เขียนไปเขียนไป คิดว่าน่าจะมีคำนำ แต่เขียนทีหลังมากแล้ว เลยใช้เป็นคำลงท้าย

คำลงท้าย

 

 

 

ภาพที่ตรึงใจในวัยเยาว์คือนิตยสาร 2 กองใหญ่ๆ  หนึ่งนั้นเป็นฟ้าเมืองไทย  ที่พ่อจะกางอ่านก่อนนอนเสมอ  ถัดมาอีกด้านของที่นอนจะเป็นแม่ซึ่งกำลังซาบซึ้งความโรแมนติกจากหลากหลายนิยายในหนังสือสกุลไทย  หนังสือสองฉบับนี้จะแข่งกันตั้งเป็นกองสูงตามเวลาที่ผ่าน  จนแม่เห็นว่ากินเนื้อที่มากแล้วจึงยกเอาขายเขาเสียบ้าง  ฉันเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆที่นอนคั่นกลาง  มีโป๊ะโบราณซึ่งทำด้วยโลหะทั้งดุ้น  ทั้งหนักทั้งร้อน  ส่องลงกลางหัวก่อนนอนอย่างนั้นทุกคืน  กระสับกระส่ายหันซ้ายก็เห็นพ่อกับหนังสือ  หันไปอีกทางแม่ยังไม่วางสกุลไทย  หนักเข้าพ่อเลยพาไปตลาดควักกระเป๋าสตางค์ซื้อชัยพฤกษ์การ์ตูนให้หวังจะลดความซน  ต่อมาก็หนังสือเด็กก้าวหน้า  จากนั้นจึงเป็นฉันเองที่ควักบ้างเพื่อหนังสือที่เหมาะใจ

"เสียงจากไมโครโฟนประกาศลั่นดังนี้  นักเรียนทุกคนรีบมาเข้าแถว…"  นั่นเป็นสำนวนที่ฉันเขียนเรียงความส่งครูเมื่ออยู่ชั้นประถม  พ่อเอามาอ่านให้เพื่อนบ้านฟังด้วยความชื่นชม  ฉันกำลังเล่นหมากเก็บอยู่แถวนั้นได้ยินแต่เพียงแว่วพลางนึกในใจพ่ออ่านอะไรคุ้นหูจัง  แล้วก็เลิกสนใจหมากเก็บหนีไปคลุกในกองเบบี้,หนูจ๋า,ตุ๊กตาต่อไปตามประสา  เด็กต่างจังหวัดในยุคทีวีไม่มีอิทธิพลมากนัก  สิ่งบันเทิงก็แค่ปีนต้นชมพู่  หมากเก็บ  ว่ายเล่นในแม่น้ำตาปี  และก็หนังสือนี่แหละ

พ่อจากไปแล้ว  แต่แม่ยังอยู่สร้างภาพเดิมๆให้เห็นอีกจนเจนตา  คราวนี้เป็นทีฉันที่มองหาหนังสือสนุกต้องอุปนิสัยแม่  ทยอยซื้อให้ทีละเล่มสองเล่มเหมือนกำลังชดเชยการหายหน้าหายตาไปทำงานครั้งละนานๆของตัวเอง  แต่สิ่งที่ติดในกมลของฉันเสมอ  ขอกราบเท้าบุพการีทั้งสองที่ฝังนิสัยรักการอ่านให้ลูก

ตอนนี้ฉันสูงวัยพอที่จะมีหลานย่างเข้าวัยรุ่นแล้ว  มีแรงผลักดันอะไรไม่รู้ที่ทำให้ฉันไปท่อมๆตามร้านหนังสือ  แม้กระทั่งไปรื้อตามตลาดหนังสือเก่าที่จตุจักร  เพียงเพื่อให้ได้พบวรรณกรรมเยาวชนที่ตนเคยดื่มด่ำ  เล็งแล้วว่างามเหมาะกับดวงใจน้อยๆที่จะย่างเป็นผู้ใหญ่  ฉันปลื้มจนอธิบายไม่ถูกเมื่อเห็นเลือดเนื้ออีกรุ่นหนึ่งอ่านหนังสือที่ฉันซื้อให้อย่างสนุกสนาน  ภาวนาอยู่เงียบๆว่าไอ้เจ้าทีวีหรือมิวสิควิดีโออย่าพรากหลานสองหน่อของฉันไปสู่การโหลดริงโทนเพลงสุดฮิตจากค่ายยักษ์ใหญ่  หรือหมั่นใช้น้ำยาทำรักแร้ขาวนวลแล้วต้องชูแขนอวดเพศตรงข้ามเลย

ฉันหวังอย่างแรงกล้าว่าพ่อแม่ไทยที่อยู่หน้าจอแก้วกับลูกทุกค่ำคืน  ลองเสนอของเล่นชิ้นใหม่ดู  ถูกกว่าที่ลูกจะเอาตังค์ไปเปลี่ยนหน้ากากโทรศัพท์มือถือตั้งเยอะ  มันทำด้วยกระดาษ  ด้านหนึ่งจะผนึกติดกันแน่น  ลูกจะสนุกได้ต้องเปิดทีละหน้าตั้งแต่ต้นจนจบ  ห้ามข้ามไปหน้าอื่นหรือกระโดดเข้าหาทีวี  เดี๋ยวจะไม่สนุก

ขอขอบพระคุณพี่อ้อม  คุณดวงกมล ลิ่มเจริญแห่งบริษัทซีเนมาเซีย จำกัด  ที่อนุญาตให้เผยแพร่เหตุการณ์เบื้องหลังที่ฉันได้คลุกมาเองจากภาพยนตร์เรื่องนี้  พี่เขาคงเห็นฉันขีดๆเขียนๆไม่เป็นสับปะรดอยู่นาน  การเปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของมนุษย์  ด้วยคำพูดแค่  "พี่ว่าเธอเขียนหนุก  เขียนเถอะ"  ทำให้ฉันมานะ  เขียนไปก็ระลึกถึงพี่เขาไปทุกบรรทัด

 

 

 

 

1. เตรียมแพ็กชะลอม

 

 

…เด็กคนนี้โตขึ้นต้องหน้าตาดี  ฉันแอบคิดคนเดียว

ลูกใครใครก็รักนะคุณ  ดูอย่างคุณพ่อของเด็กสิ  ที่วาดหวังวางเส้นทางอนาคตลูกน้อย  "ผมอยากเห็นเขา…(เป็นอย่างนั้นอย่างนี้)"  "ผมคิดว่าเขาน่าจะมี…(อย่างนั้นอย่างนี้)"  สายตาผู้เป็นบิดาผ่านกรอบแว่นหนาไปแสนไกล  บอกให้รู้ว่าเขามุ่งมั่น  และจริงจังในคำพูด

ข้างผู้เป็นแม่  ก็ตีปีกร้องป่าวรวบรวมญาติมิตรให้มาช่วยกันอุ้มชูลูกตน  ตัวเองเอาแต่วิ่งวุ่นหาเงิน  ฝรั่งเรียกว่าbread-runner  ถูกแล้วล่ะคุณ  คนวิ่งขนมปัง  ซึ่งหมายถึงคนหาขนมปังมาหล่อเลี้ยงครอบครัว  ที่ลึกลงไปกว่านั้นหมายถึงคนหาเงินเข้าบ้านนั่นเอง  เออแปลกดี  บ้านนี้กลับเป็นฝ่ายแม่  วิ่งวุ่นจริงๆนะคุณ  ในบ้าน  คุณแม่ก็หมุนซ้ายป่ายขวาปรนนิบัติลูกผัวหัวไม่วางหางไม่เว้น  หนำซ้ำยังตะลอนออกข้างนอกไปหาเงินทุกวี่วันอีก  น่าเหนื่อยแทนนัก

ฉันเป็นแค่ญาติ  ยังนึกคล้อยรักลูกเขาตามไปด้วยเลย

บ่ายหนึ่งกลางเมษา2545  ในขณะที่ฉันทอดตาไปที่สีเขียวสดของใบสวยหยัก  และสีแดงแก่ก่ำของลูกองุ่นที่เบียดแน่นทะลักพวง  แต่ละลูกราวจะรีบร้อนเป็นสีม่วงคล้ำเพื่อเข้าปากคนกินในเวลาอันสั้น  ช่างชิงกันสุกเหมือนเด็กสายเดี่ยวเจาะดือแถวเซ็นเต้อร์พ้อยท์ไม่มีผิด  ขณะตกภวังค์  ฉันจินตนาการไปไกลถึงปราสาทแสนสวยกลางไร่องุ่น  มีฉันเป็นเจ้าหญิงคอยทอดเรือนผมออกนอกหน้าต่าง  หวังจะมีเจ้าชายสักหนึ่งพระองค์ปีนขึ้นมา  นำพาฉันไปสู่ชีวิตสวยงาม  เราสองจะช่วยปรุงไวน์ดื่มกันเป็นที่เอิกเกริก  เสวยลูกเกด  กัดงับองุ่นในพวงเดียวกัน  เปี่ยมสุโขสุขี  มั่งมีเงินทองเหลือนับ

โทรศัพท์มือถือดังขึ้น

ฉันสะดุ้งรีบตะปบรับ  เสียงโทรศัพท์อาจจะดังไปกวนละครซึ่งกำลังถ่ายทำกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียดกลางไร่องุ่นแดดเปรี้ยงชะงักกลางคันก็เป็นได้  คนที่ซวยก็จะเป็นฉันน่ะซี่

"ทำอะไรอยู่จ๊า…"  เสียงพี่อ้อมจะสดใสร่าเริงอย่างนี้ตลอดมา  พลอยทำให้บ่ายอันร้อนจัดและฝันที่แตกโป๊ะดั่งฟองสบู่ดีขึ้นทันตาเห็น

"ถ่ายละครอยู่ค่ะ"

"ที่ไหนจ๊ะ?"

"มวกเหล็กค่ะ  อู๊ยพี่อ้อมคะ  ละครเรื่องนี้ทำให้หนูเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไร่องุ่นไปเลย  มวกเหล็กยันถึงโคราช  หนูดูมาแล้วทู๊กไร่  ซอกไหนมุมไหนในละแวกนี้หนูรู้เส้นทางดีเยี่ยม…"

พี่อ้อมทนฟังฉันพล่ามถึงความภูมิใจในหน้าที่ผู้จัดการกองถ่ายไปเรื่อยๆอย่างใจเย็น  จนฤทธิ์ความภาคภูมิใจนั้นเหือดไปเพราะฉันคอแห้ง  พี่อ้อมได้จังหวะเข้าเรื่อง

"Last Life in the Universeจะเปิดแล้วนะ  รีบเข้ามาทำซะ"

ผาง!กลางกบาล  หัวใจฉันแทบหยุดเต้น  ตอบได้สั้นๆแค่  "ค่ะ"

ฉันเสร็จการถ่ายละครด้วยอารมณ์ชื่นมื่น  ถึงโรงแรมที่พักด้วยอาการแสบหน้า  (อุปมาของอาการหน้าบาน  ที่บานจนคับซอยไปสีผนังตึกทั้งสองฝาก)  ฉันรีบมายืนที่เคาน์เตอร์หน้าโรงแรม  รอรับคณะกองถ่ายที่กะปลกกะเปลี้ยเพราะเพลียแดดค่อยๆลงจากรถตู้ทีละคนสองคน  คอยให้พวกเขาเช็คอินเข้าห้องพักให้หมด  เท่านี้ฉันก็เบาใจแล้วที่ได้ทำหน้าที่สำเร็จลงอีกวัน

ฉันกดลิฟต์  เตรียมพาตัวเองขึ้นไปพักผ่อนบ้าง  โทรศัพท์สั่นดึ๋งในกระเป๋ากางเกง  ฉันสังหรณ์ใจปร๊าดทันที  ขออย่าให้มีใครในกองถ่ายตกกะไดหรือหกล้มหัวฟาดอ่างเล้ย  แต่ตัวอักษรที่กะพริบอยู่หน้าจอโทรศัพท์ก็กลับทำหน้าที่สร้างความปลอดโปร่งสิ้นกังขา  มันกะพริบอย่างนี้  "พี่อ้อม  พี่อ้อม  พี่อ้อม  พี่อ้อมๆๆ"

"ค่ะพี่?"

"นี่  วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้  พี่,คุณต้อม,และเชิด  จะพาคริสโตเฟอร์ ดอยล์ไปกินข้าวเย็นที่ร้านคุณอุ๋ย  เธอตามไปสมทบนะ  ซักสองทุ่ม  อ้อ  ร้านคุณอุ๋ยอยู่เอกมัยซอยสี่  นะนะ  แล้วเจอกัน  บ๊ายบายจ้า…"

จริงๆนะคุณ  ฉันพูดแค่ค่ะพี่คำเดียว  นอกนั้นพี่อ้อมร่ายยาวเองหมด  ไม่ตกหล่นประเด็นสำคัญในการสื่อสาร  ใคร,ทำอะไร,ที่ไหน,เมื่อไหร่,อย่างไร  สักอันเดียว

แต่ฉันก็มีคำถามในใจจนได้  "ใครวะคริสโตเฟอร์ ดอยล์?"  "ฝรั่งคนนี้จะมายุ่งอะไรกับหนัง?"  "แล้วไปเลี้ยงข้าวฝรั่งทำไม?"  ค่าเงินฝรั่งแพงกว่าบ้านเราจะตายชัก  ให้ฝรั่งเลี้ยงเราซี่ถึงจะถูกเรื่อง  ฉันคิดเรื่อยเปื่อยจนมาชนตอกับอีกความคิดหนึ่งของตัวเอง  "แล้วกูจะว่างไปกับเขาไหมเนี่ย…"

รุ่งขึ้น  ฉันเริ่มต้นกดแป้นโทรศัพท์มือถือ  พยายามปั้นข้อความส่งไปยังเครื่องของพี่อ้อมว่า  "ฉันไปรับประทานดินเนอร์ร่วมกับฝรั่งคนนั้นไม่ได้เพราะติดถ่ายละคร"  พอกดส่งข้อความ  สายตาฉันก็มองขึ้นฟ้าโดยอัตโนมัติเสมือนข้อความเหล่านั้นเป็นนก  กำลังบินรี่ไปหาพี่อ้อม  ฉันเก็บโทรศัพท์  รีบไปประจำการหน้ารถตู้ดังไกด์ทัวร์ที่ต้องคอยดูแลลูกทัวร์มิให้ตกหล่น  เช่นเดียวกับการปฏิบัติต่อชาวกองถ่าย  ด้วยความเหนื่อยที่กรำงานมาทั้งวัน  ด้วยความล้าในหัวที่คิดอะไรไม่ออกแล้ว  นอกจากขอขึ้นไปรับไอเย็นแค่ครู่ในรถตู้  เดี๋ยวทุกอย่างก็จะคืนสภาพดีดังเดิมมีเรี่ยวแรงทำงานไปได้ถึงดึกดื่น  ฉันเลยต้องมาเตร่หน้ารถตู้  คอย  "พี่  คันนี้ค่ะ"  "น้อง  คันโน้นจ้ะ"  "ลูกสาวเอ๊ย  กระเถิบออกมาให้สบายกว่านั้นก็ได้"  ตามความเหมาะสม  และข้อบังคับของเวลาที่ประหนึ่งมายืนหายใจรดต้นคอทุกขณะจิต

ต้นไม้สองข้างทางผ่านหวือไปอย่างรวดเร็ว  ฉันนั่งประจำยังที่หน้าสุดของรถตู้ กำลังพักสายตากับทิวทัศน์สองข้างทางตรงหน้า  พลางนึกสงสารเหล่าน้องๆในกองถ่ายที่นั่งคอพับคออ่อนเพราะพิษแอร์  อานิสงส์ของการทอดสายตาทัศนาไปเรื่อยๆระหว่างการย้ายจากที่หนึ่งไปถ่ายทำยังอีกที่ทำให้ฉันค้นพบโลเคชั่นปึ้งๆเก๋ๆ  บางที่บางแห่งดุจพระเจ้าสร้างเสริม  ช่างเหมาะกับเนื้อหาในละครยิ่งนัก

โทรศัพท์สั่นอีกแล้ว

"เธอนี่น่าตีนัก  อุตส่าห์จะพาไปแนะนำให้รู้จักตากล้องระดับโลก  คริสโตเฟอร์ ดอยล์เค้าถ่ายให้หว่องคาร์ไวบ่อยๆ  เคยดูรึเปล่าหนังของหว่องคาร์ไว?"

ฉันระลึกได้ทันทีถึงความปร่า อัดอั้น แต่ระคนมันๆอยู่ในทีหลังจากดูหนังของผู้กำกับที่พี่อ้อมเอ่ยจบ  สิ่งที่ติดหูติดตาจากหนังเหล่านั้นกลับเป็นภาพที่น่าตื่นตะลึง  ไม่ว่าจะเป็นกล้องที่กวาดว่องไวฉวัดเฉวียนชวนปวดหัว  แต่ก็ก่อให้คนดูสับสนระคนไม่มั่นคงตาม  หรือภาพน้ำตกอีกัวซู ณ ประเทศอาร์เจนตินา  ที่พอหนังตัดฉับมาถึงภาพน้ำตกนี้คนดูก็โล่งอกตามไปด้วย  หลังจากทนเครียดเพราะพระเอกนางเอกทะเลาะกันรุนแรงก่อนหน้านั้น

ฉันพูดเพี้ยนความไปหน่อยว่าพระเอกกับนางเอกทะเลาะกัน  ที่จริงคือพระเอกทะเลาะกับพระเอก  หนังเรื่องดังกล่าวชื่อHappy Together  จำได้ว่าไปดูที่RCA  พอหนังจบได้พบกับนุสบา วานิชอังกูร  เธอกระพุ่มมือทักทายฉันด้วยมารยาทอันงามของสาวไทย

"หนังอะไรไม่รุ…"

"ทำไมน้องนุส  พูดยังงี้รังเกียจหนังเกย์เรอะ?"  ในใจฉันหยั่งทิศทางความรู้สึกน้องนุสไม่ถูก

"…ดูแล้วซึ้งซึ้ง  ถึงแม้จะเป็นเรื่องผู้ชายรักกับผู้ชายก็ตาม  นุสชอบฉากนั้นน่ะพี่  ที่เค้าเต้นสโลว์ซบกันในครัว  ครัวก็ดูสกปรกม๊ากมาก  แต่ทำไมเค้าถ่ายได้สวยยังงั้นก็ไม่รู้"

...

หลายปีมาแล้ว  ฉันกระหืดกระหอบไปโรงหนังเซ็นทรัลพระราม 3 เพื่อให้ทันเรื่องShanghai Triad  ช่วงนั้นปลายปีมีหนังดีๆรอท่าให้ดื่มกินเยอะ  ดูจบเดินออกจากโรงด้วยความอิ่มเอมแบบไม่เสียดายเงิน  และความหงุดหงิดเนื่องจากหนังดีทำไมต้องเอาไปแขวนเสียไกลก็ไม่รู้  ก็พลอยหายไปด้วย  ถามตัวเองอยู่นานว่าทำไมดูแล้วถึงอิ่ม  เนื้อเรื่องก็งั้นๆประเภทเจ้าพ่อหักล้างบัญชีแค้นกันไปมา  เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ตอนเด็กๆยังสนุกกว่าตั้งเยอะ  พลันเด็กชายเด็กสาวกลุ่มใหญ่ที่เดินตามออกมาจากโรงก็พูดขึ้นว่า 

"แม่งถ่ายสวย_บหาย"

ฉันเลยถึงบางอ้อให้กับตัวเองด้วยเหมือนกัน

ฉันตอบโทรศัพท์พี่อ้อม  "เสียดายจริงๆค่ะพี่  อยากพบคุณดอยล์คนนี้ด้วยเหมือนกัน  เค้ากินอะไรน้า…ถึงได้เก่งนัก"

"เค้าเป็นมังสวิรัติ"

ฉันหัวเราะก๊ากเพราะนึกว่ามุข  แต่พี่อ้อมก็  "จริงๆนะ  พอเค้ามาทำงานกับเราต้องดูแลเรื่องอาหารการกินให้ดีทีเดียว  เค้าจะได้ทำงานอย่างสบายใจ  หนังเราจะได้ออกมาดีๆไง"

อืม  นี่แหละสัญชาตญาณคนเป็นโปรดิวเซอร์  ต้องละเอียดรอบคอบทุกสิ่งเสมอเชียว

ฉันรู้สึกหัวใจพองโต  หนังเรื่องนี้มีถึงตากล้องระดับโลกมาถ่าย  ดูทีว่าฟอร์มยักษ์

"เอายังงี้ก็แล้วกัน  meetingครั้งนี้ยังไม่ต้องก็ได้  แต่ครั้งหน้าคุณต้อมเค้าเรียกประชุมที่ร้านhome work…"

พี่อ้อมเอ่ยพาดพิง'คุณต้อม'  หรือเป็นเอก รัตนเรืองผู้กำกับภาพยนตร์ที่ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากแล้วในวงกว้าง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตลาดหนังเมืองนอก  แต่เขาก็มักล้อตัวเองอยู่เสมอว่าเป็นผู้กำกับที่ทำหนังไม่ได้ตังค์  (ในประเทศไทย)

ถ้างั้นหนังเรื่องนี้พี่ต้อมก็กำกับน่ะซี่  เย้!  ได้ทำงานกับพี่ต้อมอีกแล้ว

ครั้งแรกที่พบพี่ต้อมนั้น  พี่เขากำลังเตรียมทำภาพยนตร์“มนต์รักทรานซิสเตอร์”  ยังไม่มีอะไรทั้งสิ้น  ไม่มีพระเอกนางเอก  ไม่มีทีมงาน  มีแต่ตัวพี่เขาเป็นผู้กำกับและพี่อ้อมเป็นโปรดิวเซอร์  ฉันพกความกล้าๆกลัวๆนั่งรถพี่อ้อม  เหมือนมีไอ้เจ้าความพะวักพะวงนั่งในรถไปด้วยอีกคน  พี่อ้อมขับรถไปปากก็พูดโทรศัพท์ไปตลอดทาง  ถ้าไปขับนอกเขตเมืองชาวบ้านคงตาปริบๆที่นั่งพูดคนเดียวอยู่ได้  แต่ในกรุงเทพที่ทุกอย่างช่างเร่งรัด  การประกอบกิจหลายอย่างพร้อมกันเป็นเรื่องจำเป็น  การใส่หูฟังพร้อมไมโครโฟนเชื่อมโทรศัพท์มือถือทำให้ดูคล้ายคนบ่นบ้าจึงไม่ใช่เรื่องแปลก

"ค่ะๆเสี่ย  เดี๋ยวหนูเคลียร์งบเสร็จเรียบร้อยแล้วจะเอาไปให้เสี่ยพิจารณาทันทีค่ะ  เสี่ยจะได้เห็นตัวเลขอย่างชัดเจน  ว่ามันไปได้ดีแค่ไหน  ค่ะๆ  แล้วพบกันค่ะ"  พี่อ้อมกดตัดสาย  แล้วก็เริ่มต้นตุ๊ดๆติ๊ดๆกดต่อสายใหม่  สมองก็สั่งให้ปากพูดเรื่องใหม่ต่อไปอย่างคล่องแคล่ว

ฉันต่อว่าพี่อ้อมในใจ  "พี่อ้อมง่ะ  หนูกลัวจะตายอยู่แล้ว  พี่ต้อมเค้าเป็นไงบ้างก็ไม่รู้  ดูจากสัมภาษณ์ในรายการสัญญามหาชนที่พี่เค้ามาเล่าความเป็นมาของหนังเรื่องตลก69  ทำให้หนูพาลไม่อยากดูหนังเรื่องนั้นไปเลย  ดูพี่แกพูดยังไงๆชอบกล  อมพะนำกั๊กๆเหมือนเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง  ท่าทางติ๊สท์ๆ  แถมคงดุไม่ใช่ย่อย  แล้วนี่พี่จะเอาหนูซึ่งไม่รู้ประสาเรื่องหนังเลยไปทำกับพี่เค้า  พี่แกไม่วีนเอาแย่เหรอ"

ไม่มีคำตอบจากสวรรค์  พี่อ้อมยังคงเสี่ยคะเสี่ยขากับอีกหลายๆเสี่ยต่อไป

พี่อ้อมขับถึงทาวน์เฮ้าส์ขนาดใหญ่กลางซอยสุขุมวิท31  พี่ต้อมยังไม่ลงมา  ความรู้สึกเมื่อเหยียบที่นี่ครั้งแรก  เป็นการสุ่มเสี่ยงมาของานกับพี่ต้อมอย่างไร้แต้มต่อเป็นที่สุด  ไม่คาดหวังเลยว่าจะได้งานจากผู้กำกับผู้เก่งเชี่ยวในบรรณพิภพหนังไทย  มีเพียงพี่อ้อมคอยถือหางเสืออยู่ไม่ห่าง  ส่วนนาวาชีวิตฉันจะได้ชักใบกินลมแล่นออกจากท่าหรือต้องทอดสมอสงบเฉยนั้น  ขึ้นอยู่กับกัปตันต้อมผู้นี้ผู้เดียว

"พี่บอกอย่างตรงไปตรงมานะ  เปอร์เซ็นต์คือห้าสิบห้าสิบ  คุณต้อมเองเค้าก็มีคนของเค้าเหมือนกัน  เธอจะได้เป็นผู้จัดการกองถ่ายหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณต้อม  พี่แค่ทำหน้าที่แนะนำคนที่เข้าท่าให้คุณต้อมรู้จักเท่านั้น"

พี่ต้อมใส่กางเกงขาสั้นลงมารับถึงหน้าบ้าน  พี่อ้อมผายมือมาทางฉัน  "นี่คุณต้อม  คุณต้อมคะ  คนนี้จะมาเป็นproduction managerของหนังเรื่องนี้"

ฉันรีบพนมมือไหว้  และเห็นริมฝีปากของผู้ชายตรงหน้ากำลังขยับ  เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง  …เอาแล้ว  พี่แกต้องสัมภาษณ์กูตรงหน้ารั้วนี้แน่ๆ  พี่แกคงไม่ให้กูเข้าบ้าน  เพราะดูแล้วแสนจะปอนกะโปโลไม่เหมาะกับตำแหน่งผู้จัดการกองถ่ายหนังอันยิ่งใหญ่เล้ย

"เคยทำอะไรมาบ้างครับ?"

"เอ่อ  หนูเคยทำละครมาค่ะ  ทำมาหลายเรื่องแล้วด้วย  แต่หนังยังไม่เคยทำค่ะ"

"คิดว่าทำได้มั้ยครับ?"

"โคะๆ  คงๆ  คงทำได้มั้งคะ"

"อย่ามั้งสิครับ  เราต้องแน่ใจ  การที่คุณจะมาเป็นผู้จัดการกองถ่ายซึ่งเป็นหน้าที่ที่หนักหนาเอาการอยู่นั้น  คุณไม่แน่ใจ!  แล้วผมเองจะมั่นใจพอที่จะมอบหมายตำแหน่งนี้ให้คุณได้ยังไง  ละครกับหนังมันคนละเรื่องกันเลยนะครับคุณฟะฟาฟิเน  ถ้าคุณฟะฟาฟิเนไม่แน่ใจ  ผมว่าอย่ารับเลยดีกว่า"

เฮ้อ!  ฉันจะตายเสียให้ได้  ความตึงเครียดที่รัดแน่นมาจากดวงตาใต้กรอบแว่นหนาของชายซึ่งกำลังเพ่งฉันอยู่  เขาเฉกเช่นจอมยุทธ์หนุ่มกำลังขับลมปราณกะปล่อยปะทะศัตรูผู้อ่อนแอ  ให้ตายแหงแก๋ลงตรงหน้า  และแล้วพี่ต้อมก็กะพริบตา  ทำให้ฉันรู้สึกตัวขึ้นมา  พี่ต้อมยังไม่ได้พูดอะไรเลย  นอกจากว่า

"ดีครับ  ผู้จัดการกองถ่ายนมใหญ่  ผมว่าดีครับพี่อ้อม"  แล้วพี่แกก็เดินนำขึ้นบันไดไป  ทิ้งให้ฉันยืนตั้งสติอยู่นาน