ้านที่ลพบุรีแล้ว แค่นี้ก่อนนะเพราะมีเพื่อนๆที่จะโทรศัพท์ต่อจากเตี่ยคอยอยู่ หลังจากนั้นเตี่ยก็นำสิ่งที่ได้รับจากการอบรมนั้นมาถ่ายทอดความรู้สึกกับคนที่เตี่ยรักคือภรรยา ลูกชาย และลูกสาว

ร.ต.เขียน ปานทอง (เตี่ยที่รักลูกสาวมากที่สุด)
วันนึงเตี่ยก็ได้มาหาลูกสาวที่กรุงเทพฯ มาอยู่กับลูกสาวประมาณ ๓ วัน ก่อนวันที่เตี่ยจะกลับลพบุรี ในตอนเช้าของวันหนึ่งก่อนไปทำงาน เตี่ยได้มายืนยรอลูกสาวที่ตรงบันได พอลูกสาวเดินลงบันไดมาเตี่ยก็พูดว่าขอเวลาเตี่ยสักนิดได้ไหม เตี่ยใช้เวลาไม่นานหรอกนะ ไหนหนูมายืนตรงหน้าเตี่ยซิ แล้วเตี่ยก็ยื่นมือมาจับมือของลูกสาว (เราจับมือกันสักครู่นึงด้วยความอบอุ่น) หนูมองที่ดวงตาเตี่ยซิ (ในแววตาที่เตี่ยมองมานั้นเตี่ยมองด้วยความรัก ความอบอุ่น) ในขณะที่มองลูกสาวอยู่นั้นเตี่ยก็บอกกับลูกสาวว่า เตี่ยรักหนูนะ เตี่ยขอบคุณที่หนูเกิดมาเป็นลูกของเตี่ย เตี่ยขอโทษถ้าเตี่ยทำอะไรที่ผิดพลาดไป หนูอภัยให้เตี่ยนะ ลูกสาวก็พยักหน้ารับ ไหนหนูมีอะไรอยากจะบอกเตี่ยไหม ลูกสาวก็จับมือเตี่ยแล้วมองที่ดวงตาของเตี่ย (ในขณะที่ลูกสาวมองที่ดวงตา และหน้าตาของเตี่ยนั้นในใจลึกๆ ก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมปีนี้ดูเตี่ยแก่ลงไปมากผมขาว ดวงตาก็ดูเหมือนจะเป็นฝ้าขาวๆ หน้าก็แก่ลงไปมากเหมือนคนอายุสัก ๗๐-๘๐ ปี ทั้งๆที่อายุของเตี่ยแค่ ๖๒ ปี เท่านั้น) ลูกสาวก็พูดว่า หนูรักเตี่ยนะ หนูขอบคุณที่หนูเกิดมาเป็นลูกของเตี่ย หนูขอโทษถ้าหนูทำอะไรไม่ดีกับเตี่ยด้วยทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ เตี่ยอภัยให้หนูนะ เตี่ยก็พยักหน้ารับ ลูกสาวก็ก้มลงกราบเท้า แล้วเราก็โอบกอดกันด้วยความรัก ความอบอุ่นสักครู่นึง เตี่ยก็พูดว่าหนูรีบไปทำงานเถอะเดี๋ยวจะสาย ตกเย็นวันนั้นเตี่ยก็เดินทางกลับลพบุรี
หลังจากนั้นไม่นานเตี่ยก็จากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับในวัย ๖๓ ปี การจากไปของเตี่ยนั้นเตี่ยหมดอายุไข เตี่ยจากพวกเราไปอย่างมีความสุข เพราะสิ่งที่เตี่ยได้ทำให้กับภรรยาและลูกนั้นไม่มีสิ่งใดที่คั่งค้างอยู่ในใจอีกแล้ว ด้วยการบอกรัก ด้วยการขอโทษ และด้วยการขออภัยให้กันและกันก่อนวาระสุดท้ายของเตี่ย พวกเราก็มีความสุขด้วย เพราะเตี่ยยังอยู่ในใจของพวกเราเสมอ
ในคืนวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๔๑ เวลาประมาณ ๕ ทุ่ม แม่ก็ได้โทรศัพท์มาหาลูกสาว ถามว่าหนูที่ทำงานงานยุ่งไหม ถ้าไม่ยุ่งพรุ่งนี้มาเยี่ยเตี่ยหน่อยนะเตี่ยไม่สบายนอนอยู่ที่โรงพยาบาลลพบุรี แม่ไม่บอกว่าอาการของเตี่ยนั้นหนักแค่ไหน แม่ได้แต่บอกว่าเตี่ยไม่เป็นอะไรมากหรอก จริงๆ แล้วเตี่ยไม่รู้สึกตัวตั้งแต่ก่อนมาถึงโรงพยาบาลอีก เตี่ยนอนดูทีวีอยู่ดีๆ แล้วก็เริ่มหายใจไม่ออกเหมือนมีอะไรติดอยู่ที่คอ แม่ก็ถามว่าเตี่ยเป็นอะไร เตี่ยก็ไม่รู้สึกตัวแล้ว แม่ก็เอานิ้วล้วงเข้าไปที่คอของเตี่ยเพื่อที่จะล้วงเอาเสมหะออกให้ และหาผ้ามาให้เตี่ยกัดเอาไว้เพื่อไม่ให้เตี่ยกัดลิ้นตัวเอง และแม่ก็ตะโกนร้องบอกให้เพื่อบ้านช่วยนำส่งโรงพยาบาล
เช้าของวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๑ เมื่อลูกสาวไปถึงเตี่ยก็ไม่รับรู้อะไรแล้ว ลูกสาวได้กระซิบบอกกับเตี่ยว่า เตี่ยหนูมาแล้ว ถ้าเตี่ยได้ยินที่หนูพูดเตี่ยบีบมือตอบหนูนะ เตี่ยก็บีบมือตอบ น้ำตาเตี่ยก็ไหลออกมาเหมือนกับบอกให้ลูกสาวรับรู้ ตัวเตี่ยร้อนมากลูกสาวเช็ดตัวให้ตลอด (หมอบอกว่าอยู่ได้ไม่เกินพรุ่งนี้ แต่ถ้ารอดก็จะเป็นแบบนี้คือไม่รู้สึกตัวถ้าเอาออกซิเจนออกก็ไปแล้ว เตี่ยคงรอลูกสาวกลับมาหาก่อนที่จะจากไป) เราอยู่จนกระทั่งหมดเวลาเยี่ยม น้องชายอยู่เป็นเพื่อนเตี่ยแต่ต้องนอนข้างนอกห้อง ก่อนที่ลูกสาวจะกลับได้กระซิบที่ข้างหูเตี่ยว่า เตี่ยหนูกลับก่อนนะ พรุ่งนี้หนูจะมาเยี่ยมใหม่ หนูรักเตี่ยนะ เตี่ยไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะ ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ไม่ต้องเป็นห่วงน้อง ถ้าเตี่ยหมดอายุขัยแล้วเตี่ยก็ไปเถอะนะไปอยู่บนสวรรค์ แต่ถ้าเตี่ยยังอยู่พรุ่งนี้เราเจอกันนะ หลังจากนั้นเวลาหลังเที่ยงคืนคือเช้าของวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๑ พยาบาลก็ได้มาตามน้องชายและบอกว่าเตี่ยไปสบายแล้วนะ (เตี่ยจากพวกเราไปโดยที่เตี่ยไม่ทำให้ภรรยาและลูกๆต้องลำบาก ต้องมาคอยดูแล)
ตั้งแต่วันที่ไปถึงโรงพยาบาลลูกสาวได้ร้องไห้ตลอดทั้งวันทั้งคืนแม้กลับไปถึงบ้านอยู่กันสองคนแม่ลูกก็นอนกันไม่หลับจนตกดึกหลังเที่ยงคืนไปแล้วลูกสาวได้กลิ่นเหม็นบางอย่างจึงถามแม่ว่ากลิ่นอะไร แม่บอกว่าไม่มีอะไรหรอก ลูกสาวก็เอะใจพูดกับแม่ว่าถ้าเตี่ยตายเราจะทำอย่างไร ไม่ทันไรก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นลูกสาวก็รู้เลยว่าเตี่ยคงจากเราไปแล้ว น้องชายโทรมาบอกจากโรงพยาบาลว่าเตี่ยเพิ่งจากเราไปเมื่อกี้นี้เอง
ก่อนที่เตี่ยจะจากพวกเราไปนั้นเตี่ยก็ยังวางแผนและกำหนดเป้าหมายไว้ก่อนที่เตี่ยจะจากไป เตี่ยได้เขียนจดหมายไว้ให้ลูกสาว จำนวน ๒ ฉบับ
จดหมายฉบับแรก ถ้าเตี่ยตายให้นำเอกสารที่อยู่ในซองนี้ทั้งหมดแนบพร้อมใบมรณบัตรของเตี่ยแล้วดำเนินการตามขั้นตอนที่เตี่ยเขียนไว้ นำไปติดต่อใคร ยื่นเอกสารที่ไหนบ้าง หรือยื่นที่กรมไหน โดยที่ภรรยาและลูกๆ ไม่ต้องเดือดร้อนหรือยุ่งยากลำบากในการเดินเรื่องเอกสาร (เตี่ยเป็นทหาร เงินที่ได้รับนั้นจะได้จากหลายๆ ส่วน)
จดหมายฉบับที่สอง เตี่ยจะบอกว่าเงินที่ได้ทั้งหมดได้จากที่ไหนบ้าง มีจำนวนเงินเท่าไหร่ เมื่อนำเงินมารวมทั้งหมดแล้วก็แบ่งให้ภรรยา ลูกสาว และลูกชาย และมีเศษเงินที่เหลืออยู่จำนวนหนึ่ง ประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท เตี่ยบอกว่าให้เอาเงินจำนวนนี้จัดงานศพเตี่ยนะ เตี่ยไม่อยากให้สิ้นเปลือง ให้จัดงานแบบง่ายๆ ก็พอแล้ว
งานศพของเตี่ยเราจัดเพียงแค่ ๓ วัน และน้องชายได้ขอพระราชทานเพลิงศพ (กรณีพิเศษ) ให้กับเตี่ย ในงานวันเผาศพเตี่ยนั้นมีผู้คนที่รักเตี่ยมากันมากมายตั้งแต่พลทหาร สิบเอก จ่าสิบเอก นายร้อย จนถึงนายพล ซึ่งรวมถึงผบ.ทบ. ทั้ง ๕ ท่าน และนายพลที่เกษียณออกไปแล้วก็มาเนื่องด้วยเตี่ยเป็นที่รักของทุกคน เตี่ยไม่เคยลืมนายแม้นายจะออกจากราชการไปแล้วก็ตาม เตี่ยก็ยังไปเยี่ยมเยียนเสมอ ทั้งพลทหาร นายสิบก็จะรักเตี่ยกันทุกคน (เวลาเตี่ยเข้าเวรโรงหุงพวกเขาก็จะดีใจกันที่จะได้กินอาหารอร่อยๆเพราะว่าเตี่ยทำอาหารเหมือนกับว่าเราทำกินแบบไหนเขาก็ได้กินแบบนั้น)
แม้แต่คุณย่าสุวิมล เหมวิจิตร คุณแม่ของพล.อ.อุดม เหมวิจิตร ซึ่งมีอายุมากแล้วเดินก็ไม่ได้ต้องนั่งรถเข็น ก็ยังมาฟังพระสวดและมาวันเผาด้วย คุณอาอุดมบอกกับคุณย่าว่าลุงเขียนได้เสียแล้วแม่อย่าร้องไห้นะถ้าแม่ร้องจะไม่ให้ไปฟังพระสวด แม่ไม่ร้องไห้นะแม่จะไปฟังพระสวด (เตี่ยได้ไปกราบลาคุณย่าในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันแม่และเตี่ยได้บอกกับคุณย่าว่าถ้าเกิดชาติหน้าขอเกิดเป็นลูกแม่นะ)

แม่ซิว ปานทอง (แม่ที่รักครอบครัวมากที่สุด)
****เมื่อควันไฟพวยพุ่งลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าเรา ๓ คน มองขึ้นไปบนท้องฟ้าแม่ก็พูดขึ้นว่าเตี่ยเห็นไหมงานศพของเตี่ยมีคนที่รักเตี่ยหลายคนมาร่วมงานกันมากมาย เตี่ยภูมิใจไหม****
เชื่อไหมว่าการให้ของเตี่ยนั้นให้จนถึงวาระสุดท้ายจริงๆ เราถอนเงินสดจากธนาคารมาจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อนำมาจัดงานให้กับเตี่ย และหลังจากคืนวันเผาเรามานับเงินในซองเพื่อที่จะนำไปฝากกลับคืนเข้าธนาคารนั้น เรานับเงินได้จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท พอดี เตี่ยไม่ทำให้เราต้องสูญเสียเงินในการจัดงานศพของเตี่ยแม้แต่น้อย

ขอขอพระคุณทุกท่านนะครับ
****หวังว่าผู้อ่านทุกท่านที่ได้แวะเวียนเข้ามาอ่านบทความนี้ ได้นำสิ่งที่ดีๆนั้นกลับไปปฏิบัติ และไปมอบให้กับคนที่คุณรัก เช่นคุณพ่อ คุณแม่ ญาติพี่น้อง เพื่อนๆ แม้กระทั่งเพื่อนร่วมโลกไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ได้ทั้งนั้น (ชีวิตของเราไม่ยืนยาวนานนัก ถ้าอยากจะทำอะไรให้ใคร บอกรักใคร เริ่มได้เลยตั้งแต่เดี๋ยวนี้แล้วคุณจะพบกับความสุขในชีวิต)****

ดีมาก อ่านแล้วเข้าถึงแบบสุดๆๆๆ อยากอ่านต่อ
อ่านจบแล้วละดีจังเลย คุณเป็นคนโชคดีนะที่เกิดเป็นลูกคุณพ่อเขียน- คุณแม่ซิว ตัวเองทำใจได้ไงนะที่บอกว่าถ้าเตี่ยหมดอายุก็ไปเถอะแต่ถ้ายังอยู่พรุ่งนี้เจอกันนะ ถ้าเป็นเราคงร้องไห้ไม่สามารถพูดได้แน่เลย พูดไม่ออก บอกไม่ถูกเหมือนกัน ถ้าตกอยู่สถานการนั้นคงแย่
เขียนได้ดีมาก อ่านแล้วเข้าใจถึงคำบรรยาย ที่ออกมาเพราะเราก็เคยมีพ่อป่วยอยู่โรงพบาบาล เข้าใจมากๆๆๆ
อ่านแล้ว ดีมากมาก อ่านไปน้ำตาซึมไป ทำให้เราคิดถึงคุณพ่อเรา เพราะเราเองก็เจอเหตุการณ์คล้ายๆ กัน
พี่หมวยเขียนได้ดีมากเลยค่ะ..หนูอ่านแล้วน้ำตาซึมเลยคิดถึงพ่อมากเช่นกันเพราะหนูก็เพิ่งจะเสียพ่อเมื่อตอนต้นปี..ก็อยู่ในอารมย์นั้นและความรู้สึกก็เหมือนกันได้อยู่ดูใจพ่อจนวาระสุดท้ายของพ่อ....คิดถึงพ่อมากค่ะ.....ได้บอกรักพ่อแล้ว
อยากบอกว่าพี่หมวยทำดีที่สุดแล้วค่ะ....ขอบคุณนะคะสำหรับบทความดีๆ ที่ส่งมาให้อ่านและให้ช่วย comment ..แต่คงไม่มีอะไร comment..เพราะมันคือบทความที่ดีที่สุด
คิดถึงนะคะ
อ่านแล้วซึ้งมากเลยนะ อยากจะร้องไห้.....ฮือ..ฮือ...ฮือ...ฮือ
ลาออกจากเซนต์จอห์น ไปเขียน คอลัมน์เถอะ
อ่านแล้วซึ้งมากเลยค่ะ ...น้ำตาซึมเลย...อยากจะร้องไห้ค่ะ พี่หมวยเขียนได้ซึ้งมาก........
่อ่านแล้วอยากกลับไปหาพ่อกับแม่เลย เอาไว้อ้อมทำ blog แล้วจะส่งมาให้พี่อ่านบ้าง
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดี ๆ
ในตอนเช้าของวันหนึ่งก่อนไปทำงาน เตี่ยได้มายืนยรอลูกสาวที่ตรงบันได พอลูกสาวเดินลงบันไดมาเตี่ยก็พูดว่าขอเวลาเตี่ยสักนิดได้ไหม เตี่ยใช้เวลาไม่นานหรอกนะ ไหนหนูมายืนตรงหน้าเตี่ยซิ แล้วเตี่ยก็ยื่นมือมาจับมือของลูกสาว (เราจับมือกันสักครู่นึงด้วยความอบอุ่น) หนูมองที่ดวงตาเตี่ยซิ (ในแววตาที่เตี่ยมองมานั้นเตี่ยมองด้วยความรัก ความอบอุ่น) ในขณะที่มองลูกสาวอยู่นั้นเตี่ยก็บอกกับลูกสาวว่าเตี่ยรักหนูนะ เตี่ยขอบคุณที่หนูเกิดมาเป็นลูกของเตี่ย เตี่ยขอโทษถ้าเตี่ยทำอะไรที่ผิดพลาดไป หนูอภัยให้เตี่ยนะ ลูกสาวก็พยักหน้ารับ ไหนหนูมีอะไรอยากจะบอกเตี่ยไหม ลูกสาวก็จับมือเตี่ยแล้วมองที่ดวงตาของเตี่ย (ในขณะที่ลูกสาวมองที่ดวงตา และหน้าตาของเตี่ยนั้นในใจลึกๆ ก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมปีนี้ดูเตี่ยแก่ลงไปมากผมขาว ดวงตาก็ดูเหมือนจะเป็นฝ้าขาวๆ หน้าก็แก่ลงไปมากเหมือนคนอายุสัก ๗๐-๘๐ ปี ทั้งๆที่อายุของเตี่ยแค่ ๖๒ ปี เท่านั้น) ลูกสาวก็พูดว่าหนูรักเตี่ยนะ หนูขอบคุณที่หนูเกิดมาเป็นลูกของเตี่ย หนูขอโทษถ้าหนูทำอะไรไม่ดีกับเตี่ยด้วยทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ เตี่ยอภัยให้หนูนะ เตี่ยก็พยักหน้ารับ ลูกสาวก็ก้มลงกราบเท้า แล้วเราก็โอบกอดกันด้วยความรัก ความอบอุ่นสักครู่นึง เตี่ยก็พูดว่าหนูรีบไปทำงานเถอะเดี๋ยวจะสาย
---- เหนือคำบรรยาย ------ ใครจะทำได้แบบนี้ ---------------- เห็นด้วยกับความเห็น 6 ลาออกไปเขียน คอลัมน์เถอะ
ต่อจากด้วยบนครับ
ก็เคยไปเที่ยวบ้านป้าหมวย นึกภาพออกเลย ว่าเป็นอย่างไร ชัดเจนมาก
อ่านแล้วอยากให้ทุกอย่างเหมือนๆเดิม ความรักที่ใสใส เขียนได้ใสถึงความรู้สึก ทำให้ใจบางบางของผมร้องไห้งอแง
คิดถึงกู๋เขียวมากมาก
ขอให้อากิ๋ม โกวหมวย เจ็กสมชายและครอบครัว สุขภาพแข็งแรง มีความสุขมากมากคร๊าบ
ผมขอนำไปปฎิบัติกับเตี่ย แม่ น้อง และทุกๆคนที่รัก
ผมไม่รู้หรอกว่า เราจะเหลือเวลาเท่าไหร่ แต่จะทำให้ทุกทุกวันของคนที่เรารัก มีความสุขที่สุดครับ
อย่างเดียวคือการให้..........ให้รัก........
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ ธีระ ชินะผา มากๆนะคะที่ท่านได้กรุณาแปลบทความข้างบนเป็นภาษาอังกฤษให้ น่าจะเป็นประโยชน์มากๆสำหรับบุคคลอีกมากมาย ขอให้ผลบุญนั้นส่งกลับไปยังท่านอาจารย์ขอให้มีความสุขกาย สุขใจ หาความทุกข์ยากไม่ได้เลย และสุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดไป
ถ้าใครอยากอ่านภาคภาษาอังกฤษก็ให้พิมพ์คำว่า
The love of my father is still in my heart ที่ google
แล้ว click เข้าไปจะมีข้อความนิดหน่อย ให้สังเกตุดูตรงคำว่า มีต่อ ให้ click อีกครั้ง
ขอขอบพระคุณทุกท่านนะคะที่ได้เข้าไปอ่านบทความดีๆที่เขียนออกมาจากหัวใจ
ขอบคุณมากค่ะหรับเรื่องราวที่มีคุณค่า ที่เล่าให้ฟัง รู้สึกประทับใจมาก เขียนได้ดีจริงๆ ชวนให้ติดตามด้วยการใช้ภาษาที่เรียบง่าย
แต่ลึกซึ้งกินใจ อ่านแล้วรู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นอยู่ในอกเพราะทำให้คิดถึงพ่อจากกันโดยไม่ได้ร่ำลา วันก่อนที่พ่อจะเสียยังได้ป้อน
อาหารและขนมให้พ่อได้ทาน และยังหวังว่าวันต่อไปก็จะได้ทำเช่นนั้นอีก แต่ในตอนกลางวันของวันถัดไปพ่อก็นอนหลับและได้พัก
ผ่อนตลอดกาล พ่อไม่ต้องเจ้บปวดจากอาการของโรคมะเร็งที่กระจายไปที่กระดูกอีกต่อไปแล้ว ความรักความปราถนาดีที่พ่อมีต่อ
ลูกยังคงอยู่กับลูกตลอดไป
หมวยเป็นลูกสาวที่พ่อต้องภูมิใจจ้ะ เพราะหมวยเป็นคนดี คอยช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ การถ่ายทอดประสบการณ์เรื่อง
ความรักของพ่อที่ยังอยู่ในหัวใจฉัน เป็นเรื่องที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้หลายคนได้หันกลับมามองดูเรื่องเวลาที่เราควรจะมีให้กับคนที่
เรารักมากยิ่งขึ้น
ซึ้งจังเลย...ซึ้งกับความทรงจำที่ฝังลึกในจิตใจไม่เสื่อมคลาย
เราต่างกำพร้าพ่อแต่เพียงกาย
ใจไม่วายอาลัยรักภักดีเสมอ
มาอธิษฐานร่วมกันให้ได้เจอ
พี่และเธอได้พบพ่อทุกคืนวัน
http://gotoknow.org/blog/nongnarts/236742