ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในระหว่างบุคคลกับบุคคล หรือบุคคลกับกลุ่มนั้น ทำให้เกิดคำถามว่า “อะไรเป็นอุปสรรคที่จะทำให้คู่กรณีไม่ยินยอมที่จะให้อภัยกัน” ผู้เขียนพบว่ามีคำตอบอย่างน้อยสองประการคือ (๑)การที่คู่กรณีพยายามที่จะสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเป็นกับดักให้ตัวเอง และ (๒) การที่คู่กรณียึดมั่นในจุดยืนของตัวเองมากจนเกินไป โดยเฉพาะการกลัวสูญเสียในสิ่งต่างๆ เช่น เสียเปรียบ เสียหน้า เสียอำนาจ เสียโอกาส เสียใจ และเสียความเป็นตัวของตัวเอง
ตัวแปรสองประการข้างต้น ได้กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คู่กรณีไม่สามารถที่สร้างสะพานที่จะเชื่อมมิตรภาพระหว่างกันและกันได้อย่างสมดุล ฉะนั้น จึงทำให้เกิดคำถามอีกว่า เราจะออกกับดักแห่งเงื่อนไขที่เราได้สร้างขึ้นมาได้อย่างไร ผู้เขียนมองว่า ทางออกสำคัญก็คือ การที่คู่กรณีจะต้องถามตัวเองว่า จุดยืนหรือเงื่อนไขที่แต่ละคนได้สร้างขึ้นนั้น ก่อให้เกิดคุณหรือโทษต่อตัวเองมากน้อยเพียงใด หากคู่กรณีมองว่า เงื่อนไขที่สร้างขึ้นมานั้นก่อให้เกิดคุณแก่ตัวเองก็ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะนำไปสู่การขออภัย หรือให้อภัยกัน แต่หากคู่กรณี หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมองว่า ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้นำไปสู่ความแตกแยก ความร้าวฉาน หรือกระทบกระทั่งกันทางด้านร่างกายและจิตใจ เป็นการสั่นคลอนสัมพันธภาพอันดีซึ่งกันและกัน จนอาจกลายสภาพเป็นความขัดแย้งในที่สุด นักปราชญ์ทางพุทธศาสนาจึงได้หันมาสนใจการให้อภัยทานซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในการที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อกันไว้และเป็นสิ่งที่จะช่วยให้เราหันหน้ามาคืนดีกันเพื่อสันติสุขของบุคคลในสังคม หรือตัวเอง
ฉะนั้น คำว่า “พร้อม” หรือ “ไม่พร้อม” จะให้อภัยหรือขออภัยนั้น จะดำรงอยู่บนฐานความจำเป็น (Necessary) ขั้นพื้นฐานของบุคคลและสังคม ถ้าหากบุคคลและสังคมตระหนักรู้ถึงโทษภัย หรือหายนะที่จะเกิดขึ้นทางกายและทางใจอันเนื่องมาจากการยืดมั่นในจุดยืนหรือเงื่อนไขของตัวเองก็ย่อมสามารถที่จะเลือกแนวทางดังกล่าว ถึงกระนั้น การเลือกหรือไม่เลือกย่อมผูกพันกับวิถีชีวิตและการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคลหรือสังคมโดยเริ่มตั้งแต่วินาทีแรกของการตัดสินใจ ดังนั้น การตัดสินใจเลือกจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะดำรงอยู่บนฐานของเจตนาที่ดี และควรเป็นการเลือกที่เอื้อต่อการสร้างมิตรภาพให้แก่บุคคลและสังคมได้อย่างยั่งยืนสืบต่อไป.