ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ เป็นนักตรึก เป็นนักตรอง กล่าวแสดงปฏิภาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามค้นคิดได้อย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง เป็นหมัน ตั้งมั่นดุจยอดภูเขา ตั้งมั่นดุจเสาระเนียดที่ตั้งอยู่ ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมอุบัติ แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้,

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค ๑

พรหมชาลสูตร

  • สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จเดินทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์ และ เมืองนาลันทาฯฯฯฯฯ

สุปิยปริพาชกและพรหมทัตตมาณพผู้อาจารย์และศิษย์ได้โต้เถียงกันถึงโทษและคุณของพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เดินตามหลังพระพุทธเจ้าห่างๆ ตอนพักคืนของวันหนึ่งพระผู้มีพระภาคได้แสดงธรรมให้พระภิกสงฆ์ฟังเกี่ยวกับโทษและคุณฯฯฯฯ

  และแล้วพระองค์ก็ได้อธิบายถึงทิฏฐิคือความเห็นของคนบนโลกนี้ ๖๒ ประการอันเป็นที่มาของเรื่องที่ผมจะกล่าวซึ่งรวมอยู่ในคุณของพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ด้วย ขออภัยที่กล่าวข้ามจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลมา เพราะพระพุทธองค์ตรัสว่ายังมีเรื่องอย่างอื่นอีกที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาดคะเนไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ที่ตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนให้ผู้อื่นรู้แจ้ง อันเป็นเหตุให้คนทั้งหลายกล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ....

  ธรรมเหล่านั้นคือ.... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกำหนดขันธ์ส่วนอดีต มีความเห็นไปตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยวัตถุ ๑๘ ประการ คือ.......

    สัสสตทิฏฐิ ๔ ประการก่อน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยวัตถุ ๔ ประการฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณหรือพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ “อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยการประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบแล้วสัมผัสเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องให้จิตตั้งมั่น "ระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อนได้หลายประการ คือ ระลึกชาติได้ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง หลายร้อยชาติบ้าง หลายแสนชาติบ้าง ว่า ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น มีกำหนดอายุเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพนี้ ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการพร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศฉะนี้,

  เขากล่าวอย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง เป็นหมัน ตั้งมั่นดุจยอดภูเขา ตั้งมั่นดุจเสาระเนียดที่ตั้งมั่นอยู่ ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติย่อมอุบัติ แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้,,,,,,,,,,,,

อนึ่งในฐานะที่ ๒ สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยงฯฯฯ

  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณหรือพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยการประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วสัมผัสเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องให้จิตตั้งมั่น ระลึกถึงขันที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ  คือระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้ สังวัฏฏวิวัฏฏกัปหนึ่งบ้าง สองบ้าง สามบ้าง สี่บ้าง ห้าบ้าง สิบบ้าง ว่าในกัปโน้นเรา.........พร้อมทั้งอุเทศฉะนี้, เขากล่าวอย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยงเป็นหมัน ตั้งมั่นดุจยอดภูเขา ตั้งมั่นดุจเสาระเนียดที่ตั้งอยู่ ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมอุบัติ แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้,

  อนึ่งในฐานะที่ ๓ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง,

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์บางพวกในโลกนี้.......ระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อนได้สิบสังวัฏฏวิวัฏฏกัปบ้าง ยี่สิบบ้าง สามสิบบ้าง สี่สิบบ้าง ว่าในกัปโน้นเรา........เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่าอัตตาและโลกเที่ยง....ฯ

  อนึ่งในฐานะที่ ๔ สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีวาทะว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง,

  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์บางพวกในโลกนี้ เป็นนักตรึก เป็นนักตรอง กล่าวแสดงปฏิภาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามค้นคิดได้อย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง เป็นหมัน ตั้งมั่นดุจยอดภูเขา ตั้งมั่นดุจเสาระเนียดที่ตั้งอยู่ ส่วนสัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมอุบัติ แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้,

 ครับท่านผู้อ่าน ถึงจะยาวไปหน่อยแต่ทนอ่านได้ก็จะเป็นประโยชน์นา ๔ ประการนี้เรียกว่าสัสสตทิฏฐิ ๔ ในจำพวกปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ

  ข้อคิดเห็นของผู้เขียน ว่า ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ยุคบริโภควัตถุนิยม ที่ดิ้นรนคว้าฟ้าหาดาว ด้วยเครื่องมือเต็มพิกัดเพื่อจะทำให้โลกเป็นอัตตา ตัวตน ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ให้สมบูรณ์ แบบเป็นรูปธรรม อยากอะไรก็แค่นิ้วมือเดียวก็ได้แล้วนั้น ช่างขัดกับหลักความเป็นจริงของธรรมดา-ธรรมชาติเสียเหลือเกิน ธรรมดาที่รูปกับนามเป็นของคู่กัน วัตถุนิยมกับจิตนิยมแยกกันได้ที่ไหน

  ถ้าจะทำให้คนอันมีรูปกับนาม-กายกับใจให้มีความสุขได้นั้นต้องใช้อาวุธครบมือนั้นมานันทนาการทั้งสองเจ้านายคือกายและใจไปพร้อมๆกัน จะอำนวยความสะดวกไปแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า “เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก” ธรรมะแม้จะกินด้วยปากไม่ได้ แต่อย่างพึ่งมองข้ามครับท่านทังหลาย เพราะว่าธรรมะนี่เขาไม่ได้กินทางปากที่เป็นรูปธรรม แต่ผู้เป็นบัณฑิตเขากินธรรมะทางใจครับ ประเด็นที่จะเชื่อมโยมไปถึงข้อเขียนก็คือในยุคนี้คนทั้งหลายถือวัตถุธรรมเป็นใหญ่จนเหมือนกับว่า ลืมนามธรรมไปหรือเปล่านี่คือประเด็น แต่ทั้งหมดที่เขาเหล่านั้นทำสร้างขึ้นมาให้เป็นรูปธรรม-อัตตา ตัวตนก็ไม่สามารถหนีหลบเล้นไปจากทิฏฐิ ๔ ประการที่กล่าวแม้แต่คิดบัญญัตินามธรรมให้เป็นรูปธรรมด้วยก็ตามก็ไม่หลุดพ้นจากสัสสตทิฏฐิ ๔ นี้ไปได้ นี้คือข้อคิดจากผู้เขียนบางประการ ขอท่านทั้งหลายแสดงความคิดเห็นได้ตามปรารถนา ข้าพเจ้าขออำลา ฯฯฯฯฯ