ผมปิ๊งแว้บโจทย์นี้ ระหว่างที่ผมนั่งทำหน้าที่ผู้ดำเนินการอภิปรายเรื่อง “บทบาทและหน้าที่ของสภาสถาบันอุดมศึกษา/มหาวิทยาลัยสหรัฐอเมริกา ความเหมือนและแตกต่างกับสภาสถาบัน/มหาวิทยาลัยของประเทศไทย” ตอนเย็นวันที่ ๒๐ พ.ย. ๕๒
การประชุมนี้จัดโดย ศูนย์ภูมิภาคแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อการอุดมศึกษาและการพัฒนา (SEAMEO RIHED) ในหัวข้อ “บทบาทของสภามหาวิทยาลัยกับการกำกับนโยบายในสหรัฐอเมริกา : ประสบการณ์จากการศึกษาดูงานเพื่อการพัฒนาสภามหาวิทยาลัยของไทย” ที่ SEAMEO RIHED จัดการเดินทางไปศึกษาดูงานกิจการสภามหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา ที่เรียกว่า The Second SEAMEO RIHED – AGB Educational Programme to the United States of America : University Governance for Members of University Council and University Administrators, 17 – 26 April 2009
ในการประชุมนี้ช่วงเช่า สาย และบ่าย ได้มีการพูดเน้นด้านหลักการทำงานของสภามหาวิทยาลัยไปมาก ตอนกินอาหารเที่ยงผมจึงพูดเล่นๆ กับ ศ. ดร. พีระศักดิ์ จันทรประทีป กรรมการสภาฯ จุฬาฯ ที่จะเป็นผู้ร่วมอภิปรายกลุ่มช่วงเย็น ว่ายังไม่ได้พูด แต่ขอถามก่อนได้ไหม ศ. ดร. ศุภชัย ยาวะประภาษ เลขาธิการ RIHED นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกัน คงจะปิ๊งแว้บขึ้นมาว่า แทนที่ท่านจะเป็นผู้ดำเนินการอภิปรายเอง ยกให้ผมเป็นผู้ถามดีกว่า ผมจึงกลายเป็นผู้ดำเนินการอภิปรายโดยไม่รู้ตัวล่วงหน้า
แต่สภาพอย่างนี้มีคุณมากครับ มันบังคับให้เราคิดแบบรวดเร็วว่าจะทำอย่างไร ผมขอให้ ดร. ศุภชัย บอกท่านที่มาเป็น panelist ว่า ขอให้ปรับการอภิปรายเพื่อตอบโจทย์ว่า ทำอย่างไร สภามหาวิทยาลัยไทย จะทำหน้าที่สร้างความเจริญก้าวหน้าแก่มหาวิทยาลัยได้มากขึ้น
ผมได้แจ้งที่ประชุมว่า ขอเสนอให้ panelist ช่วยกันตอบโจทย์นี้ และชวนผู้เข้าร่วมประชุมช่วยกันให้ความเห็นด้วย ซึ่งการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของ session กระทันหันเช่นนี้ ได้ผลไม่มากนะครับ แต่ที่ได้ผลมากสำหรับผมคือ ผมได้ปิ๊งแว้บระหว่างนั่งดำเนินการอภิปรายอยู่บนเวทีนั่นแหละ
ปิ๊งแว้บนั้น คือหัวข้อบันทึกนี้ ผมคิดว่า ทุกสภามหาวิทยาลัยควรประเมินตนเอง โดยกรรมการสภาเองนั่นแหละ ช่วยกันออกความเห็นว่า ในช่วง ๑ – ๒ ปีที่ผ่านมา สภาฯ ได้ใช้เวลาทำหน้าที่อย่างเหมาะสมเพียงใด สัดส่วนของการใช้เวลาพิจารณาเรื่องที่จัดเป็นงานประจำเท่าไร สัดส่วนของการใช้เวลาพิจารณาเรื่องที่จัดเป็นงานริเริ่มสร้างสรรค์เท่าไร มีเรื่องที่ไม่ควรใช้เวลาของสภาฯ มากแค่ไหน มีเรื่องที่สภาฯ ควรพิจารณา แต่ไม่มีการจัดเป็นวาระเข้าพิจารณาเรื่องใดบ้าง มีการจัดทำสารสนเทศเพื่อการกำหนดนโยบาย (information for policy-making) เข้ารายงานให้สภาฯ พิจารณาบ้างหรือไม่
ประเด็นเหล่านี้ สามารถทำเป็นโจทย์วิจัยได้ โดยใช้เวลาเพียง ๒ เดือนก็ทำเสร็จ โดยจัดทีมวิจัย ซึ่งก็น่าจะเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั่นแหละ จัดทีมมาสัก ๓ – ๔ คน จัด steering committee เล็กๆ ซึ่งก็มาจากสภาฯ ส่วนหนึ่ง มาร่วมตั้งโจทย์วิจัยให้ชัด และแนะนำ research methodology และช่วยแนะนำตอนได้ interim report แล้ว ผลวิจัยจะช่วยการปรับปรุงการทำงานของสภาฯ อย่างมากมาย
ผมเรียกโจทย์วิจัยนี้ว่า In the Board Room คือวิจัยว่าสมาชิกสภามหาวิทยาลัยทำอะไรกันบ้างในห้องประชุมสภา เป็นการวิจัยง่ายๆ เพื่อหาทางปรับปรุงการทำหน้าที่ของสภาฯ
วิจารณ์ พานิช
๒๑ พ.ย. ๕๒