ขบวนการองค์กรชุมชน เป็นขบวนการหนึ่งของภาคประชาชน ที่เชื่อมโยงกันขึ้นมาจากชุมชน ในแต่ละท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองหรือพึ่งตนเองได้ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งขบวนการองค์กรชุมชนนี้ ได้มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เป็นกลุ่มกิจกรรมโดยทั่วไป ที่ทำตามการกำกับของภาครัฐ มานับหลายปี ในยุคที่ราชการเป็นหลัก ในรูปแบบการทำงานที่เน้น Work For พัฒนาตนเองมาสู่การทำงานร่วมกันของภาครัฐกับชุมชน ในรูปแบบ Work With แต่ในระยะ 10 ปี ที่ผ่านมานี่เอง ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะชุมชนได้รับโอกาสจากทั้งรัฐและกฎหมายต่างๆ ทำให้ก้าวตนเองมาสู่การดำเนินกิจกรรมการพัฒนา ด้วยตนเอง ในรูปแบบ Work By โดยได้รับการสนับสนุนการพัฒนาจากภาครัฐ ในรูปแบบต่างๆ โดยในระยะนี้จะปรากฏเห็นรูปธรรมงานพัฒนาที่ชุมชนผลักดันให้เกิดผลทางนโยบายมากขึ้น เช่น การพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชน การพัฒนาแผนแม่บทชุมชน การพัฒนาที่ดินทำกินและการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย การพัฒนาเกษตรยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น
ในกระบวนการขับเคลื่อนงานที่สำคัญของขบวนฯชุมชน คือ การสร้างและพัฒนากลไกการทำงานของตนเอง ที่มีแกนนำจากท้องถิ่นต่างๆ เข้ามาร่วมเป็นกลไกประสานงานและจัดการให้งานของชุมชน ได้เป็นที่ยอมรับ โดยข้อต่อสำคัญของขบวนการ คือ ผู้นำจิตอาสา ซึ่งแกนนำเหล่านี้ ต่างมีแนวคิด แนวทางและประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป แต่โดยภาพรวมส่วนใหญ่ ผู้นำกลุ่มที่อาสาออกมาเคลื่อนไหว ในสังคม ต่างมีอุดมการณ์ร่วมสำคัญ คือ การสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างรัฐกับชุมชน ให้เกิดเป็นความสัมพันธ์ที่เกื้อกูล เท่าเทียม อยู่บนพื้นฐานการพัฒนาที่ยึดภาคประชาชนเป็นแกนหลักนั่นเอง
กว่า 10 ปีที่ผ่านมา แกนนำในขบวนองค์กรชุมชน ได้พยายามออกมาเคลื่อนไหว และดำเนินการผลักดันให้แนวคิดและรูปธรรมของชุมชน ได้เกิดการยอมรับจากภาครัฐได้อย่างน่าพอใจ ในทุกสมัยของรัฐบาลที่ผ่านมา รัฐบาลก็ต่างให้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนได้ดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาองค์กร และพัฒนาความสัมพันธ์กับภาคีภายนอก ทำให้ขบวนการชุมชน มีพัฒนาการที่รวดเร็ว พร้อมๆกันนั้น ก็เกิดปัญหาหรือข้ออ่อนที่ตามมา คือ การบริหารจัดการที่ดี ที่จะให้งบประมาณโครงการที่ลงสู่ชุมชนเกิดประสิทธิภาพและมีธรรมาภิบาล
ในหลายๆพื้นที่ ที่ขบวนฯชุมชนได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐนั้น พบว่า ต่างประสบปัญหาในเชิงการจัดการเป็นอย่างมาก เพราะระบบของชุมชนกับระบบของรัฐนั้น ยังไม่ถึงกับไปด้วยกันได้เสียทีเดียว อย่างเช่นระยะเวลาของการสนับสนุนงบประมาณรายปีของรัฐ กับการขยายหรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมของชุมชน ซึ่งไม่เป็นไปตามเวลาปีงบประมาณแบบรัฐ รวมถึงเอกสารหลักฐานการเงินและค่าใช้จ่ายที่เป็นระเบียบที่ชุมชนกำหนดกันเอง ที่ไม่สอดคล้องกับระเบียบทางราชการ ผู้เป็นเจ้าของเงินที่ให้การสนับสนุน
ในระยะที่ผ่านมา แกนนำชุมชนที่ขึ้นมาขับเคลื่อนการพัฒนา มักเป็นผู้นำทางความคิด ที่เก่งทางความคิด หรือไม่ก็เป็นกลุ่มนักปฏิบัติ ที่ยังมองภาพรวมการพัฒนาเชิงโครงสร้างที่ไม่ชัดเจน แต่จุดดีของคนกลุ่มนี้ที่กล่าวมาคือ ความหนักแน่นและแม่นในหลักการพัฒนาที่ยึดแนวคิดการพัฒนาที่ภาคประชาชน แต่จุดอ่อนที่พบคือ การผลักดันให้ขบวนการองค์กรชุมชนสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยตนเองนั้น ชุมชนยังขาดเครื่องมือสำคัญอีกหลายๆเรื่อง ที่จะช่วยให้งานของขบวนเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นที่ยอมรับ
สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวมา เป็นสาเหตุสำคัญ ที่หน่วยงานสนับสนุนต่างๆ จะต้องเข้ามาสนับสนุนขีดความสามารถของชุมชน ในความถนัดที่ชุมชนยังไม่มี และยังต้องเสริมสร้างเครื่องมือการทำงานอื่นๆให้กับชุมชน ในสิ่งที่ชุมชนขาดหรือไม่ถนัดให้เป็นความรู้ร่วมกันที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ให้ได้ เช่น การจัดทำแผนการพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ การจัดทำเป้าหมายตัวชี้วัดการพัฒนา การบริหารจัดการที่ดี การพัฒนาระบบข้อมูลของชุมชน การประชุมอย่างสร้างสรรค์ การพัฒนาระบบการติดตามประเมินผลโดยชุมชน เพราะความรู้เหล่านี้ เป็นความรู้ที่ต้องใช้กับการทำงานที่ใหญ่ขึ้น มีความเป็นองค์กรมากขึ้น มีความเป็นสาธารณะมากขึ้น มากกว่าที่แกนนำชุมชนเคยทำกันมาในระดับเครือข่ายหรือท้องถิ่นตนเองเท่านั้น
เพราะเราเน้นการพัฒนาแบบ BY PEOPLE ก็ต้องให้ PEOPLE ทำได้เองจริงๆ จึงจะบรรลุผลตามเป้าหมาย ไม่ใช่หอบงานชุมชนมาทำแทนชาวบ้าน และให้ชาวบ้านทำงานแทนหน่วยงาน อย่างที่บางหน่วยงานเป็นอยู่ตอนนี้
เขียนแล้วอ่านสนุกครับพี่ประยงค์
การทำงานชุมชน ดูเหมือนจะง่าย แต่พอลงไปทำในพื้นที่มีเรื่องราวที่ละเอียดอ่อน ดังนั้นการทำงานชุมชนจึงเป็นศาสตร์และศิลป์โดยแท้
BY PEOPLE คือ Empower ปัจเจกให้เข้มเเข็งด้วยปัญญา หากเรามีกระบวนการพัฒนาโดยประณีตและเข้าใจธรรมชาติของ คน ชุมชน และผมเชื่ออีกว่าปัจเจกนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเข้มแข็ง ยั่งยืน
ขอบคุณครับ :)
มาทักทายครับ
เห็นความก้าวหน้า ใส่รูปในBlogได้แล้ว
ยินดีครับ
ช่วงเช้า
ช่วงบ่าย
ทีมวิทยากรกระบวนการ 3 หนุ่มสามมุมครับ ( อ.จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร / ดร.ขจิต ฝอยทอง/ อ. เกียรติศักดิ์ ม่วงมิตร)
สถานที่ : มีการอำนวยความสะดวกด้านไอที รวมไปถึงการจัดลานชุมชน ที่อาจปูด้วยผ้า หรือ เสื่อ ที่สามารถนอน นั่งได้
การแต่งกาย : ให้ผู้เข้าร่วมแต่งกายตามสบาย ผู้หญิงให้สวมกางเกงจะสะดวกต่อการนอนและนั่งระหว่างการสัมมนา
อุปกรณ์ : โน้ตบุ้ก(ส่วนตัว), ส่วนอุปกรณ์อื่นๆใช้ของเดิมจากที่เคยทำกระบวนการในเวทีที่ภูเขางามรีสอร์ต