ได้เงินเพราะคำว่า "ผู้มีชื่อ"

ผมเขียนบทความนี้เมื่อ 14 ปีก่อน แนวคิดในตอนที่เขียนหวังจะให้น้องๆนักเรียนนักศึกษาที่อาจมีโอกาสเข้ามาอ่านบทความนี้้มีแรงจูงใจในการก้าวต่อไปในอนาคตตามแนวทางอาชีพที่ชอบ ลองอ่านดูนะครับ (บทความอาจยังมีคำผิดอยู่ผมจะใช้เวลาว่างเข้ามาแก้ไขคำผิดให้ และจะพยายามเขียนบทความเพิ่มเติมให้นะครับ)

ก่อนผมจะมาเป็นทนายความผมเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์มาก่อน ห้ามถามนะว่าเป็นได้ไง(บังเอิญจบสายอาชีพจากช่างกลสยามก่อนจะจบปริญญาตรีกฎหมายจากม.รามฯ)    คือเมื่อปีพ.ศ.2518 ขณะที่ผมทำงานเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์อยู่ที่บริษัทหนึ่งแถวๆถนนวิภาวดี มีทนายความท่านหนึ่งเดินเข้ามาในบริษัทพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้ติดตามอีกหลายท่านเมื่อมาถึงท่านทนายความได้ถามผมว่าผู้จัดการอยู่หรือไม่ขอเชิญมาพบหน่อย เมื่อผมพาไปพบท่านผู้จัดการแล้วเห็นท่านทนายความส่งเอกสารบางอย่างให้ดูหลังจากนั้นเห็นท่านผู้จัดการถูกเจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวตามที่ท่านทนายความสั่งและได้มีผู้ติดตามท่านทนายความเข้าไปขนย้ายเครื่องยนต์ที่ผมกำลังซ่อมแซมอยู่ขึ้นรถบรรทุกไปด้วยขณะที่ยืนมองอยู่ผมเห็นทุกท่านที่มาด้วยต้องทำตามคำสั่งของท่านทนายความก็มีความรู้สึกว่ามันเท่ห์น่าดู 

คืนนั้นกลับบ้านนอนคิดว่าเราก็น่าจะเป็นทนายความได้คนอื่นเป็นได้เราก็ต้องเป็นได้วันรุ่งขึ้นผมลาออกจากบริษัทเลยตอนยื่นใบลาออกให้หัวหน้าฝ่ายบุคคลท่านถามผมว่าได้งานใหม่หรือผมตอบว่าเปล่าครับจะไปเป็นทนายความ ท่านถามต่อว่าจบกฎหมายมาด้วยหรือผมตอบท่านว่ายังไม่ได้เรียนครับ....ท่านไม่พูดอะไรเลยแล้วเซ็นชื่อพร้อมประทับตราว่าอนุมัติ....ฮา.......

สามปีต่อมาผมเดินเข้าไปที่ สำนักงานศรีรัตน์ จันจรัส ทนายความ ขอฝึกทนายกับคุณอาศรีรัตน์เจ้าของสำนักงาน (ท่านเป็นเพื่อนกับคุณพ่อผม) ท่านถามว่าจบหรือยังผมเลยเอาหลักฐานการศึกษาระดับอนุปริญญาให้ท่านดูท่านบอกว่าให้ไปเรียนให้จบปริญญาตรีก่อนไม่ดีกว่าหรือผมบอกท่านว่าอยากเป็นทนายความเร็วๆครับ ขอฝึกทนายไปเรียนไปครับท่านเลยบอกว่าที่นี้ทำงานตั้งแต่ 07.30 ถึง 18.00 วันเสาร์ทำครึ่งวันนะ เริ่มวันนี้เลย

แล้วงานแรกที่ท่านมอบให้คือทำหนังสือบอกเลิกสัญญาหลังจากผมใช้เวลาร่างหนังสืออยู่ 3 ชั่วโมง ก็นำไปให้ท่านปรากฎว่าท่านดูไม่ถึง 2 นาทีแล้วฉีกทิ้ง....ฮา.... (ดีนะที่หัวหน้าฝ่ายบุคคลไม่รู้ถ้ารู้คงส่งรถมารับไปเป็นช่างซ่อมเครื่องต่อแน่...ฮิ.ฮิ...) ท่านบอกให้นั่งรอเดี๋ยวแล้วนั่งเขียนหนังสืออยู่ประมาณ 5 นาทีแล้วส่งหนังสือที่เขียนให้บอกเอาไปพิมพ์ผมอ่านแล้วนึกในใจว่ามันก็เป็นหนังสือบอกเลิกสัญญาเหมือนกันน่าจะใช้ของผมเพราะเชื่อโดยสุจริตว่าของผมไม่ต้องฟ้องคู่สัญญาอ่านแล้วต้องรีบเอาเงินมาจ่ายแน่ๆ....ฮา....(เรื่องนานมาแล้วช่างเถอะนะ)

ห้าเดือนต่อมาหนังสือฉบับแรกก็ได้เซ็นชื่อโดยผมเองและลงท้ายว่าทนายความผู้รับมอบอำนาจ  (ฮิ.ฮิ...ยังเชื่อโดยสุจริตว่า)ระยะเวลา สี่ เดือนกว่าๆ ผมนั่งร่างหนังสือบอกกล่าวต่างๆไปมากกว่าห้าสิบ หกสิบ ฉบับ ยังงัยของผมน่าจะใช้ได้ดีกว่า อาศรีรัตน์คงกลัวเสียเหลี่ยมที่ต้องใช้หนังสือของผมจึงต้องฉีกทิ้งทุกครั้ง...ฮา..... 

หลังจากที่อาศรีรัตน์ฝึกสอนให้ผมเขียนหนังสือบอกกล่าวแบบต่างๆจนเป็นที่พอใจแล้วท่านก็ให้ผมร่างคำฟ้องให้ท่านไม่อยากจะเชื่อว่าคำฟ้องที่ผมร่างเป็นฉบับแรกในชาตินี้ท่านตรวจแล้วไม่แก้ไขไม่ฉีกทิ้งบอกเพียงว่ารีบพิมพ์ให้เสร็จวันนี้แล้วพรุ่งนี้ไปยื่นฟ้องเสียแต่เช้าพร้อมส่งซองเงินจำนวน 150,000.-บาทให้ บอกผมว่าค่าธรรมเนียมประมาณ130,000.-บาท ที่เหลือเป็นค่าทนายคดีนี้ค่าใช้จ่ายอื่นถ้ามีก็ให้เบิกตามจริง คิดดูประมาณปี 2522ผมได้ค่าทนายความคดีแรกประมาณ สองหมื่นถ้ายังเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์อยู่ ผมต้องใช้เวลาสองเดือนเศษถึงจะได้ค่าจ้าง สองหมื่นไม่เท่ห์คราวนี้แล้วจะเท่ห์เมื่อไหร่...ฮิ.ฮิ..

เหตุเพราะเงินจำนวนสองหมื่นที่เป็นค่าทนายความคดีแรกทำให้ผมไม่สนใจจะเรียนต่อให้จบปริญญาตรีคงใช้ตั๋วทนายชั้นสองต่อไปร่วม หกปีแต่ก็ถูกอาศรีรัตน์ถามทุกปีว่าจบปริญญาตรีหรือยัง 

ผมกว่าจะจบปริญญาตรีใช้เวลา ถึงเจ็ดปี...ฮิ.ฮิ..ความรู้แน่นขนาดไหนคิดดู (เพื่อนๆผมที่เรียนมาด้วยกันต่างได้รับปริญญาตรีกันไปก่อนทุกคนแล้ว)แต่ตอนผมรับปริญญาตรีดันนึกในใจว่าเพื่อนในรุ่นคงยังไม่มีใครได้รับปริญญาตรีเหมือนผม...ฮา....) ช่วงหกปีมันมีเหตุให้ผมไม่สนใจจะเรียนต่อให้ได้ปริญญาตรีเพราะคดีที่สองที่ผมรับเป็นทนายความ ผมได้รับค่าทนายความส่วนแรก187,500.-บาทจากคดีฟ้องขับไล่ในฐานะทนายจำเลย....ยิ่งเทห์มากขึ้นอีก....ฮา....

เรื่องมีอยู่ว่าตอนผมจบสายอาชีพช่างยนต์ใหม่ๆผมเช่าบ้านอยู่แถวถนนสุทธิสาร ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่สร้างขึ้นมาเพื่อไว้ให้เช่าโดยเฉพาะเป็นลักษณะบ้านแฝดมีจำนวน76หลังคาเรือน บ้านทุกหลังอยู่กันแบบพี่น้องเพราะเป็นหมู่บ้านเล็กๆมีทางเข้าออกทางเดียวจึงรู้จักกันหมดใครทำอะไรประกอบอาชีพอะไรทราบกันหมดผมจบช่างเครื่องยนต์มาหากบ้านหลังไหนมีปัญหาเรื่องรถยนต์ก็จะเรียกใช้บริการผมเพราะไม่ต้องเสียเงิน (เสียแต่ค่าอาหารบวกของเมานิดหนึ่ง..ฮิ.ฮิ..)อยู่ๆมาหลายปีหมู่บ้านที่เช่าอยู่ถูกขายให้นักจัดสรรที่ดินรายหนึ่ง บ้านทุกหลังจึงได้รับหนังสือบอกกล่าวจากทนายความท่านหนึ่งในหนังสือนั้นมีข้อความหนึ่งที่ถูกผู้รู้ท่านหนึ่งที่เช่าบ้านในหมู่บ้านด้วยกันตะโกนบอกกับทุกบ้านว่าอย่ายอมมันง่ายๆพวกเราเช่าบ้านมาหลายปีน่าจะมาบอกกันดีๆก็ได้ไอ้คนทที่มาซื้อมันจะมีชื่อมาจากไหน (เมื่อทุกคนได้รับหนังสือต่างมารวมตัวกันที่หน้าบ้านผมเพราะทราบว่าผมเป็นทนายแล้วไม่ใช้ช่างซ่อมเครื่องยนต์อย่างแต่ก่อนและในหมู่บ้านมีผมคนเดียวที่เป็นทนาย)ไม่น่าเชื่อว่าผมได้เงินเพราะคำว่า "ผู้มีชื่อ"เพียงคำเดียวจริงๆ ใจความในหนังสือมีว่า "ขณะนี้นาย ส....ได้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายบรรดามีให้กับ ผู้มีชื่อ แล้วและผู้มีชื่อ ไม่ประสงค์จะให้ท่านเช่าบ้านด้งกล่าวอีกต่อไป...." คำว่าผู้มีชื่อในภาษาของนักกฎหมายกับในภาษาของผู้รู้ท่านนั้นต่างกันครับ(ผมมาทราบภายหลังว่าท่านเข้าใจเอาว่าเป็นผู้ที่มีอำนาจและมีชื่อเสียง)ในภาษาของนักกฎหมายนั้นหมายถึงบุคคลทั่วไปซึ่งอาจเป็นได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเรานักกฎหมายมักจะใช้คำที่ทำให้อ่านแล้วมันมีความหมายเป็นนัยที่ต้องแปลความอีกต่อหนึ่งอาจเพราะต้องการใช้คำเท่ห์ๆก็เป็นได้..ฮิ.ฮื..  

ขอกลับมาเรื่องเดิมนะคือผู้รู้ท่านนี้นำชาวบ้านทุกคนมาหาผมบอกว่าเรื่องนี้ถ้าเราจะไม่ยอมย้ายออกจะทำได้หรือไม่  ผมชี้แจงไปว่ามันเป็นทรัพย์สินของเขาเมื่อเขาไม่ให้เราเช่าต่อไปเราก็ต้องขนย้ายออกไปถึงแม้จะต่อสู้คดีอย่างไรที่สุดแล้วก็ต้องขนย้ายออกไปอยู่ดีทุกท่านบอกว่าใช้ถูกต้องแต่ไม่ต้องการยินยอมง่ายๆกลับถามผมว่าเป็นทนายให้ได้หรือไม่ทำอย่างไรก็ได้ขออยู่ต่ออีก 1 ถึง 2ปี จะคิดค่าทนายอย่างไร ผมก็เลยบอกว่าเราอยู่กันอย่างพี่อย่างน้องถ้าจะอยู่ก็อยู่ด้วยกันถ้าจะไปก็ไปพร้อมกันมีอะไรก็รับด้วยกันผมไม่รู้จะคิดค่าทนายอย่างไรขอแค่ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นตามความเป็นจริงก็พอหลังจากนั้นทุกบ้านก็ประชุมตกลงกันว่าจะให้ค่าทนายผมหลังละ 5,000.-บาทจ่ายให้ก่อนหลังละ 2,500.-บาท ทั้งหมด 75หลังผมได้รับเงินหลังจากนั้นอีกไม่กี่วันถัดมา ผมทำคดีนี้ 76 สำนวนอาศรีรัตน์ไม่เอาจากผมแม้แต่บาทเดียวแต่กลับแนะนำสั่งสอนวิธีการต่างๆให้ผม จนต่อสู้คดีมาถึงหนึ่งปีเจ็ดเดือนทุกคดียังไม่มีการสืบพยานแม้แต่ปากเดียว

ภายหลัง ผู้ซื้อขอนัดเจรจาผมจึงนัดจำเลยทุกคนพร้อมกันและตกลงรับค่าใช้จ่ายในการขนย้าย หลังละ35,000.-บาท

ในระหว่างเจรจาท่านผู้รู้ถามขึ้นในที่ประชุมว่า ทำไมครั้งแรกไม่ยอมเจรจากันดีๆต้องให้ทนายมาอ้างว่าท่านเป็นผู้มีอำนาจและมีชื่อเสียง พวกเราถึงไม่ยอมเพราะไม่ยากให้ใครมาข่มขู่พวกเรามีการสอบถามกันพอสมควรจนผู้รู้ท่านนี้ยกเอาหนังสือบอกกล่าวขึ้นมาเป็นหลักฐานว่าได้รับหนังสือข่มขู่ว่าท่านเป็นผู้มีชื่อจริงๆผมพอทราบเช่นนั้นก็เลยต้องตัดบทในการเจรจาว่าในเมื่อเรื่องมันผ่านเวลานั้นมาแล้วตอนนี้ทางโจทก์เขาขอเจรจากับพวกเราก็ไม่ต้องยกเอาเหตุอื่นมาโต้แย้งให้บรรยากาศเสียไปขอให้พวกเราตัดสินใจว่าจะต่อสู้คดีต่อไปหรือจะขอจบเพียงนี้และจะขอค่าใช้จ่ายในการขนย้ายคนละเท่าไรโจทก์เสนอแล้วว่ายินดีช่วยเหลือค่าขนย้ายตามสมควรเรื่องถึงจบลงด้วยดีต่างรับค่าขนย้ายไปคนละ 35,000.-บาทค่าเช่าบ้านที่อยู่กันมาอีก 1 ปีเจ็ดเดือนก็ไม่ต้องจ่ายหลังจากนั้นผมก็ได้รับค่าทนายความส่วนที่เหลือ

ตอนงานเลี้ยงอำลากันผมจึงได้มีโอกาสแปลภาษาไทยเป็นไทยให้ท่านผู้รู้ทราบ คำว่า "ผู้มีชื่อ"หมายความว่าอย่างไรท่านผู้รู้กลับบอกผมว่าไม่ดีหรือที่แปลผิดทำให้คุณทนายได้เงินไปหลายแสนนะผมละงงยังไม่หายจนปัจจุบัน ว่าท่านแปลถูกหรือแปลผิด....ฮา....

คราวหน้าจะเล่าเรื่องจำเลยสอนมวยทนาย

ทบทวนแก้ไขคำผิด วันที่ 2 มิถุนายน 2567