คืนวันที่ 27 พ.ค. 2549 ประมาณ 3 ทุ่มกว่า ผมได้รับโทรศัพท์จากผู้ชายที่ไม่คุ้นเสียงถามหาคุณอ๋อง พอถามได้ความว่าเป็น พี่เกียรติ  ผมจำได้ว่าพี่เกียรติที่อ๋องเคยเล่าให้ฟังอยู่จังหวัดภูเก็ต ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีโอกาสได้เจอกัน  เพราะภูเก็ตมันไกลมาก ไกลจนไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสไป จึงไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้เจอพี่เกียรติ  เมื่อได้รับทราบว่าพี่เกียรติมาขอนแก่นจึง Surprise มากๆ รีบโทรศัพท์ไปบอกอ๋องซึ่งอยู่ที่อำเภอแวงน้อยถึงเรื่องนี้  และออกไปรับพี่เกียรติที่ ปั๊ม ปตท.สามเหลี่ยม  พาเข้าพักที่โรงแรมลาวัลย์เพลซ

       เช้าวันที่ 28 พค. ผมจึงทราบความเป็นไปเป็นมาของการมาขอนแก่นของพี่เค้า  พี่เกียรติไม่ได้มาที่ขอนแก่นและไม่ได้ติดต่อครอบครัวอ๋องมานานถึง 21 ปี  แต่เมื่อมาที่ขอนแก่น ยังจำบ้านเลขที่ 72 ได้  ยังจำตำแหน่งของบ้านที่หน้าค่ายศรีพัชรินทร์ได้และไปถูก  แม้จะหาทางเข้าซอยไม่ถูก แต่ก็ไปจนถึงหน้าปากซอย นับถือว่าความจำดีจริงๆ  หรืออาจจะพูดว่าความระลึกได้เกิดจากความปรารถนาที่มากพอ  ก็คงได้  และพี่เกียรติก็ใช้พลังที่เกิดจากแรงปรารถนานั้นเพื่อค้นหาจนพบหนทางที่จะติดต่อมาที่บ้านของผมจนได้  และเราก็ได้พบกัน  เรื่องหลักที่พูดคุยกันดูเหมือนจะเป็นเรื่องการปฏิบัติตนเพื่อเป็นญาติธรรมของพุทธศาสนา  พอรู้ว่าพี่ทั้งสองคนเชื่อและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  ผมถึงกับคนลุก  เพราะผมพึ่งจะหันมาสนใจและเริ่มต้นไปเจริญภาวนาปฏิบัติกรรมฐานที่สวนอัมพวันมาเมื่อต้นเดือนนี้นี่เอง  หรือว่ามันมีพลังบางอย่างที่เหนือความคาดหมายที่ส่งถึงกันทำให้คนที่มีบารมีมาก่อนอยากที่จะมาพบกับเรา...น่าแปลกใจมากๆ เพราะพี่ทั้งสองคนมาขอนแก่นก็ไม่ได้มีธุระอะไรสำคัญมากนักพอที่จะขับรถมาไกลเป็นพันกว่ากิโลเมตร

        นอกจากความแปลกใจที่เกิดขึ้นในใจผมแล้ว  จากการได้พบญาติทางไกลในครั้งนี้ ผมยังได้ข้อคิดในการทำงานเพื่อให้ประสบความสำเร็จอีกอย่างคือ "คนเรานะถ้ามีความปรารถนาที่มากพอ...ยากแค่ไหนก็หาทางทำจนได้"  ดังนั้นการที่ใครสักคนจะประสบความสำเร็จได้  จะต้องหาความฝันความปรารถนาที่แท้จริง(คือปรารถนาที่จะได้มันมาจริงๆและอยากได้มากพอ)ของตนเองให้เจอ

                                             ขอให้พี่ทั้งสองเดินทางกลับโดยปลอดภัย