ก่อนเข้าสู่ประเด็นผลการสัมมนา คืนนี้คงต้องคุยเรื่องรอบข้างต่อก่อนนะครับ เนื่องจากยังไม่มีเวลาพอจะจับประเด็นมาเรียบเรียงได้ แต่ก็มีบางประเด็นที่ท่านอาจารย์เสียงเล็กๆ นำเสนอไปบ้างแล้ว

คำถามคือ ทำไมการเข้าไปมีส่วนร่วมของผมกับการยกระดับคุณภาพการศึกษาในสามจังหวัดต้องด้วยการทำวิจัย ฮือ น่าคิดนะครับว่า ถ้าไม่ใช่การทำวิจัย แล้วมีอะไรดีกว่านี้บ้าง

เอาทางเลือกอื่นแบบง่ายๆ มานำเสนอก่อนนะครับ อะไรดีละ วิธีทั่วไปที่ใช้ในการพัฒนาคน พัฒนาบุคลากรคือการอบรมครับ อาจารย์ๆ มหาวิทยาลัยก็ไปเป็นวิทยากรให้ความรู้กัน เมื่อหลายวันก่อนนั่งคุยกับอาจารย์ท่านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งว่า ท่านรับเงินค่าวิทยากรเฉลี่ยแล้วเดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่าหมื่น ส่วนผมคงห่างไกลครับ และส่วนใหญ่ก็เสนอตัวไปพูดให้ฟรี โดยเอางบวิจัยเป็นค่ารถ ฮา (กรณีไม่เยอะหรอกครับ) แต่ถ้าเทียบปริมาณการเป็นวิทยากรบรรยาย ผมว่าความถี่ของผมก็ไม่น้อยนะครับ คำถามคือ ได้ผลอะไรต่อการยกระดับคุณภาพบ้าง ในส่วนตัวรู้สึกว่า การบรรยายจะสามารถสร้างความตื่นตัวให้กับผู้ฟังหรือผู้เข้าอบรมได้ครับ แต่ยังเป็นเรื่องยากที่จะสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะว่าในการบรรยายไม่สามารถให้รายละเอียดสู่การปฏิบัติได้มากนัก โดยเฉพาะให้บรรยายชั่วโมงสองชั่วโมง ที่สำคัญคือผู้เข้าอบรมยังขาดพี่เลี้ยงที่จะสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติจริง

จากประสบการณ์ส่วนตัว หลายครั้งที่ลงจากเวทีแล้วมีคนถามว่า อาจารย์ยกประเด็นมาคุยได้โดนกับที่นี้จริงๆ อาจารย์รู้ได้งัยว่าที่นี้มีปัญหานี้อยู่ ฮือ ผมตอบไปว่า ผมไม่รู้ว่าที่นี้มีปัญหาอะไรบ้าง แต่ผมคิดว่าอันนี้เป็นปัญหาโดยรวม คำตอบนี้เพื่อจากบอกว่า ความจริงของการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง ต้องรู้ถึงต้นตอของปัญหา แล้วนำไปสู่การแสวงหาแนวทางแก้ไขที่ตรงจุด ไม่ใช่เพียงแต่ให้ความรู้ทั่วไป หรือการทำนายเหตุการณ์แบบที่วิทยากรเดาเอาเอง อย่างนี้บรรยายไปอีกกี่ปีจึงจะเห็นผล (คงหาคนตอบได้ยากครับ)

วิธีการต่อมาที่ผมได้ทำไป คือ การจัดอบรม (โดยเฉพาะช่วงหลังทำบ่อยขึ้นครับ) อันนี้ผมคิดว่า น่าจะเห็นผลเชิงความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าการไปเป็นวิทยากรที่คนอื่นจัดเสียอีก เพราะเราจะเป็นคนออกแบบกระบวนการเองทั้งหมด เรามีเป้าหมายที่อาจจะมีมิติที่แตกต่างจากหลายหน่วยงานจัด ที่สำคัญมันได้เครือข่ายและความกว้างของการขยายผลมากกว่าแบบแรกครับ ฮือ แต่บางครั้งมุมที่เรามองต่างจากมุมที่คนปฏิบัติมองครับ มีครั้งหนึ่ง ผมว่าประเด็นที่ผมจะอบรมเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก แต่สุดท้ายมีคนตอบรับมาเพียงสี่คน ถามว่าทำไม คำตอบคือ คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักสิ่งที่ผมจะอบรม ฮา เพื่อไม่ให้ขาดทุน เวลาจัดอบรมเลยต้องเป็นประเด็นตามกระแสครับ มันจึงจะมีคนเข้าร่วม

จุดที่อาจจะเป็นตัวบอกถึงความล้มเหลวของการพัฒนาด้วยกระบวนการนี้คือ ขาดการติดตาม ขาดการกระตุ้นที่ต่อเนื่องครับ เสร็จอบรมอาจจะลืมไปเลยก็ได้ ที่สำคัญอย่างหลังนี้ลงทุนเองครับ โอกาสขาดทุนก็เยอะ เหนื่อยด้วยเมื่อเทียบกับแบบแรกที่ได้รับเงินแบบเห็นๆ (ฮือ ไม่โลภเลย)

ผมจึงมองว่า การวิจัยจะเป็นกระบวนการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในสามจังหวัด เพราะกระบวนการนี้แตกต่างจากสองแบบที่ผมกล่าวมา ผมเลยแนะนำเพื่อนอาจารย์ที่ออกแบบวิธีการวิจัยที่ผูกโจทย์ว่า เป็นการวิจัยปฏิบัิติการว่า การวิจัยแบบนี้ไม่ใช่ไปจัดอบรม ไปบรรยายให้ใครฟัง ถ้าเข้าใจว่า การวิจัยเป็นการเอาความรู้ไปให้กลุ่มเป้าหมายของเราทำตามเรา ถือว่า เข้าใจผิดครับ เพราะถ้าทำอย่างนั้นมันก็เป็นแค่ชุดฝึกอบรมเท่านั้นเอง แต่นี้ที่เรากำลังจะทำ เราเรียกมันว่า "การวิจัย"

การวิจัยเป็นการหาคำตอบโดยผ่านเครื่องมือที่เชื่อถือได้ ถ้าคำตอบที่เราต้องการจะได้คือ การศึกษาที่มีคุณภาพ จะตอบว่า ครูต้องดี มีศักยภาพ แค่นี้คงไม่ถูกแน่ เพราะถ้าแค่นี้อบรมกันให้แห้งไปเลยก็แก้ปัญหาได้แล้ว ฮา แต่ต้องมองแบบรอบด้าน แล้วก็มองต่อว่าจะแก้อย่างไร แล้วอะไรจะนำไปใช้แก้ปัญหานั้นได้ที่มีประสิทธิภาพที่สุด

เราอาจจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมได้ และเราก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วครับ แต่ถ้าเราเห็นเป้าที่ต้องการ แล้วทำไปเรื่อยๆ เราก็จะไม่หลงทาง หรือแก้ปัญหานี้แล้วเจอะกับอีกสิบปัญหาใหม่ครับ

ที่สำคัญ การวิจัยไม่ได้ใช้เพื่อการแก้ปัญหาอย่างเดียวครับ แต่นักวิจัยจะต้องถอดองค์ความรู้จากการดำเนินการในเรื่องนั้นออกมาให้ได้ครับ ซึ่งอันนั้นสำคัญมากสำหรับการขยายผล 

อือ เอาอีกสักมุมมองหนึ่งนะครับ ระหว่างการเป็นวิทยากร การจัดอบรม และการวิจัย อันไหนสร้างประโยชน์ให้กับต้นสังกัดมากที่สุด อย่างแรก ต้นสังกัดเกือบจะไม่ได้อะไรมาก แถมบางคนอาจจะคิดไปอีกทางหนึ่งว่า เบียดบังเวลาทำงานอื่นที่สำคัญกว่าไปหาเงินค่าวิทยากร (อันนี้ก็มองแคบไปนิดหนึ่งครับ) ความจริงการออกไปบรรยาย ทำให้คนข้างนอกเกิดความมั่นใจต้นสังกัดมากขึ้นในแง่วิชาการด้วยครับ เป็นการประชาสัมพันธ์ต้นสังกัดไปในตัว

กิจกรรมอย่างที่สอง การจัดอบรม อันนี้ได้แน่ๆ ก็คือการประชาสัมพันธ์ต้นสังกัด การผลิตงานการบริการวิชาการแก่ชุมชน อันนี้ได้มากกว่าอย่างแรกแน่นอน แต่อาจจะต้องควักกระเป๋าเองบ้าง

ส่วนกิจกรรมอย่างที่สาม ผมว่าหน่วยงานต้นสังกัดมีแต่ได้กับได้ ได้ปริมาณงานด้านการวิจัย ได้งบอุดหนุนสถาบัน ได้การยอมรับจากชุมชน ได้การยอมรับในวงวิชาการ ได้อาจารย์ที่มีคุณภาพ เอ้อ อาจารย์คุณภาพได้มายังงัย ง่ายๆ ครับ ถ้าใครเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่อ่านจากตำราชาวบ้านมาบอกลูกศิษย์ต่อ มันจะต่างอะไรกับให้ลูกศิษย์ไปอ่านเอง แต่การวิจัยเป็นการพัฒนาองค์ความรู้สำหรับอาจารย์ที่ชัดเจนมาก (จำได้ว่าเคยเขียนบันทึกไปหลายครั้งแล้ว แต่อยากพูดซ้ำในประเด็นหนึ่งครับ ผมเคยเห็นเอกสารประกอบการสอนของอาจารย์สถาบันหนึ่ง ฮือ หนังสืออ้างอิงเมื่อสักสามสิบปีที่แล้ว เลยสงสัยว่าทำไมอาจารย์อ้างอิงหนังสือเก่ามากๆ ขนาดนี้ แล้วได้คำตอบหลังว่า ก็อาจารย์เขาเอาวิทยานิพนธ์เขามาทำเป็นเอกสารประกอบการสอนงัย อันนี้ไม่รู้้ว่าจะแสดงถึงอะไรได้บ้างครับ อาจารย์ขาดการศึกษาค้นคว้าที่ต่อเนื่อง หรืออาจารย์ท่านมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งงานวิจัยจะเป็นตัวหนึ่งที่จะพลักดันอาจารย์สู่การเรียนรู้ตลอดเวลาครับ) เมื่ออาจารย์ได้รับการยอมรับทางวิชาการ ตำแหน่งวิชาการก็ตามมา ซึ่งอันนั้นก็ได้รับสถาบันด้วยเช่นกัน

เอ๋ แล้วมีเหตุผลอะไรที่สถาบันไม่ควรที่จะสนับสนุนให้อาจารย์ทำวิจัยบ้าง และมีเหตุผลอะไรบ้างที่จะบอกกับตัวอาจารย์เองว่า อาจารย์ไม่ควรทำวิจัย ผมนึกไม่ออก มีใครนึกออกคุยกันได้นะครับ

(เอ๊ะ ผู้เข้าร่วมสัมมนาเงยหน้ามองอะไรกัน คิดได้ว่า มองเห็นภาพเดียวกันแล้ว เราจะเดินหน้าพร้อมกันอย่างมีพลังครับ อินชาอัลลอฮ์ฺ)