ชายร่างกำยำ กายกร้านแดด สวมเสื้อยืดเก่าคร่ำคร่า สีมอซอเช่นเดียวกับกางเกงเลที่สวมใส่ เดินเท้าเปล่านำหน้าไปยังบ้านดินที่อยู่บนยอดเนินเขา บ้านดินที่เขาอาศัยอยู่กับลูกและภรรยาชาวอเมริกัน
โจน จันได คือชายผู้นั้น ลูกชาวนาแห่งยโสธร ผู้บุกเบิกและก่อตั้งศูนย์พันพรรณ ชุมชนแห่งการพึ่งตนเอง ที่พำนักของผู้คนที่ต้องการใช้ชีวิตง่าย ๆ
“ชีวิตมันเป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่ต้องทำให้มันยาก” ปรัชญาชีวิตที่ผ่านการตกผลึกของเขา
เขาเรียนหนังสือจนจบ ป.๗ รุ่นสุดท้าย ก็มาบวชเป็นสามเณรในกรุงเทพฯ อาศัยเรียนการศึกษานอกโรงเรียน จนกระทั่งจบการศึกษาผู้ใหญ่มัธยมศึกษาตอนปลายที่วัดสัมพันธหงษ์ แล้วก็ลาสิกขาไปเรียนนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เรียนได้ราว ๓ ปี ก็เริ่มถามตัวเองว่า “เรียนไปทำไม เรียนไปเพื่ออะไร” ในที่สุดก็ตัดสินใจหันหลังให้กับการศึกษา พาตัวเองไปอยู่เชียงใหม่ เงินที่พอมีอยู่นำไปซื้อที่ดินจนหมด
อยู่ที่นั่นไม่ได้กินข้าวเป็นเดือน เพราะไม่มีเงินซื้อ กินหน่อไม้ กินผัก แรก ๆ ปลูกปลูกผักบุ้งเพราะอายุเก็บเกี่ยวสั้น ได้กินเร็วกว่าผักอย่างอื่น แล้วปลูกข้าวโพด ปลูกผักไว้กินกิน ปลูกเสร็จไม่มีอะไรทำ ก็เดินเล่นตามป่า ขึ้นเขา ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้ราว ๗ เดือน เป็นที่มาของปรัชญาชีวิต “ชีวิตมันเป็นเรื่องง่าย ๆ”
“...ชีวิตมันเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่เราทำให้มันยาก เราใช้เวลาไม่มากนักในการทำมาหากิน มันเหลือกินแล้ว แต่ว่าเราใช้เวลาเยอะมากในการหาเพื่อครอบครัว เราทำให้ชีวิตซับซ้อน จนไม่มีเวลาคิดถึงตัวเอง คิดถึงแต่เรื่องงาน หาเงิน ใช้เงิน ทำงานหนักไม่มีเวลาพัก ไม่มีเวลากิน ทำงานหนักขนาดนี้ ทำไมไม่ทำชีวิตให้ง่าย เรื่องชีวิตนี้มันง่าย ทำไมต้องทำให้มันยาก...”
เขาตอกย้ำความง่ายของชีวิต เมื่อครั้งที่กลับคืนสู่ท้องทุ่งอีสานบ้านเกิดเมืองนอน ก่อนที่จะมาลงหลักปักฐานที่ศูนย์พันพรรณ ว่า
“...ผมเคยลองไปทำนา ทำแค่ปีละ ๒ เดือน ได้ข้าวมา ๔ ตัน ปีนึงคน ๖ คนกินข้าวไม่ถึงครึ่งตัน ที่เหลือก็ยังได้ขาย บ้านก็ทำเป็นบ้านไม้ไผ่ อยู่ได้สบายไม่มีปัญหา ใช้เวลารดน้ำผักวันละ ๓๐ นาที มีผักเลี้ยงคน ๖ คนต่อวัน ยังมีเหลือพอเอาไปขายที่ตลาดอีก ได้เงินวันละห้าสิบวันละร้อย มีบ่อปลา ๒ บ่อ ก็รู้สึกว่าทำไมชีวิตมันง่ายอย่างนี้ ไม่มีอะไรยากเลย...”
อย่างไรก็ตามวิถีชีวิตที่เขาดำรงนั้น แม้จะดูไม่ผิดแผกไปจากชาวบ้าน แต่เขาก็ไม่ได้อยู่แบบชาวบ้าน
“...ผมกลับไปอยู่บ้าน แต่ไม่ได้อยู่แบบชาวบ้าน ชาวบ้านส่วนใหญ่เขาปลูกเพื่อขาย ยิ่งทำก็ยิ่งไม่เหลืออะไร ยิ่งปลูกก็ยิ่งมีหนี้ ทันทีที่คิดจะลงทุน ต้องหาเงินไปจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ายา ค่าปุ๋ย เริ่มต้นจากการเป็นหนี้ แล้วก็เสี่ยงเพราะปลูกผักจะได้หรือไม่ได้มันขึ้นกับดินฟ้าอากาศ โรคและแมลง ขึ้นอยู่กับคนที่มารับซื้อ ชาวไร่ชาวนาจึงอยู่ในสถานะของนักการพนันที่แย่ที่สุด ไม่มีโอกาสที่จะลืมตาอ้าปากได้ ถ้าปลูกเพื่อขายเราจะติดกับดักทันที คนที่คิดจะปลูกเพื่อขาย ไม่มีใครรวย ไม่มีใครไม่เป็นหนี้...
...ที่ผมปลูก ปลูกเพื่อกิน พริก มะเขือ หอม กระเทียม ปลูกไว้แค่ไม่เกินอย่างละ ๕ ต้นก็อยู่ได้แล้ว กินไม่เคยหมด เหลือเก็บไปขายก็ยังได้เงินสองร้อยสามร้อยบาทต่อวัน อย่างกระจอกที่สุดก็ห้าสิบบาท ในสายตาคนทั่วไปเงินห้าสิบบาทอาจไม่มีค่าอะไรเลย แต่ครอบครัวไม่มีค่าใช้จ่าย เงินห้าสิบบาทถือว่ามากแล้ว...
...ผมต้องการให้ชีวิตง่ายและสุขขึ้น ชีวิตเราสั้นมาก จะใช้ชีวิตบนโลกนี้ไปเพื่ออะไร เราควรหาความสงบสุข หาความง่ายให้ตัวเอง ให้มีเวลาอยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัวมากขึ้น...”
โจน จันได เชื่อเรื่องการพึ่งตนเอง เชื่อว่าคนจะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อเขาสามารถพึ่งตนเองได้ สามารถที่จะเข้าถึงปัจจัยสี่ได้โดยง่าย แต่สังคมเปลี่ยนไป ผู้คนเข้าถึงปัจจัยสี่ได้ยากขึ้น แพงขึ้น ชีวิตเป็นอยู่ยากขึ้น
“..ผมมีความเชื่อว่าชีวิตที่พัฒนาที่ดีที่สุด ชีวิตที่มีความสุขที่สุดคนต้องเข้าถึงปัจจัยสี่ได้ง่ายที่สุด แต่ทุกวันนี้รู้สึกว่ามีแต่จะแย่ลง...
...ทุกวันนี้คนกว่าจะได้บ้านหลังหนึ่ง ต้องทำงานเก็บเงินเป็นยี่สิบสามสิบปี อาหารก็แพง และไม่มีความปลอดภัยเลย ชีวิตผู้คนทุกวันนี้หาสิ่งที่เป็นสาระไม่ได้ ทำไปด้วยความงมงาย ไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำชีวิตให้ยากขึ้น จนลืมไปว่าชีวิตเกิดมาทำไม ครอบครัวเป็นยังไง มีความสำคัญยังไง ธรรมะคืออะไร ความสุขเป็นยังไง ไม่มีใครสอนเลย คนมีแต่ซื้อ ๆ ๆ ๆ เพื่อจะให้มีความสุข แต่ถามจริง ๆ ว่ามันใช่ไหม...
...สุดท้าย เราก็เลยกลับมาชีวิตว่า ชีวิตที่มีความสุข คือชีวิตที่ง่าย บริโภคน้อยลง พึ่งตนเองได้ เราก็เลยกลับมาที่ปัจจัยสี่ อาหาร บ้าน ผ้า และยา...
...อย่างการมีอาหาร คนทำงานในเมืองวันละ ๘-๑๒ ชั่วโมงแต่ไม่พอกินสำหรับคนเดียว ทำเพื่ออะไรกัน ผมทำสวนวันละ ๓๐ นาที ปลูกและรดน้ำผัก ผมมีอาหารเลี้ยงคน ๗-๘ คนได้สบาย เวลาที่เหลือพักผ่อน ทำในสิ่งที่อยากทำ อยู่กับครอบครัว หาความสุขให้ชีวิต ง่ายมากเลย นี่คือความง่าย...”

ภาพประกอบจาก internet
สวัสดีครับพี่หนานเกียรติ
ชอบมากๆๆๆๆ ครับ ชายคนนี้คุณโจน จันได ยิ่งผมอ่านสัมภาษณ์ใน a day แล้วคล้อยตามเลยครับ เชื่อเลยว่าเรานี้ทำชีวิตให้ยากจัง ^^
อ่านชีวิตและแนวคิดแกแล้วก็เพลินนะพี่ ชอบที่แกพูดถึงการรักษาเมล็ดพันธุ์แท้ๆของพืชครับ...มันจริงว่ะ ^^
เดย์...ไปนอนไป๊...อิอิ
สวัสดีค่ะ...น้อง
โจน จันได
กู้ ศักดิ์ศรี
เพราะได้เมียเป็นฝรั่ง
แต่ที่ขอนแก่น
สาวๆ อีสาน ได้ ผัวฝรั่ง กันมากครับ แบบนี้ ขาดทุนการค้า
เคยเห็นออกรายการเจาะใจเมื่อหลายปีก่อน
เพิ่งทราบว่าอยู่เชียงใหม่
เป็นชีวิตที่พอเพียง แบบเฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน แบบภูมิปัญญาไทยอีสาน
ขอบคุณคุณหนานเกียรติที่นำมาบอกให้ทราบ
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ
ชีวิตพีโจมันส์สุดยอดจริง ๆ ครับ
แกทำเรื่องง่าย ๆ ได้ยิ่งใหญ่มาก
น้องนอนมั่งรึเปล่าเนี่ย...
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ
ใช่ครับ พี่โจ ตัวจริงเสียงจริงเลยครับ
ขอบคุณคุณหมอที่แวะมาเยี่ยมครับ
ที่ศูนย์พันพรรณ ชียงใหม่ มีฝรั่งมาอยู่เพียบเลยครับ บางคนมาอยู่เป็นเดือน ๆ เพื่อเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบง่าย ๆ
แหะ แหะ เป็นเมียฝรั่งมันโก้ดีครับคุณหมอ ผู้สาวเลยมักครับ...
ขอบคุณอาจารย์ที่แวะมาเยี่ยมครับ
ตอนนี้พี่โจเดินทางน้อยลง ออกสื่อน้อยลง แต่งานในพื้นที่ขยายทั้งคุณภาพและปริมาณ
เมล็ดพันธุ์ที่พี่โจสะสม ถูกแจกจ่ายไปทั่วประเทศ ขณะที่เป็นแหล่งรับเมล์ดพันธุ์จากที่ต่าง ๆ ด้วย
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ
ระลึกถึงเช่นกันครับ....
ตอบโจทย์ วิถีพอเพียง ... ที่ทุกคนใฝ่หา
... วิถีสงบ งาม เงียบ และ เรียบง่าย ...
Simply Living, High Thinking ท่านคานธี
ถูกต้องที่สุดเลยครับ
พี่หนานเกียรติ คะ
เคยได้ดูโทรทัศน์ที่นำเสนอเรื่องราวของพี่โจน ไว้ ต้องขอบอกว่านับถือในแนวความคิดมากค่ะ และมานั่งทบทวนตัวเอง ชีวิตคนเรา เราทำให้มันซับซ้อนไปหรือเปล่า จริงๆ แล้วมันง่ายมากแต่เราสร้างเงื่อนไขให้มันยากไปไหม
เรื่องราวชีวิตของพี่โจน ทำให้ได้กลับมาคิดทบทวนตัวเองเยอะเลยค่ะ :)
ขอบคุณพี่หนานเกียรติ นะคะ ที่นำเรื่องราวดีๆ มาถ่ายทอด
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ
ดีใจที่บันทึกนี้ทำให้ได้คิดทบทวนตัวเอง
ผมก็ได้คิด ไตร่ตรองตัวเองมากมาย หลังจากที่ได้คุยกับพี่โจ
ผมมีตอนต่อีกตอนนึง จะพูดถึงศูนย์ พันพรรณ ที่พี่โจทำอยู่...
อยากไปกินขนมจีนอีกสักรอบครับ...
อ้อ... แวะไปเสนอชื่อมาแล้วนะครับ
มาชม
อ่านแล้วเป็นวิถีชีวิตที่ไม่ธรรมดานะครับ...
เคยได้ยิน ชื่อ ของ คุณโจน จันได เพราะมี workshop กับ คุณวิจักษ์ครับ
ครับ "ไม่ธรรมดา"
ผมไปคุยกับพี่โจ เหมือนคุยอยู่กับพระเลยครับ...
ทั้งคู่เป็นทีมงานที่จัดฝึกอบรมร่วมกันบ่อย ๆ ครับ
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ
น่าชื่นชมมากๆค่ะ..คณะทำงานหนังสือ "พพ.๘๒๙"ของเรา ได้สัมภาษณ์ชีวิตพอเพียงของ คุณโจน จันไดไว้ตามที่พี่ใหญ่กล่าวถึงแล้วใน blog นี้ค่ะ..
http://gotoknow.org/blog/nongnarts/306380
ผมได้นั่งคุยกับพี่โจ นานเลยครับ เป็นที่มาของบันทึกนี้และงานเขียนอีกชิ้นนึงครับ
ว่าจะทยอยเอามาลงแบ่งปันกันอ่านครับ..
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ......
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ
อ่านแล้วก็ได้ลองมองย้อนชีวิตตัวเองดู
ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
จริงอย่างที่คุณโจนว่า บางครั้งเรื่องง่ายๆ เราก็ทำให้มันยาก วุ่นวายครับ
สวัสดีค่ะคุณน้า
หนูอ่านบันทึกของคุณน้าเขียนเหมือนเป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งนะคะ
ถ้าไม่คิดแบบนี้ ก็จะมีแต่เรื่องชิงดีชิงเด่นในสังคมใช่ไหมคะ
อย่างเช่นบางคนไม่เคยอ่านธรรมะ ไม่เคยปฏิบัติธรรมเลย แต่ดันมาเสียชีวิต
พระก็อ่านธรรมะให้ฟังตอนก่อนเผา หนูไม่แน่ใจว่าเขาจะได้ยินหรือไม่
หนูดีใจที่คุณน้าจะไปจัดค่ายให้ค่ะ