วันหนึ่ง มีนักศึกษามาขอคำปรึกษาจากผม และบอกกับผมว่า “อกหัก” ผมสนิทกับนักศึกษาหลายคน หนึ่งในนั้นคือ “นักศึกษาอกหัก” คนนี้ ทุกครั้งที่เราเจอกัน ในสายตาของผม เขาจะเป็นคนร่าเริง สามารถสร้างเสียงหัวเราะให้เพื่อนๆ และผมได้เสมอ ต่างจากวันนี้ สภาพที่ผมเห็นคือ ตาบวมเหมือนคนอดหลับอดนอนและน้ำเสียงที่เคยสดใสก็หายไป
เราคุยกันอยู่นานพอสมควร โดยส่วนใหญ่ผมจะเป็นผู้ฟัง แล้วตั้งคำถามเท่านั้น บางคำถามก็ไม่ได้รับคำตอบ ได้แต่คอยสังเกตสีหน้าและท่าทาง
ผมถามเขาว่า “เคยอกหักเหมือนครั้งนี้ไหม”
เขาตอบว่า “เคยครับ”
ผมจึงถามต่อว่า “นานหรือยัง”
เขาจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่ผ่านมา
“ตอนมาเรียนที่นี่ใหม่ๆ ครับ ผมต้องเลิกกับแฟนคนก่อนเพราะเราห่างกัน สอบติดคนละมหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมเสียใจเหมือนกัน โลกทั้งโลกเปลี่ยนเป็นสีดำ แต่ก็ยังดีที่เสียใจไม่นานเพราะอยู่คนละที่ จนกระทั่งมาเจอคนนี้ โลกก็กลับมาเป็นสีชมพูอีกครั้ง อยู่ด้วยกัน อ่านหนังสือด้วยกัน ทานข้าวด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน มีความสุขมากครับ แต่ตอนนี้โลกของผมกลับเปลี่ยนเป็นสีดำอีกครั้ง”
ผมสังเกตน้ำเสียงและสีหน้าของเขา เปรียบเทียบกับ “นักศึกษาก่อนอกหัก” คนนี้ ก็รู้เลยว่า โลกสีดำกับโลกสีชมพูของเขา ช่างต่างกันเหลือเกิน
ผมเชื่อว่าวัยรุ่นหลายคนเคยตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ แม้แต่ผมเองเมื่อตอนวัยรุ่น โลกสีดำ โลกสีชมพู โลกสีดำ โลกสีชมพู หมุนเวียนเป็นวัฏจักรในโลกแห่งความรัก
เช่นเดียวกับ “นักศึกษาหลังอกหัก” คนนี้ ที่ผมและเขาคุยกันเป็นวัฏจักร ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนวันหนึ่ง เขาเอ่ยกับผมว่า
“จริงๆ แล้วผมก็อยู่ได้โดยไม่ต้องดิ้นรนหาแฟน มีเพื่อนๆ และความรักจากคนรอบข้างก็มีความสุขดีนะครับ”
ผมยิ้ม พยักหน้า ชื่นใจกับประโยคนี้ของเขา และคิดกับตัวเองว่า
ทำไมช่วงเวลาที่มีแฟน ถึงคิดเสมอว่ายืนอยู่บนโลกสีชมพู?
ทำไมช่วงเวลาที่ไม่มีแฟน กลับคิดว่ายืนอยู่บนโลกสีดำ?
ทำไมไม่คิดว่า ช่วงเวลาที่ไม่มีแฟน ก็สามารถยืนอยู่บนโลกสีชมพูได้เช่นกัน ใครคือผู้กำหนดสีของโลก “ดำหรือชมพู” ถ้าไม่ใช่ “คิดไปเอง” เพราะผมก็เคยคิดไปเองเช่นกัน
หากช่วงเวลาที่ไม่มีแฟน เราเปลี่ยนการกำหนดสีของโลกที่กำลังยืนจากสีดำเป็นสีชมพู วัยรุ่นก็คงไม่ต้อง “ดิ้นรนหาโลกสีชมพู” เช่นเดียวกับการ “ดิ้นรนหาแฟนในวัยเรียน”
จริงแล้ว ผมคิดว่า ช่วงเวลาที่มีแฟน (ของวัยรุ่น) น่าจะยืนอยู่บนโลกสีดำด้วยซ้ำ เพราะหากมองจากนอกโลกสีชมพู (ของวัยรุ่น) จะเห็นพฤติกรรมบางอย่างที่ควรทบทวนว่า “มีแฟนในวัยเรียน สร้างสุขและสร้างโลกสีชมพูจริงหรือ”
ลองให้คะแนน ความรักที่เรียกว่า “แฟน” ในวัยเรียน
หาก ไม่เคย ปรากฏสถานการณ์เหล่านี้ ให้ 1 คะแนน
หาก เคย ปรากฏสถานการณ์เหล่านี้ ให้ 0 คะแนน
“เริ่มเลยนะครับ”
- ต้องจ่ายค่าโทรศัพท์เพิ่มขึ้น (โดยเฉพาะตอนรู้จักกันใหม่ๆ)
- ทำให้นอนดึก
- ลืมทำการบ้านหรือไม่ได้ทำการบ้านด้วยตนเอง
- โดดเรียนในบางคาบที่โรงเรียนหรือโดดเรียนพิเศษ
- ทะเลาะ ตะหวาดหรือพูดจาไม่สุภาพกับพ่อแม่
- ใช้เงินพ่อแม่มาซื้อของขวัญชิ้นโต
- ความสำคัญของพ่อแม่ลดลงชั่วขณะหนึ่ง
- เกรดตก
- อยากได้รถ
10. กลับบ้านดึกหรือค้างที่อื่น
11. หงุดหงิด “ทำไมไม่โทรมา? ทำไมไม่รับสาย?”
12. กังวล กลัว “จะนอกใจหรือเปล่า?”
13. มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน
14. ต้องพูดโกหกเพื่อโลกสีชมพู
15. สร้างโลกสีชมพูในที่สาธารณะ
16. โลกสีชมพูจำกัดกรอบความคิดด้วยคำว่า “สำหรับเธออะไรก็ได้?”
17. สร้างโลกสีชมพูในคลิป ภาพถ่าย ผ่านมือถือ กล้องถ่ายรูปหรือวิดีโอ
18. ชกต่อยกับคนอื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งโลกสีชมพู
19. เกิดเด็กน้อยที่น่าสงสารเพราะการร่วมสร้างโลกสีชมพู
20. ทะเลาะกับคนบนโลกสีชมพู (แม้โลกใบนี้จะมีเพียงสองเราก็ตาม)
แม้ว่าได้ 20 คะแนนเต็ม ก็ยังถือว่าโลกสีชมพูค่อนข้างสร้างความสุขที่แท้จริง เพราะพฤติกรรมทั้ง 20 ข้อ เป็นเพียงตัวอย่างที่ไม่น่าเป็นตัวอย่าง
ไม่ว่าจะได้กี่คะแนนก็ตาม คำถามสำคัญคือ
“ความรักจากแฟนในวัยเรียน” สร้างสุขจริงหรือ?
ลองให้คะแนน “ความรักจากเพื่อน”
ลองให้คะแนน “ความรักจากครู-อาจารย์”
ลองให้คะแนน “ความรักจากพ่อแม่”
ลองให้คะแนน “ความรักจากตัวเอง”
คะแนนความรัก “อาจจะ” ตรงข้ามกับปริมาณความสุข ผมใช้คำว่า “อาจจะ” เท่านั้น
ความสุขที่เราคิด “คือความสุขที่แท้จริง” หรือ?
ความสุขที่เราต้องการ “คือความสุขที่แท้จริง” หรือ?
ความสุขที่เรารู้สึกอยู่ขณะนี้ “คือความสุขที่แท้จริง” หรือ?
ความสุขที่ได้จากคนอื่น “คือความสุขที่แท้จริง” หรือ?
เรา “อาจจะ” ต้องสร้างความสุขให้ตัวเอง ผมใช้คำว่า “อาจจะ” เท่านั้น
แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่าความสุขที่เราสร้างให้ตัวเอง “อาจจะ” ทำร้ายตัวเอง ผมยังคงใช้คำว่า “อาจจะ” เท่านั้น เช่นกัน
ดังนั้น ผมจึงถามตัวเองเสมอ ว่า “ความสุข” คืออะไร?
อ่านแล้วช่วยแสดงความคิดด้วยนะคร้บ