ปีนี้เป็นอีกปีแห่งการทดสอบระบบเกษตรอินทรีย์ที่ลงทุนต่ำ เพื่อการพัฒนาการพึ่งตนเองของระบบการผลิตข้าว ด้วยวิธีการลงทุนต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เกษตรกรที่ “ยากจน” สามารถทำได้โดยการพึ่งตนเองให้มากที่สุด
ผมเริ่มกิจกรรมการเตรียมพื้นที่ตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๕๒ ที่มีฝนตกท่วมนาผมตั้งแต่ ๑๔ เมษายน และตามด้วยพายุอีกหลายลูกในช่วงปลายเดือนเมษายน ถึงต้นเดือนพฤษภาคม
นับว่ามีน้ำฝนมากกว่าทุกปี ใช้แช่หญ้าให้ตายภายใต้น้ำขุ่นของการเลี้ยงปลาในนาข้าวได้มาเกินความต้องการ จนเกือบจะระบายออกไม่ทันสำหรับแปลงที่ทดสอบการหว่าน
แม้แต่แปลงที่ไม่หว่านก็มีน้ำมากเกินไปจนทำให้ “ลูกข้าว” และ “เมล็ดข้าวร่วง” ที่งอกแล้ว อ่อนแอ โดนปลา และ หอยเชอรี่กินไปบางส่วน และไม่แตกกอ ทำให้ผลผลิตรวมทั้งพื้นที่ลดลงบ้าง
หลังจากฝนทิ้งช่วงในปลายเดือนมิถุนายน ทำให้คุมระดับน้ำได้ง่ายขึ้น จึงทำให้มีความมั่นใจว่า ปีนี้ได้ผลผลิตข้าวค่อนข้างแน่นอน
สิ่งมหัศจรรย์ที่ในช่วงข้าวตั้งท้องก็คือ “ตาข่าย” ใยแมงมุมคลุมยอดข้าวเต็มพื้นนา ในนามีนกสารพัดชนิดมาพักพิงนับเป็นร้อยๆ ตัว แต่ไม่มีนกชนิดใดทำให้ข้าวเสียหาย อย่างมากก็กินกล้วยสุกคาเครือ ที่ผมไม่ทันเห็น
ผมต้องยอมเสียส่วนที่ปลากินในแปลงที่ปล่อยปลาตะเพียนมากเกินไป (แปลงที่ ๓) หนึ่งแปลง เหลือเก็บได้แค่พันธุ์ข้าวเท่านั้น ที่ปลายฤดูแล้งนี้กะว่าจะสูบน้ำจับปลาตะเพียนออกจากบ่อ เพื่อลดปัญหาการจัดการแปลงนาในปีหน้า
จากการประเมินผลผลิตเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก เฉพาะส่วนที่ไม่มีปัญหาการกินของปลาและหอย ได้ ประมาณ ๖๐๐ กก. ต่อไร่สำหรับนาไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ใช้สารเคมี และ ประมาณ ๗๐๐ กก. ต่อไร่ สำหรับนาที่หว่านเพิ่มเติมใหม่ให้ข้าวที่งอกอยู่เดิม
หลังการเก็บเกี่ยวโดยรวมแล้วได้ข้าวเปลือกประมาณ ๗๕ กระสอบใหญ่ (๕๐ กก.) รวมประมาณ ๓ ตันครึ่ง
ที่ใช้กระสอบใหญ่เพราะชาวนาข้างๆแปลงแนะนำว่าประหยัดค่านวด เพราะเขาคิดเป็นต่อกระสอบ
รวมค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงินก็อยู่ที่ค่าเกี่ยวข้าว และนวดข้าว
ค่าเกี่ยว ๗๐๐๐ บาท
ค่ามัดและขนขึ้นลานนวด ๑๒๐๐ บาท
ค่านวดและขนมาเก็บที่บ้าน ๑๗๐๐ บาท
รวมเป็นเงินที่จ่ายจริงประมาณ ๑๐๐๐๐ บาท (ที่คาดว่าถ้าเป็นชาวนายากจนน่าจะทำได้เอง แต่ผมไม่มีเวลาทำเอง เลยต้องจ้าง)
เฉลี่ยต้นทุนที่เป็นตัวเงินที่ผมจ่ายไปต่อผลผลิตข้าวประมาณ กก. ละ ๓ บาท
ถ้าสีเป็นข้าวกล้องขายทั้งหมด น่าจะได้ข้าวบริโภคได้ไม่น้อยกว่า ๒ ตัน เลี้ยงคนได้ไม่น้อยกว่า ๒๐ คน ตลอดทั้งปี
จากพื้นที่เก็บเกี่ยวจริงๆ (ไม่รวมบ่อน้ำ และคันคู) ประมาณ ๖ ไร่
ที่คาดว่าพื้นที่นา ๑ ไร่ จะมีข้าวอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ปราศจากสารเคมี ที่นำมาเลี้ยงคนได้อย่างน้อย ๓ คนตลอดทั้งปี
และทำให้ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” บนคันนามีต้นไม้ ผลไม้ และผัก มีร่มให้พักเมื่อแดดร้อน มีใบไม้ร่วงเป็นปุ๋ยให้กับข้าว
นี่คือผลสรุปของการทำนาแบบ “คนจน” ในปีที่ ๔ ครับ
ข้าวกล้อง อ.แสวง หอม อร่อย แซบ จริงๆ ครับ
เรียน ดร แสวง รวยสูงเนิน
จะลองทำดูในปีหน้าครับ นาประมาณ 10 ไร่ เริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่เริ่มทำครับ
ขอบคุณครับอาจารย์
ทำไปก็เรียนรู้ได้เองแหละครับ
ขอบคุณครับ
อาจารย์ครับ ที่อุบลรัตน์ น้ำน้อย
จะทำนาอย่างไร ให้ได้ผลผลิตสูงครับ
อาจารย์ครับ แถวบ้านผม ธกส.ตีผลผลิตข้าวในการประกันราคา ไร่ละ 330 กก. เพื่อใช้ในการคำนวณการประกันราคาตามโครงการของรัฐบาล ของอาจารย์ได้มากกว่าที่เขาตีราคาทั่วไปตั้งสองเท่า ถ้าเกษตรกรทำได้ดั่งอาจารย์ละก้อ รวยกันใหญ่เลยละครับ กระผมอยากขอรบกวนดูการวางแผน แปลนที่นาของอาจารย์พอคร่าวๆ หน่อยได้หรือไม่ครับ เพื่อใช้ในการวางแผนต่อไปครับ ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ ..เกียรติศักดิ์ [email protected]
ตอบทำไมชาวนาถึงยากจน
ชาวนาเดิม อยู่แบบ หาิกินเลี้ยงชีพ ทำอยู่ ทำกิน
เมื่อ 150 ปี ก่อน ในชนบท เงินไม่มีความสำคัญมากนัก
หากเทียบกับข้าวปลาอาหาร พอถึง ยุคเปลี่ยนผ่านสู่ระบบทุนนิยม
ชาวนาชนบท ก็ ขาดโอกาสมากมาย ไม่ว่า การศึกษา ที่รัฐจัดให้
สาธารณูปโภค ที่ ด้อยกว่าคนในเมืองใหญ่ชัดเจน
พอ วิถีชีวิตแบบ ดั่งเดิม ถูกทำลายลง ชาวนา จึง ไม่สามารถ
ปรับตัวเข้ากับระบบทุนนิยมได้ เนื่องจาก ขาด.. หลายๆ อย่าง
และวัฒนธรรมดั่งเดิม ก็ ไม่เน้น การค้าขาย กำไร ขาดทุน
แต่แบบเดิม คือ การหาอยู่ หากิน มีน้ำใจไมตรี สนุกสนาน ในทางตรงกันข้าม
ระบบทุนนิยม เน้น ที่มีทุนสูง การจัดการสมัยใหม่ เทคโนโลยีทันสมัย
และ การตลาด ซึ่ง สิ่งต่างๆ เหล่านั้น ชาวนาในภาคชนบทไม่มีครับ
สวัสดีครับคุณครู
แล้วข้อสังเกตุเรื่องพิธีแรกนาขวัญในปีนี้เป็นอย่างไรบ้างครับ ช่วงจังหวะเวลาเป็นเหมือนกับบทเรียนชาวนาปีแรกๆ หรือเปล่าครับ
ปีนี้ฝนดีครับ
ผมทำเกือบไม่ทัน น้ำมากเหลือเกิน
แต่ก็ได้ผลดีครับ
และตอนนี้ข้าวงอกใหม่เต็มแปลงรอปีหน้าแล้วครับ
ไม่ต้องดำ ไม่หว่านอีกก็ได้กิน ค่อนข้างแน่นอน
สวัสดีครับคุณครู
"ตอนนี้ข้าวงอกใหม่เต็มแปลงรอปีหน้าแล้วครับ" หมายความว่ายังไงครับ
ข้าวชุดหลังนี้จะไปเก็บเมื่อไรครับ แล้วเค้าจะอยู่อย่างไรในสภาพแล้งน้ำในช่วงหน้าร้อน มีนา-เมษา ครับ
ผมคงต้องขออนุญาตนำบทเรียนชาวนาของคุณครูไปพูดคุยเป็นกรณีศึกษากับนักศึกษาของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภาควิชาทรัพยากรเกษตร ในวิชาบริหารธุรกิจการเกษตร ครับ
อาจารย์คะ ที่นาของหนูแล้งมาเลยคะ จะทำยังไงดีคะ
ข้าวมีทั้งร่วงเดิมและออกรวงใหม่อีก
ที่แก่ก็จะร่วงงอกมาอีก แน่นไปหมด
ถ้ายังใช้พันธุ์เดิม ไม่ต้องหว่านก็เกินพออยู่แล้ว
จะหว่านให้เมื่อยทำไมครับ
ถ้าไม่มีน้ำยิ่งง่าย หญ้าไม่งอก ดูแลง่าย
ใช้ควาย หรือรถตัดหญ้าคุมไว้
ฝนมาเมื่อไร ปล่อยน้ำเข้า หญ้าจะตาย ข้าวจะโตทันที
เกษตรกรที่พยัฆภูมิ ทำได้ผลดีมากเลยครับ
ผมยังอิจฉาเลย
นาผมมีน้ำมากไปนิดครับ
มากน้อยอยู่ที่การจัดการ
ทุกอย่างง่ายถ้าความรู้พอครับ
ขอบคุณครับอาจารย์ เรียนจากบทที่ 1 - 14 แล้วครับ จะติดตามต่อไปครับ เพื่อนำไปใช้จริงครับ