จากการประเมินผลผลิตเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก เฉพาะส่วนที่ไม่มีปัญหาการกินของปลาและหอย ได้ ประมาณ ๖๐๐ กก. ต่อไร่สำหรับนาไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ใช้สารเคมี และ ประมาณ ๗๐๐ กก. ต่อไร่ สำหรับนาที่หว่านเพิ่ม

ปีนี้เป็นอีกปีแห่งการทดสอบระบบเกษตรอินทรีย์ที่ลงทุนต่ำ เพื่อการพัฒนาการพึ่งตนเองของระบบการผลิตข้าว ด้วยวิธีการลงทุนต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เกษตรกรที่ “ยากจน” สามารถทำได้โดยการพึ่งตนเองให้มากที่สุด

ผมเริ่มกิจกรรมการเตรียมพื้นที่ตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๕๒ ที่มีฝนตกท่วมนาผมตั้งแต่ ๑๔ เมษายน และตามด้วยพายุอีกหลายลูกในช่วงปลายเดือนเมษายน ถึงต้นเดือนพฤษภาคม

นับว่ามีน้ำฝนมากกว่าทุกปี ใช้แช่หญ้าให้ตายภายใต้น้ำขุ่นของการเลี้ยงปลาในนาข้าวได้มาเกินความต้องการ จนเกือบจะระบายออกไม่ทันสำหรับแปลงที่ทดสอบการหว่าน

แม้แต่แปลงที่ไม่หว่านก็มีน้ำมากเกินไปจนทำให้ “ลูกข้าว” และ “เมล็ดข้าวร่วง” ที่งอกแล้ว อ่อนแอ โดนปลา และ หอยเชอรี่กินไปบางส่วน และไม่แตกกอ ทำให้ผลผลิตรวมทั้งพื้นที่ลดลงบ้าง

หลังจากฝนทิ้งช่วงในปลายเดือนมิถุนายน ทำให้คุมระดับน้ำได้ง่ายขึ้น จึงทำให้มีความมั่นใจว่า ปีนี้ได้ผลผลิตข้าวค่อนข้างแน่นอน

สิ่งมหัศจรรย์ที่ในช่วงข้าวตั้งท้องก็คือ “ตาข่าย” ใยแมงมุมคลุมยอดข้าวเต็มพื้นนา ในนามีนกสารพัดชนิดมาพักพิงนับเป็นร้อยๆ ตัว แต่ไม่มีนกชนิดใดทำให้ข้าวเสียหาย อย่างมากก็กินกล้วยสุกคาเครือ ที่ผมไม่ทันเห็น

ผมต้องยอมเสียส่วนที่ปลากินในแปลงที่ปล่อยปลาตะเพียนมากเกินไป (แปลงที่ ๓) หนึ่งแปลง เหลือเก็บได้แค่พันธุ์ข้าวเท่านั้น ที่ปลายฤดูแล้งนี้กะว่าจะสูบน้ำจับปลาตะเพียนออกจากบ่อ เพื่อลดปัญหาการจัดการแปลงนาในปีหน้า

จากการประเมินผลผลิตเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก เฉพาะส่วนที่ไม่มีปัญหาการกินของปลาและหอย ได้ ประมาณ ๖๐๐ กก. ต่อไร่สำหรับนาไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ใช้สารเคมี และ ประมาณ ๗๐๐ กก. ต่อไร่ สำหรับนาที่หว่านเพิ่มเติมใหม่ให้ข้าวที่งอกอยู่เดิม

หลังการเก็บเกี่ยวโดยรวมแล้วได้ข้าวเปลือกประมาณ ๗๕ กระสอบใหญ่ (๕๐ กก.) รวมประมาณ ๓ ตันครึ่ง

ที่ใช้กระสอบใหญ่เพราะชาวนาข้างๆแปลงแนะนำว่าประหยัดค่านวด เพราะเขาคิดเป็นต่อกระสอบ

รวมค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงินก็อยู่ที่ค่าเกี่ยวข้าว และนวดข้าว

ค่าเกี่ยว ๗๐๐๐ บาท

ค่ามัดและขนขึ้นลานนวด ๑๒๐๐ บาท

ค่านวดและขนมาเก็บที่บ้าน ๑๗๐๐ บาท

รวมเป็นเงินที่จ่ายจริงประมาณ ๑๐๐๐๐ บาท (ที่คาดว่าถ้าเป็นชาวนายากจนน่าจะทำได้เอง แต่ผมไม่มีเวลาทำเอง เลยต้องจ้าง)

เฉลี่ยต้นทุนที่เป็นตัวเงินที่ผมจ่ายไปต่อผลผลิตข้าวประมาณ กก. ละ ๓ บาท

ถ้าสีเป็นข้าวกล้องขายทั้งหมด น่าจะได้ข้าวบริโภคได้ไม่น้อยกว่า ๒ ตัน เลี้ยงคนได้ไม่น้อยกว่า ๒๐ คน ตลอดทั้งปี

จากพื้นที่เก็บเกี่ยวจริงๆ (ไม่รวมบ่อน้ำ และคันคู) ประมาณ ๖ ไร่

ที่คาดว่าพื้นที่นา ๑ ไร่ จะมีข้าวอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ปราศจากสารเคมี ที่นำมาเลี้ยงคนได้อย่างน้อย ๓ คนตลอดทั้งปี

และทำให้ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” บนคันนามีต้นไม้ ผลไม้ และผัก มีร่มให้พักเมื่อแดดร้อน มีใบไม้ร่วงเป็นปุ๋ยให้กับข้าว

นี่คือผลสรุปของการทำนาแบบ “คนจน” ในปีที่ ๔ ครับ