FW เมล์ วันนี้เก็บเรื่องราวที่น้องคนไม่มีรากส่งมาให้อ่าน แล้วเลยนั่งวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องราวในชีวิตครูที่ผ่านมา แล้วก็อดยิ้มขำตัวเองไม่ได้น้องคนไม่มีรากบอกว่า "เป็นเรื่องสั้นๆค่ะ แต่ก็ช่วยเตือนสติได้ดี"อ่านแล้วก็รู้สึกเช่นนั้นจริงๆพลันก็ให้นึกถึงอาชีพของตัวเองอาชีพครูนั้นมีโอกาสได้เห็นภาพการคิดของเด็กเกือบทั้งวันหากครูได้นำกระบวนการสอนให้เด็กคิดมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเรียนของเด็กน้อย

               ฉันเชื่อว่าการสอนให้เด็กคิดเหมือนผู้เป็นพ่อสอนลูกให้คิดได้ แม้ต้องใช้เวลาห่อหลอมความคิด ใช้สื่อเพื่อให้เกิดความเห็น ให้ลงมือทำ เกิดความรู้สึก ความรู้สึกนี้สำคัญนัก มันก่อให้เกิดความคิด เกิดการเปรียบเทียบ การสังเกต การคำนวน.....มันคือเส้นทางความคิดเป็นกระบวนการทางปัญญา ที่เกิดขึ้น ดำรงอยู่นานแค่ไหนขึ้นอยู่กับจุดหมาย และดับไป เมื่อเกิดความคิดใหม่ขึ้นมา

              นักการศึกษาแบ่งวิธีคิดเป็น 2 ประเภทคือ คิดแบบไร้จุดหมาย(Associative Thinking)ผู้คิดไม่ตั้งใจจะคิด แต่มันเกิดขึ้นแบบเพลงพาไป ไม่ต้องการบทสรุปเพราะไม่ตั้งใจจะคิด แถมไม่อาจนำผลจากการคิดมาใช้ให้เกิดประโยชน์อะไรมากไปว่า "คิดเล่นๆ" อันที่จริงคิดเล่นๆนี่ก็ได้ประโยชน์ที่มันสนุกที่ได้คิด อาจมองว่าไร้สาระ แต่สำหรับฉัน ผู้สอนเด็กอ่อนโอกาส เด็กประถมของฉัน แม้เด็กน้อยจะคิดเพียงเล่นๆ ก็ขอให้คิดเถิดลูกเอย ขอให้พูดเถิด ยิ้มเถิด หัวเราะซิ อะไรทำนองนี้ เพราะในสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นย่อมนำมาซึ่งความคิดทั้งสิ้น ดีกว่าไม่คิดอะไรซะะเลย

             ความคิดอีกอย่างหนึ่งคือคิดอย่างมีจุดหมาย (Directed Thinking) เป็นการคิดที่ตรงกันข้ามกับการคิดแบบที่ 1 ดูว่าจะเป็นประโยชน์มากว่า  

ลองอ่านเรื่องราวจากเมล์ข้างล่างนี้นะคะ 


"
ก๊อกๆๆๆๆ"
เสียงเคาะประตูที่ดังผ่านแผ่นไม้มา พร้อมๆ กับเสียงที่ดูเหมือนกับเป็นคำสั่งว่า

"
ตื่นนอนได้แล้วจะได้ช่วยกันทำงาน"
เด็กน้อยคนหนึ่งตื่นขึ้นมา ท่าทางงัวเงียสลึมสลือ มือจับผ้าห่มที่อยู่ปลายเตียงมาพับและตอบรับเสียงปลุกนั้น

"
อืม.....ตื่นแล้ว ได้ยินแล้ว" "นี่วันหยุดนะเนี่ย" เด็กน้อยบ่นกับตัวเอง
"
เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ ไปถอนหญ้าที่ไร่นะ" พ่อสั่งขณะที่ใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาให้ลูกชาย
เด็กน้อยพยักหน้าตอบ และลงมือทานอาหารมื้อแรกของวัน

หลังจากทานอาหารเสร็จ เด็กน้อยเดินไปหยิบหมวกและเสื้อแขนยาวมาสวมเพื่อกันแดด แล้ววิ่งออกไปหน้าบ้าน
กระโดดขึ้นซ้อนท้ายจักรยานโบราณสภาพเก่าโทรม บ่งบอกถึงอายุการใช้งานซึ่งมีพ่อเป็นผู้ขี่
ในระหว่างทาง เด็กน้อยคุยกับพ่อตลอด เขาป้อนคำถามที่อยากรู้

ซึ่งบางครั้งดูเหมือนกับว่าผู้เป็นพ่อจะพยายามสอดแทรกให้แง่คิดตลอด
โดยที่เด็กน้อยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ไม่นานนักก็ถึงไร่ที่เขามีภารกิจที่จะต้องทำ

"
ถอนหญ้า" ภาระกิจที่ได้รับมอบหมาย ..หญ้าเปรียบเสมือน "ศัตรูตัวฉกาจของชาวไร่"
"
เดี๋ยวเจ้าถอนแปลงนี้นะ" พ่อสั่งพร้อมกับชี้นิ้วไปที่แปลงผัก
เด็กน้อยรับคำและลงมือถอนหญ้าออกจากแปลงผัก ทีละต้น ทีละต้น จนกระทั่งศัตรูตัวฉกาจของชาวไร่หายไปจากแปลงผักจนหมดสิ้น

"
ไปพักกินน้ำที่ใต้ต้นมะม่วงก่อน....ไป" เด็กน้อยรับคำพ่อแล้วเดินไปพัก
"
กลับมาเร็วๆ นะ ยังมีอีกแปลงหนึ่ง" เสียงพ่อสั่งตามหลังเด็กน้อย
หลังจากได้พักกินน้ำ พ่อได้ส่งจอบให้เด็กน้อย พร้อมกับพูดว่า "เอ้า...เอาไปถากหญ้า"
เด็กน้อยรับจอบและตรงไปยังแปลงผักเพื่อทำภารกิจต่อ
ดูเหมือนว่าเด็กน้อยจะพึงพอใจกับการใช้จอบถากหญ้ามากกว่าการใช้มือถอน
เหตุผลก็คือ มันทำให้เขาสามารถทำงานได้รวดเร็ว ซึ่งไม่นานนักเขาก็จัดการกับศัตรูตัวฉกาจของชาวไร่อย่างราบคาบ

หลังจากที่ภารกิจเสร็จสิ้นลง พ่อลูกก็พากันกลับบ้าน ระหว่างทางเด็กน้อยถาม "ทำไมไม่ให้ผมใช้จอบตั้งแต่แรกล่ะ ทั้งๆ ที่ทำงานได้เร็วกว่า" พ่อไม่ตอบ ได้แต่อมยิ้ม เก็บซ่อนคำตอบไว้เพียงผู้เดียว
ผ่านไป 1 สัปดาห์
พ่อได้พาเด็กน้อยกลับไปที่ไร่อีก สิ่งที่เด็กน้อยเห็นก็คือ แปลงที่ใช้มือถอน บัดนี้ไม่มีหญ้าให้เขาถอนเลย แม้แต่ต้นเดียว
แต่... แปลงที่ใช้จอบถาก กลับมีต้นหญ้าปกคลุมเหมือนเดิม


" ทำไมมันเป็นอย่างนั้นล่ะ" เด็กน้อยถามด้วยความสงสัย ทั้งๆ ที่เขาได้จัดการมันหมดไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
พ่อตอบ "แปลงที่เจ้าใช้มือถอนน่ะ เจ้าได้ถอนมันถึงรากถึงโคน ส่วนแปลงที่เจ้าใช้จอบถากน่ะ เจ้าเพียงแต่ตัดเอาส่วนปลายของมันออกเท่านั้น มันยังคงมีส่วนที่ฝังลึกอยู่ในดินอีก

มันก็เหมือนกับปัญหาต่างๆ ที่เราพบเจอนั่นแหละ ถ้าเราแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยปล่อยสาเหตุของปัญหาไว้ ไม่นานนักปัญหานั้นก็จะกลับมาสร้างความเดือดร้อนให้เจ้าอีก แต่ถ้าเราแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แม้มันจะยากสักนิด แต่มันก็ทำให้ปัญหานั้นหมดไปได้"
เด็กน้อยยิ้มรับด้วยความเข้าใจ

"
จงหันหน้าสู้กับปัญหา.....จัดการกับสาเหตุ.....และอย่าท้อถอย"
ธรรมสวัสดี

............................
"
เงินและอาหารเป็นเสบียงอันประเสริฐในโลกนี้ฉันใด

บุญกุศลก็เป็นเสบียงในทางปรโลกฉันนั้น


ใช้ชีวิตนี้ให้มีคุณค่า สะสมเสบียงให้เพียงพอ


เรียกว่า สั่งสมบุญบารมี
"

หลวงปู่จันทร์ศรี ...

ขอบคุณFW ที่ส่งมาให้อ่านค่ะ 

ขอบคุณภาพจากห้องประชุมละมุล โรงพยาบาลสมุทรสาคร 

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ