ผมเขียนบทความนี้เมื่อ 14 ปีก่อน แนวคิดในตอนที่เขียนหวังจะให้น้องๆนักเรียนนักศึกษาที่อาจมีโอกาสเข้ามาอ่านบทความนี้้มีแรงจูงใจในการก้าวต่อไปในอนาคตตามแนวทางอาชีพที่ชอบ ลองอ่านดูนะครับ (บทความอาจยังมีคำผิดอยู่ผมจะใช้เวลาว่างเข้ามาแก้ไขคำผิดให้ และจะพยายามเขียนบทความเพิ่มเติมให้นะครับ)
ก่อนผมจะมาเป็นทนายความผมเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์มาก่อน ห้ามถามนะว่าเป็นได้ไง(บังเอิญจบสายอาชีพจากช่างกลสยามก่อนจะจบปริญญาตรีกฎหมายจากม.รามฯ) คือเมื่อปีพ.ศ.2518 ขณะที่ผมทำงานเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์อยู่ที่บริษัทหนึ่งแถวๆถนนวิภาวดี มีทนายความท่านหนึ่งเดินเข้ามาในบริษัทพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้ติดตามอีกหลายท่านเมื่อมาถึงท่านทนายความได้ถามผมว่าผู้จัดการอยู่หรือไม่ขอเชิญมาพบหน่อย เมื่อผมพาไปพบท่านผู้จัดการแล้วเห็นท่านทนายความส่งเอกสารบางอย่างให้ดูหลังจากนั้นเห็นท่านผู้จัดการถูกเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวตามที่ท่านทนายความสั่งและได้มีผู้ติดตามท่านทนายความเข้าไปขนย้ายเครื่องยนต์ที่ผมกำลังซ่อมแซมอยู่ขึ้นรถบรรทุกไปด้วยขณะที่ยืนมองอยู่ผมเห็นทุกท่านที่มาด้วยต้องทำตามคำสั่งของท่านทนายความก็มีความรู้สึกว่ามันเท่ห์น่าดู
คืนนั้นกลับบ้านนอนคิดว่าเราก็น่าจะเป็นทนายความได้คนอื่นเป็นได้เราก็ต้องเป็นได้วันรุ่งขึ้นผมลาออกจากบริษัทเลยตอนยื่นใบลาออกให้หัวหน้าฝ่ายบุคคลท่านถามผมว่าได้งานใหม่หรือผมตอบว่าเปล่าครับจะไปเป็นทนายความ ท่านถามต่อว่าจบกฎหมายมาด้วยหรือผมตอบท่านว่ายังไม่ได้เรียนครับ....ท่านไม่พูดอะไรเลยแล้วเซ็นชื่อพร้อมประทับตราว่าอนุมัติ....ฮา.......
สามปีต่อมาผมเดินเข้าไปที่ สำนักงานศรีรัตน์ จันจรัส ทนายความ ขอฝึกทนายกับคุณอาศรีรัตน์เจ้าของสำนักงาน (ท่านเป็นเพื่อนกับคุณพ่อผม) ท่านถามว่าจบหรือยังผมเลยเอาหลักฐานการศึกษาระดับอนุปริญญาให้ท่านดูท่านบอกว่าให้ไปเรียนให้จบปริญญาตรีก่อนไม่ดีกว่าหรือผมบอกท่านว่าอยากเป็นทนายความเร็วๆครับ ขอฝึกทนายไปเรียนไปครับท่านเลยบอกว่าที่นี้ทำงานตั้งแต่ 07.30 ถึง 18.00 วันเสาร์ทำครึ่งวันนะ เริ่มวันนี้เลย
แล้วงานแรกที่ท่านมอบให้คือทำหนังสือบอกเลิกสัญญาหลังจากผมใช้เวลาร่างหนังสืออยู่ 3 ชั่วโมง ก็นำไปให้ท่านปรากฎว่าท่านดูไม่ถึง 2 นาทีแล้วฉีกทิ้ง....ฮา.... (ดีนะที่หัวหน้าฝ่ายบุคคลไม่รู้ถ้ารู้คงส่งรถมารับไปเป็นช่างซ่อมเครื่องต่อแน่...ฮิ.ฮิ...) ท่านบอกให้นั่งรอเดี๋ยวแล้วนั่งเขียนหนังสืออยู่ประมาณ 5 นาทีแล้วส่งหนังสือที่เขียนให้บอกเอาไปพิมพ์ผมอ่านแล้วนึกในใจว่ามันก็เป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาเหมือนกันน่าจะใช้ของผมเพราะเชื่อโดยสุจริตว่าของผมไม่ต้องฟ้องคู่สัญญาอ่านแล้วต้องรีบเอาเงินมาจ่ายแน่ๆ....ฮา....(เรื่องนานมาแล้วช่างเถอะนะ)
ห้าเดือนต่อมาหนังสือฉบับแรกก็ได้เซ็นชื่อโดยผมเองและลงท้ายว่าทนายความผู้รับมอบอำนาจ (ฮิ.ฮิ...ยังเชื่อโดยสุจริตว่า)ระยะเวลา สี่ เดือนกว่าๆ ผมนั่งร่างหนังสือบอกกล่าวต่างๆไปมากกว่าห้าสิบ หกสิบ ฉบับ ยังงัยของผมน่าจะใช้ได้ดีกว่า อาศรีรัตน์คงกลัวเสียเหลี่ยมที่ต้องใช้หนังสือของผมจึงต้องฉีกทิ้งทุกครั้ง...ฮา.....
หลังจากที่อาศรีรัตน์ฝึกสอนให้ผมเขียนหนังสือบอกกล่าวแบบต่างๆจนเป็นที่พอใจแล้วท่านก็ให้ผมร่างคำฟ้องให้ท่านไม่อยากจะเชื่อว่าคำฟ้องที่ผมร่างเป็นฉบับแรกในชาตินี้ท่านตรวจแล้วไม่แก้ไขไม่ฉีกทิ้งบอกเพียงว่ารีบพิมพ์ให้เสร็จวันนี้แล้วพรุ่งนี้ไปยื่นฟ้องเสียแต่เช้าพร้อมส่งซองเงินจำนวน 150,000.-บาทให้ บอกผมว่าค่าธรรมเนียมประมาณ130,000.-บาท ที่เหลือเป็นค่าทนายคดีนี้ค่าใช้จ่ายอื่นถ้ามีก็ให้เบิกตามจริง คิดดูประมาณปี 2522ผมได้ค่าทนายความคดีแรกประมาณ สองหมื่นถ้ายังเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์อยู่ ผมต้องใช้เวลาสองเดือนเศษถึงจะได้ค่าจ้าง สองหมื่นไม่เท่ห์คราวนี้แล้วจะเท่ห์เมื่อไหร่...ฮิ.ฮิ..
เหตุเพราะเงินจำนวนสองหมื่นที่เป็นค่าทนายความคดีแรกทำให้ผมไม่สนใจจะเรียนต่อให้จบปริญญาตรีคงใช้ตั๋วทนายชั้นสองต่อไปร่วม หกปีแต่ก็ถูกอาศรีรัตน์ถามทุกปีว่าจบปริญญาตรีหรือยัง
ผมกว่าจะจบปริญญาตรีใช้เวลา ถึงเจ็ดปี...ฮิ.ฮิ..ความรู้แน่นขนาดไหนคิดดู (เพื่อนๆผมที่เรียนมาด้วยกันต่างได้รับปริญญาตรีกันไปก่อนทุกคนแล้ว)แต่ตอนผมรับปริญญาตรีดันนึกในใจว่าเพื่อนในรุ่นคงยังไม่มีใครได้รับปริญญาตรีเหมือนผม...ฮา....) ช่วงหกปีมันมีเหตุให้ผมไม่สนใจจะเรียนต่อให้ได้ปริญญาตรีเพราะคดีที่สองที่ผมรับเป็นทนายความ ผมได้รับค่าทนายความส่วนแรก187,500.-บาทจากคดีฟ้องขับไล่ในฐานะทนายจำเลย....ยิ่งเทห์มากขึ้นอีก....ฮา....
เรื่องมีอยู่ว่าตอนผมจบสายอาชีพช่างยนต์ใหม่ๆผมเช่าบ้านอยู่แถวถนนสุทธิสาร ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่สร้างขึ้นมาเพื่อไว้ให้เช่าโดยเฉพาะเป็นลักษณะบ้านแฝดมีจำนวน76หลังคาเรือน บ้านทุกหลังอยู่กันแบบพี่น้องเพราะเป็นหมู่บ้านเล็กๆมีทางเข้าออกทางเดียวจึงรู้จักกันหมดใครทำอะไรประกอบอาชีพอะไรทราบกันหมดผมจบช่างเครื่องยนต์มาหากบ้านหลังไหนมีปัญหาเรื่องรถยนต์ก็จะเรียกใช้บริการผมเพราะไม่ต้องเสียเงิน (เสียแต่ค่าอาหารบวกของเมานิดหนึ่ง..ฮิ.ฮิ..)อยู่ๆมาหลายปีหมู่บ้านที่เช่าอยู่ถูกขายให้นักจัดสรรที่ดินรายหนึ่ง บ้านทุกหลังจึงได้รับหนังสือบอกกล่าวจากทนายความท่านหนึ่งในหนังสือนั้นมีข้อความหนึ่งที่ถูกผู้รู้ท่านหนึ่งที่เช่าบ้านในหมู่บ้านด้วยกันตะโกนบอกกับทุกบ้านว่าอย่ายอมมันง่ายๆพวกเราเช่าบ้านมาหลายปีน่าจะมาบอกกันดีๆก็ได้ไอ้คนทที่มาซื้อมันจะมีชื่อมาจากไหน (เมื่อทุกคนได้รับหนังสือต่างมารวมตัวกันที่หน้าบ้านผมเพราะทราบว่าผมเป็นทนายแล้วไม่ใช้ช่างซ่อมเครื่องยนต์อย่างแต่ก่อนและในหมู่บ้านมีผมคนเดียวที่เป็นทนาย)ไม่น่าเชื่อว่าผมได้เงินเพราะคำว่า "ผู้มีชื่อ"เพียงคำเดียวจริงๆ ใจความในหนังสือมีว่า "ขณะนี้นาย ส....ได้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายบรรดามีให้กับ ผู้มีชื่อ แล้วและผู้มีชื่อ ไม่ประสงค์จะให้ท่านเช่าบ้านด้งกล่าวอีกต่อไป...." คำว่าผู้มีชื่อในภาษาของนักกฎหมายกับในภาษาของผู้รู้ท่านนั้นต่างกันครับ(ผมมาทราบภายหลังว่าท่านเข้าใจเอาว่าเป็นผู้ที่มีอำนาจและมีชื่อเสียง)ในภาษาของนักกฎหมายนั้นหมายถึงบุคคลทั่วไปซึ่งอาจเป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเรานักกฎหมายมักจะใช้คำที่ทำให้อ่านแล้วมันมีความหมายเป็นนัยที่ต้องแปลความอีกต่อหนึ่งอาจเพราะต้องการใช้คำเท่ห์ๆก็เป็นได้..ฮิ.ฮื..
ขอกลับมาเรื่องเดิมนะคือผู้รู้ท่านนี้นำชาวบ้านทุกคนมาหาผมบอกว่าเรื่องนี้ถ้าเราจะไม่ยอมย้ายออกจะทำได้หรือไม่ ผมชี้แจงไปว่ามันเป็นทรัพย์สินของเขาเมื่อเขาไม่ให้เราเช่าต่อไปเราก็ต้องขนย้ายออกไปถึงแม้จะต่อสู้คดีอย่างไรที่สุดแล้วก็ต้องขนย้ายออกไปอยู่ดีทุกท่านบอกว่าใช้ถูกต้องแต่ไม่ต้องการยินยอมง่ายๆกลับถามผมว่าเป็นทนายให้ได้หรือไม่ทำอย่างไรก็ได้ขออยู่ต่ออีก 1 ถึง 2ปี จะคิดค่าทนายอย่างไร ผมก็เลยบอกว่าเราอยู่กันอย่างพี่อย่างน้องถ้าจะอยู่ก็อยู่ด้วยกันถ้าจะไปก็ไปพร้อมกันมีอะไรก็รับด้วยกันผมไม่รู้จะคิดค่าทนายอย่างไรขอแค่ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นตามความเป็นจริงก็พอหลังจากนั้นทุกบ้านก็ประชุมตกลงกันว่าจะให้ค่าทนายผมหลังละ 5,000.-บาทจ่ายให้ก่อนหลังละ 2,500.-บาท ทั้งหมด 75หลังผมได้รับเงินหลังจากนั้นอีกไม่กี่วันถัดมา ผมทำคดีนี้ 76 สำนวนอาศรีรัตน์ไม่เอาจากผมแม้แต่บาทเดียวแต่กลับแนะนำสั่งสอนวิธีการต่างๆให้ผม จนต่อสู้คดีมาถึงหนึ่งปีเจ็ดเดือนทุกคดียังไม่มีการสืบพยานแม้แต่ปากเดียว
ภายหลัง ผู้ซื้อขอนัดเจรจาผมจึงนัดจำเลยทุกคนพร้อมกันและตกลงรับค่าใช้จ่ายในการขนย้าย หลังละ35,000.-บาท
ในระหว่างเจรจาท่านผู้รู้ถามขึ้นในที่ประชุมว่า ทำไมครั้งแรกไม่ยอมเจรจากันดีๆต้องให้ทนายมาอ้างว่าท่านเป็นผู้มีอำนาจและมีชื่อเสียง พวกเราถึงไม่ยอมเพราะไม่ยากให้ใครมาข่มขู่พวกเรามีการสอบถามกันพอสมควรจนผู้รู้ท่านนี้ยกเอาหนังสือบอกกล่าวขึ้นมาเป็นหลักฐานว่าได้รับหนังสือข่มขู่ว่าท่านเป็นผู้มีชื่อจริงๆผมพอทราบเช่นนั้นก็เลยต้องตัดบทในการเจรจาว่าในเมื่อเรื่องมันผ่านเวลานั้นมาแล้วตอนนี้ทางโจทก์เขาขอเจรจากับพวกเราก็ไม่ต้องยกเอาเหตุอื่นมาโต้แย้งให้บรรยากาศเสียไปขอให้พวกเราตัดสินใจว่าจะต่อสู้คดีต่อไปหรือจะขอจบเพียงนี้และจะขอค่าใช้จ่ายในการขนย้ายคนละเท่าไรโจทก์เสนอแล้วว่ายินดีช่วยเหลือค่าขนย้ายตามสมควรเรื่องถึงจบลงด้วยดีต่างรับค่าขนย้ายไปคนละ 35,000.-บาทค่าเช่าบ้านที่อยู่กันมาอีก 1 ปีเจ็ดเดือนก็ไม่ต้องจ่ายหลังจากนั้นผมก็ได้รับค่าทนายความส่วนที่เหลือ
ตอนงานเลี้ยงอำลากันผมจึงได้มีโอกาสแปลภาษาไทยเป็นไทยให้ท่านผู้รู้ทราบ คำว่า "ผู้มีชื่อ"หมายความว่าอย่างไรท่านผู้รู้กลับบอกผมว่าไม่ดีหรือที่แปลผิดทำให้คุณทนายได้เงินไปหลายแสนนะผมละงงยังไม่หายจนปัจจุบัน ว่าท่านแปลถูกหรือแปลผิด....ฮา....
คราวหน้าจะเล่าเรื่องจำเลยสอนมวยทนาย
ทบทวนแก้ไขคำผิด วันที่ 2 มิถุนายน 2567
ผมได้ความรู้จากบทความของท่านเยอะครับ จะนำไปปรับใช้ในชีวิประจำวัน ขอบคุณครับ
ขอพระคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความครับ และขอขอบพระคุณ ท่าน chalong....ที่ให้กำลังใจเป็นท่านแรกครับ ผมจะพยายามเขียนบทความที่พอจะยังประโยชน์ต่อสังคมต่อไปครับ
...หนูเพิ่งเข้ามาอยู่ในวงการนี้ (เหมือนดาราเลย...แฮ่ๆ)4 เดือนเอง ก็ยังงูๆปลาๆ อยู่เลยค่ะ..กว่าท่านจะได้ดีจนบัดนี้ท่านคงอดทนน่า
ดูเลยนะค่ะ....บางคนเรียนไม่เก่งเกรดไม่สูง แต่เรียนรู้เร็ว/บางคนจบเร็วแต่เรียนรู้ช้า ใช้ความรู้ไม่เป็น ไม่เคยทำ ก็ไม่มั่นใจในสิ่งที่คนอื่นถาม (มันน่าตีก้นจริงๆเลย)....เป็นทนายเนี่ยเครียดเหมือนกันนะค่ะ....ยิ่งใหม่ๆเนี่ย...ถอนหายใจบ่อย...ยังไงก็ขอสู้จนขาดใจ...จนกว่าจะค้นพบว่าตัวเองเหมาะกับอาชีพนี้หรือเปล่า.....และขอบคุณท่านที่ลงข้อมูลไว้นะคะ..ขอให้ท่านสุขภาพแข็งแรงค่ะ....
ยินดีตอนรับเข้าวงการครับ (ดาราจริงๆด้วย....ฮิ.ฮิ) แต่ขอให้ข้อคิดนะว่าหากไปทางสาย ตุลาการ หรือสายอัยการ ก็ดีนะดู ท่านอัยการชาวเกาะ เป็นแบบ หากรักจะมาทางสายนี้จริงๆต้องทำงานหนักหน่อย เพราะการสืบหาข้อเท็จจริงต่างๆต้องหาเอาเองไม่มีพนักงานสอบสวนจัดหาให้ครับ และอีกอย่าง อย่าตัดสินใครว่าผิดหรือถูก เพราะท่านไม่ได้เป็นผูพิพากษา ลูกความของท่านมาหาท่านเพราะเขามองท่านเป็นพระเจ้าสามารถช่วยเขาได้ ท่านต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ ชี้แจงให้เขาเข้าใจและยอมรับในผลของคดีที่อาจเกิดขึ้นในทางใดทางหนึ่งตรงนี้แหละยากสำหรับสายอาชีพนี้ ผมถึงมีคติกฎหมายว่า " ยุติธรรมคือศาสตร " สุดท้ายขอขอบพระคุณครับที่สนใจบทความของผม
มาอ่านเอาความรู้ และขอผูกมิตรกับพี่ทนายครับ หวังว่าสักวันคงมีโอกาสได้ขอคำแนะนำปรึกษาครับ
ยินดีอย่างยิ่งครับที่มีมิตรอย่างท่าน nobita ถ้าไม่ได้รับความกรุณาจากท่านไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสเห็นดอกโบตั๋นหรือไม่ ขอบพระคุณอีกครั้งครับ ผมชอบถ่ายภาพดอกไม้มากโดยเฉพาะแนวมาโครครับ เอาไว้มีเวลาจะส่งไปให้ดู
อิอิอิ
เข้าท่า เข้าทางท่านทนาย
เข้ามาตรวจบันทึกเก่า เลยเห็นว่า สาวเหนือคนงาม(น้าอึ่งอ๊อบ คนสวย) เข้ามาแวะชมให้กำลังใจ ขอบพระคุณครับ
ยินดีครับ ท่าน ดร.จรูญ ที่แวะเยี่ยม ผมตั้งใจจะแบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งอาจยังประโยชน์ต่อสังคมบ้างเท่านั้นครับ
ขอขอบพระคุณที่ให้กำลังใจครับ
สวัสดีค่ะ ท่านทนาย
ขอบพระคุณครับป้าเหมียว ที่แวะมา
ขอคุณพระคุ้มครองให้สวยวันสวยคืน และไม่ต้องใช้บริการทนายความตลอดไปนะครับ แฮ...
สวัสดีค่ะ คุณฝนแปดแดดสี่
คุ้นหูจังเลยค่ะ
สวัสดีครับ คุณครูปริมปราง ที่แวะมาอ่านบันทึก
ผมพยายามจะใช้ภาษาง่ายๆ ที่อ่านแล้วไม่เบื่อ
เพื่อจูงใจให้ผู้อ่านได้รับความรู้ด้านกฎหมายไปเท่าที่ สติปัญญาของผมจะทำได้ครับ
ถามมาก็ตอบไปครับ
ฝนแปดแดดสี่ หมายถึง จังหวัดพังงา ครับ
ที่มา คือ จังหวัดผมจะมีฝนตก แปด เดือน มีแดดให้เห็นเพียง สี่ เดือน ครับ
ความจริง จังหวัดระนอง กับ จังหวัดภูเก็ต ฝนก็ตกชุกใกล้เคียงกับ จังหวัดพังงา
คือประมาณ หกถึงเจ็ดเดือน แต่ก็มีบางปี ที่ทิศทางของกระแสน้ำอุ่นในทะเลเปลี่ยนแนวมาใกล้ชายฝังก็มีฝนตกถึงแปดเดือนเช่นกัน
เป็นทนายก็เท่ดีค่ะ แต่จริงๆ อยากเรียนกฏหมายมานานแล้ว ตอนนี้ปีปริญญาตรีบริหารธุรกิจอยู่ จะไปเรียนนิติที่รามฯ ด้วยการโอนหน่วย จากนั้นก็ไปเส้นทางทนาย ไม่รู้จะเป็นไปได้ไหมคะ ตอนนี้อายุ 35 แล้ว เคยทำงานบริษัทเอกชน ตอนนี้เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกเล็กค่ะ ใครพอจะมีข้อแนะนำบ้างคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
Am แม่มินนี่
สวัสดีปีใหม่ครับ คุณ Am
ขอขอบพระคุณที่แวะมาครับ
ยินดีตอนรับเข้าเส้นทางนักกฎหมายครับ
ขอเสนอแนะว่า เมื่อคิดจะเรียนกฎหมายแล้วหากจมมาครวไปเรียนต่อเนติ์
แล้วเดินไปตามเส้นทาง อัยการ หรือ หรือผู้พิพากษา จะดีกว่านะ
หลานผมก็ได้ปริญญาตรีสาขาอื่นมาก่อน แล้วไปเรียนต่อนิติรามฯ สองปีครึ่งก็จบแล้วครับ ได้เนติ์แล้วด้วย
ตอนนี้อายุ 35 ได้เนติ์ ตอนอายุ 40 ไปเป็นผู้พิพากษา หรืออัยการก็ไม่สายครับ
ส่วนวิธีการเรียนกฎหมายให้ได้ดีนั้นมีหลายวิธีการลองศึกษาดูจากนักกฎหมายหลายๆท่านว่าวิธีใดเหมาะกับท่านครับ
แต่ที่รู้ๆคือมักจะอ่านกันชนิดไม่หลับไม่นอน สามวันสามคืนก่อนสอบครับ นอกนั้นเที่ยวอย่างเดียวครับ ฮา....(ไม่รู้จบได้ไง)
สวัสดีครับคุณครูมนัสนันท์
ผมขออนุญาตเรียกคุณครูนะครับ
แม้ผมจะไม่เคยเรียนหนังสือจากคุณครู แต่สำหรับผม ครูก็คือครู ครับ
ผมเชื่อว่าบันทึกของคุณครูที่ผมจะไปติดตามอ่านก็ต้องมีส่วนที่จะสอนผม
อันที่จริงแล้วผมไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าเมื่อยึดอาชีพทนายความแล้ว
ผมจะสามารถเดินมาจนถึงวันนี้ แต่การที่ผมหันมาทางนี้ก็สามารถทำให้
น้องชาย น้องสาวและหลานชาย หันมายึดอาชีพนี้ทั้งหมด
ต่างเป็นลูกพ่อขุนฯทุกคน จึงมีพิมพ์ที่เหมือนๆกันต่างกันเพียงรุ่นเท่านั้น
เราคุยกันว่า เราต่างผ่านฝนมาขนานนี้
เรากินเกลือมากกว่าเยาวชนรุ่นหลังที่กินข้าว
หากเราจะทำอะไรที่จะยังประโยชน์ต่อแผ่นดินนี้
โดยไม่ทำให้ใครเสียหายเราจะทำ
ขอขอบพระคุณที่คุณครูแวะมาให้กำลังใจครับ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับคุณครูอ้อยคนงาม
ตื่นเช้าหรือยังไม่นอนครับ
ขอให้คุณแม่หายป่วยไวๆนะครับ ผมขอพรจากพระให้แล้วครับ
ขอขอบพระคุณในกำลังใจที่มอบให้ครับ