เมื่อวาน (วันเสาร์) ไปดูหนัง 2012 แล้วเสียดายเงิน เสียดายเวลา
ฉันเป็นคนรักหนัง ชอบดูหนังมาแต่เด็ก (และจะดูไปจนแก่) ตอนไปเข้าคิวซื้อตั๋ว เด็กยังถามว่า
“ป้า ป้าจะเข้าคิวซื้อตั๋วรึเปล่าคะ” สาวน้อยคงคิดว่าฉันมายืนเกะกะขวางทาง ไม่นึกว่าแก่ผมหงอกแล้วยังมาดูหนังโรงกับเด็กๆ ฉันแอบหัวเราะหึ...หึ..ในใจ ว่าจะต้องมาเล่าใน G2K
แม้จะมีน้องสาวซื้อแผ่นหนังมาฝาก มีห้องดูหนังที่บ้าน แต่นานๆ ครั้งเวลามีหนังดี ฉันคิดว่า การไปดูหนังในโรงเป็นความสุขที่ละเมียด
หลังๆ ไม่มีหนังคุณภาพที่ดูแล้วอิ่มใจเหมือนแต่ก่อน การออกไปดูหนังโรงสักเรื่อง จึงต้องมีแรงจูงใจจริงๆ
ออกไปดู 2012 เพราะติดตามอ่านเรื่องวันสิ้นโลกมาเรื่อยๆ อยากไปดูให้เห็นกับตา
แต่งเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แต่แกล้งเขียนบทให้ซับซ้อน เป็นบทหนังที่ไม่มีศิลปะของหนัง เขียนแบบจับฉ่าย เดาผู้ร้าย เดาเรื่องได้ ไม่มีลีลาของหนัง มีแต่โชว์แอฟเฟ็คตึกถล่ม ถนนแยก น้ำท่วมตลอดเรื่องเป็นระยะๆ จนไม่ชวนตื่นเต้น ไม่มีจุดเปลี่ยน ไม่มีไคลแม็กซ์ ถ้าเป็นยุคสมัยที่แอฟเฟ็คแบบนี้ยังเป็นของใหม่ เราคงตื่นตาตื่นใจ
คนเขียนบทพยายามให้มีความเป็นดราม่าบีบอารมณ์คนดู แต่ก็เป็นดราม่าแบบยัดเยียด ขาดๆ เกินๆ
เราต้องโทษตัวเอง ดูหนังมากเกินไป มันเลยจู้จี้พิถีพิถัน ไม่ตื่นเต้นง่าย หนุ่มน้อยข้างๆ แกเอามือคอยปิดตาแล้วค่อยๆ แง้มดู คงตื่นเต้น (น่าเอ็นดูจริงๆ )
คนดูหนังน้องใหม่อาจดูหนังสนุกกว่าป้ากับลุงแก่ๆ 2 คน
แต่ไม่เลวร้ายเสียทีเดียว มีเรื่องแสบๆ คันๆ ให้ชวนคิดว่า คนเขียนบทตั้งใจเหน็บ หรือว่า ฉันคิดฟุ้งซ่านไปเองก็ไม่รู้นะ เล่าเรื่องย่อให้ฟังแบบหมดเปลือกดีกว่า (ท่านจะได้ไม่ต้องไปดูให้เสียตังค์)
ปี 2009 นักดาราศาสตร์อินเดียตรวจพบว่า ปลายปี 2012 แกนโลกจะละลาย โลกจะหมุนกลับ แผ่นดินจะเคลื่อนแยก เกิดเป็นสึนามิขนาดยักษ์ การค้นพบนี้ถูกแจ้งแก่นักดาราศาสตร์อเมริกัน (พระเอก) ซึ่งได้นำไปบอกประธานาธิบดี (ผิวสี) ของอเมริกา แผนการชั่วจึงบังเกิด ผู้นำประเทศใหญ่ๆ ถูกชักชวนให้ลงขันกันสร้างเรือยักษ์เพื่อขนพวกตนและครอบครัวหนีภัยเมื่อวันสิ้นโลกมาถึง เงินที่เอามาสร้างมาจากการขายบัตรเขียวลงเรือแก่พวกอัครมหาเศรษฐีทั้งหลาย
เรือยักษ์ 7 ลำถูกซุ่มสร้าง ณ สถานที่ลับแห่งหนึ่งในจีน ภาษาที่โชว์หราตามป้ายในเรื่องจึงเป็นภาษาจีน...ฮ่า...ฮ่า... จีนเป็นเจ้ายุทธจักรแห่งเทคโนโลยี แม้แต่อเมริกายังสั่งต่อเรือหนีน้ำท่วมโลกที่จีนเลย... นี่เป็นเหน็บที่ 1 ไม่รู้เหน็บจีน หรือ เหน็บอเมริกา
คนที่มีสิทธิรอดชีวิต มี ๒ จำพวก คือ พวกผู้นำประเทศมหาอำนาจ กับพวกเศรษฐี และทุกคนต้องเก็บเป็นความลับ (ก็แหงละ จะไปบอกคนอื่นทำไม เดี๋ยวมันมาแย่งที่นั่งในเรือ) ใครปากโป้งจะถูกฆ่า คนงานสร้างเรือถูกไล่ลงจากเรือ นักดาราศาสตร์อินเดียที่พบเรื่องนี้ก็ไม่ได้ขึ้นเรือ
คนเห็นแก่ตัวกลุ่มนี้ละ ที่จะเป็นพวกที่สืบเผ่ามนุษย์พันธุ์ใหม่หลังวันสิ้นโลก (มีคนดีอยู่ไม่กี่คน คือ พระเอก ลูกสาวประธานาธิบดีอเมริกา (แฟนพระเอก) พระรอง กับลูกสองเมียหนี่ง…..ถ้านิทานเรื่องนี้เป็นจริง จินตนาการสิว่า ...โลกยุคนั้นจะเป็นอย่างไร....นี่เป็นเหน็บที่ 2
ตอนที่ชาวโลกกำลังระส่ำระสายจากอุบัติภัย เพราะไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครบอกพวกเขา เพราะกลัวจะมีการแย่งกันขึ้นเรือจนเกิดจลาจล พระเอกของเราขอร้องประธานาธิบดีให้ประกาศความจริงแก่ชาวโลก มีการเทเลคอมเฟอเร้นถามความเห็นผู้นำมหาอำนาจที่ร่วมเป็นต้นคิด 3 เสียงแรกที่สนับสนุนให้บอกความจริง คือ รัสเซีย อินเดีย และจีน ....ฮ่า...ฮ่า....พวกมหาอำนาจยุโรปค่อยโผล่มาออกเสียงทีหลัง....นี่เป็นเหน็บที่ 3
เมื่อเวลาสำคัญมาถึงให้มีเหตุต้องปิดประตูเรือก่อน เพราะคลื่นยักษ์กำลังจะมาถึงเรือใน 15 นาที จำต้องทิ้งพวกเศรษฐีจำนวนมากที่ยังไม่ได้ขึ้นเรือไว้ข้างนอก ยามหน้าสิ่วหน้าขวาน พระเอกของเราได้แสดงบทฮีโร่ออกมากล่าววาจาศักดิ์สิทธิจูงใจบรรดาผู้นำในเรือ เป็น big dialogue ตามสไตล์หนังดราม่า ฟังเคลิ้มพอสมควร....อ้อลืมบอกว่า พระเอกของเราเป็นคนผิวสี หน้าตาหล่อน้อยกว่าโอบาม่านิดเดียว...ฮ่า...ฮ่า...สุดท้ายก็ได้ขึ้นเรือมาทั้งหมด
และแล้ว วันที่ 27 เดือน 1 ปี 0001 เรือที่บรรทุกผู้สืบเผ่ามนุษย์พันธุ์ใหม่ก็ไปโผล่แถวๆ แหลมGood Hope อาฟริกา ซึ่งเป็นแผ่นดินเดียวที่เหลืออยู่
เรือเปิดประตูให้คนออกมาสูดอากาศเป็นครั้งแรก ทุกคนยิ้มแย้มรับโลกใหม่ ฉันเพ่งสายตามองหา แต่ไม่ยักเห็นมหาเศรษฐีหน้าเหลี่ยมอยู่ในกลุ่มคนพวกนั้นแฮะ...ฮ่า...ฮ่า...สงสัยเงินถูกยึดเรียบ....นี่เป็นเหน็บที่ 4 (ของข้าพเจ้าเอง)
จบ.
อาทิตย์ 22 พย. 2552
แถมท้าย
1. ขอแจ้งให้โรงหนังทราบว่าท่านจะไม่ได้เงินของข้าพเจ้าไปอีกนาน เพราะท่านเอาเปรียบคนดูฉายโฆษณาหนังตัวอย่างให้ดูตั้งครึ่งชั่วโมง เราจ่ายเงินไปดูหนังไม่อยากดูโฆษณา ไม่ได้ไปดูหนังกลางแปลง ถ้าคุณให้เราดูหนังฟรี เราก็ไม่ว่าอะไรสักคำ
2. สองสามวันข้างหน้าจะทำการบ้าน อ่านบทความว่าด้วยเรื่องโลกแตก (ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ไสยศาสตร์) แล้วมาเล่า
ถึงจะหน้าเหลี่ยมแล้วหนักหัวพ่อมึงเหรอ.
มึงลืมแล้วหรือว่าหน้าเหลี่ยมนี่แหล่ะใช้หนี้และพัฒนาประเทศมาขนาดไหน.
ดูแล้ววิจารณ์ หนักไปนะคะ ดูหนังเยอะจนเป็นนักพากวิจารณ์รู้ไต๋ไปหมด...ฮ่า...ฮ่า..ฮ่า.... หนังมันทำมาให้ดูก็ออกจะดีมี ติ ตำหนิ ด้วย...^^ ว่าแต่หน้าเหลี่ยมเนี้ยเค้าน่าจะไม่เอามาด้วยหรอก ไม่ได้เป็น ดารานะ แค่หนัง.....