ผมเชื่อของผมเองว่า สังคมที่น่ากลัว ได้แก่ สังคมที่ไม่อนุญาตให้ตั้งคำถาม สังคมที่น่ากลัวยิ่งกว่า ได้แก่ สังคมที่ผูกขาดคำตอบ โดยไม่มีคำอธิบาย


๑.
เกริ่นนำ

ผมเคยเขียนบันทึกเรื่อง "มาตรฐานการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. ๒๕๕๐" ไว้เมื่อต้นปีที่แล้ว ต่อจากนั้นก็ได้รับรู้เรื่องราวดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเมื่อวันจันทร์-อังคารที่ ๙-๑๐ พฤศจิกายน ที่ผ่านมาก็ได้มีโอกาส (ภายหลังจากการประสานแบบขอเข้าประชุมด้วยๆๆๆ จนกระทั่งผู้ประสานงานในพื้นที่รำคาญแฟ็กซ์หนังสือเชิญมาให้ก่อนการประชุมแบบเฉียดฉิว)

เข้าร่วมประชุม "โครงการฝึกอบรมนักสังคมสงเคราะห์และอาสาสมัคร เรื่อง การพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานของวิชาชีพนักสังคมสงเคราะห์และอาสาสมัครที่ปฏิบัติงานด้านสวัสดิการสังคม" จัดโดย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ สมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย (ส.น.ส.ท.) ณ โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น

กลุ่มเป้าหมายเป็นนักสังคมสงเคราะห์ผู้ปฏิบัติงานทางตรงกับผู้รับบริการ (Social Workers in Direct Practice) และอาสาสมัครผู้ปฏิบัติงานในสายสวัสดิการสังคมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในทุกสังกัดกระทรวงต่างๆ

แน่นอนครับว่า การประชุมที่เกี่ยวข้องโดยตรงแบบนี้ แม้ไม่มีหนังสือเชิญผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องก็อยากเข้าร่วม ทั้งเมื่อพิจารณาจากรายชื่อคณะวิทยากรแล้วก็พบว่าหลายท่านเป็นคณะอนุกรรมการพัฒนาบุคลากรและมาตรฐานในคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (ก.ส.ค.)


๒.
นักสังคมสงเคราะห์กับการเป็นข่าวและพื้นที่การรับรู้ในสังคม

แน่นอนครับว่า การประชุมกลุ่มคนคอเดียวกันแบบนี้ สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เห็นจะได้แก่การทบทวนบทบาท และการรับรู้ของสังคม หรือพื้นที่ทางสังคมของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ (เช่นเดียวกับในกลุ่มของนักพัฒนาชุมชน ที่ผลิตบัณฑิตจากสถานศึกษาทั่วประเทศ ก็เริ่มจะตั้งคำถามเดียวกันนี้บ้างแล้ว)

ก็ให้บังเอิญก่อนเข้าประชุมไม่นานมานี้ เราก็ได้รับรู้ข่าวของ "นักสังคมสงเคราะห์" ในพื้นที่ข่าวว่า...

‘โจอี้ – อรวิภา กนกนทีสวัสดิ์’ ว่าที่...สาวนักสังคมสงเคราะห์ ครองมงกุฎนางสาวไทยคนที่ ๔๕
เป็นเวทีขาอ่อนส่งท้ายปลายปี สำหรับการประกวดนางสาวไทย ประจำปี ๒๕๕๒ ภายใต้แนวคิด “ทอแสงงามแห่งจิตใจ” และสาวงามที่มีความงามพร้อมทั้งรูปลักษณ์ กิริยา-มารยาท สติปัญญาและความคิด จนสามารถคว้ามงกุฎนางสาวไทยเป็นคนที่ ๔๕ ไปครอง ได้แก่ สาวน้อยวัย ๒๐ ปี นักศึกษาชั้นปีที่ ๓ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์ ที่มีดีกรีเป็นถึงดาวมหาวิทยาลัย “โจอี้ – อรวิภา กนกนทีสวัสดิ์”

ซึ่งนอกจากตำแหน่ง นางสาวไทยประจำปี ๒๕๕๒ แล้ว โจอี้ ยังสามารถคว้ารางวัลพิเศษคนเดียวกวาดไปถึง ๔ รางวัลสำคัญ คือ รางวัลขวัญใจช่างภาพสื่อมวลช รางวัล Miss Healthy รางวัลนางงามบุคลิกภาพ และ รางวัลMiss Princess

“การที่โจอี้ได้รับตำแหน่งนางสาวไทย ยิ่งทำให้โจอี้ได้ใช้วิชาความรู้ที่เรียนนำมาใช้ในการปฎิบัติหน้าที่นางสาวไทยในการช่วยงานสาธารณกุศล ส่วนการเป็นทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ก็จะใช้ความเป็นกุลสตรีของผู้หญิงไทยที่จะไปเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในที่ต่างๆ ให้ได้มากที่สุด สำหรับเรื่องการท่องเที่ยว ถึงแม้ตอนนี้บ้านเราอาจจะมีสถานการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น แต่โจอี้ก็เชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้”  (แนวหน้าออนไลน์)

ผลรางวัลงาน Star Party ๒๐ ปี ทีวีพูล
รางวัลพระเอกนักสังคมสงเคราะห์ประจำปี ๒๕๕๒   “ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์”
รางวัลนางเอกนักสังคมสงเคราะห์ประจำปี ๒๕๕๒  “แอน ทองประสม”  (ทีวีพูลออนไลน์)

เอาน่า อย่างน้อยปรากฏการณ์เหล่านี้ก็น่าจะสะท้อนได้ว่าแวดวงวิชาชีพสังคมสงเคราะห์มีพื้นที่ทางสังคมมิได้คับแคบอย่างที่คิดกันนัก ส่วนสถานะที่ดำรงอยู่ในพื้นที่จะเป็นเช่นไรก็คงต้องว่ากันต่อไป



*******ภาพบรรยากาศที่ประชุม*********


๓.
ของฝากจากที่ประชุม : การรับรองมาตรฐานนักสังคมสงเคราะห์

จากการประชุมสองวัน ทั้งจากการฟังบรรยายและการเข้ากลุ่มพอสรุปเป็นของฝาก ดังนี้
๑. การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๒ จะเริ่มจากนักสังคมสงเคราะห์ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีสาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านการจัดสวัสดิการสังคม มาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ปี และปฏิบัติงานอยู่ในหน่วยงานที่ให้บริการทางตรง (Social Workers in Direct Practice/Direct Service) ต่อผู้รับบริการ (บุคคล กลุ่ม ชุมชน)

๒. สำหรับนักสังคมสงเคราะห์ผู้ไม่ได้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีสาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ อยู่ระหว่างการออกแบบหลักสูตรและรูปแบบการฝึกอบรมก่อนเข้าสู่ระบบการขอรับรองมาตรฐานนักสังคมสงเคราะห์ต่อไป  แน่นอนว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะนักสังคมสงเคราะห์ผู้มีประสบการณ์การทำงานยาวนานแต่มิได้สำเร็จปริญญาทางด้านสังคมสงเคราะห์ศาสตร์นั้นมีอยู่จำนวนมาก การพิจารณาถึงค่าใช้จ่าย และเวลาที่ใช้ในการเข้ารับการอบรมเพื่อ "เข้าสู่ระบบการรับรองมาตรฐานนักสังคมสงเคราะห์" นั้นเป็นเรื่องใหญ่อยู่มิใช่น้อย

๓. นักสังคมสงเคราะห์ในส่วนภูมิภาคยื่นได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.)

๔. เอกสารประกอบการประเมินนอกเหนือจากแบบประเมินตนเองของนักสังคมสงเคราะห์ ผู้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงาน (โดยใช้แบบประเมินที่มีตัวชี้วัดเดียวกัน) แล้ว  นักสังคมสงเคราะห์จะต้องยื่นเอกสารรายงานการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์/ผู้ปฏิบัติงานสวัสดิการสังคมไปด้วย 

โดยรายงานการปฏิบัติงานนี้ จะใช้ในการทำงานกับผู้รับบริการรายบุคคล กลุ่ม ชุมชน ก็ได้ ซึ่งจะสามารถเรียบเรียงจากการทำงานกับผู้รับบริการในปัจจุบันหรือในอดีตได้ (ไม่เกิน ๓ ปี) โดยกรณีที่ยกมาควรสะท้อนถึงแนวทาง กระบวนการ หรือบทเรียนที่น่าสนใจ และมีประโยชน์ต่อการทำงานของวิชาชีพ ทั้งนี้ เป้าหมายของเอกสารรายงานการปฏิบัติงานนี้ จะเป็นเอกสารประกอบการพิจารณาในประเด็นการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ ที่สะท้อนถึงความรู้ กระบวนการ วิธีการปฏิบัติงานต่อผู้รับบริการ การทำงานเป็นทีม และการสรุป การวิเคราะห์บทเรียนที่ได้จากการทำงาน เป็นต้น

เอกสารรายงานการปฏิบัติงาน ถือเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ แสดงถึงผลการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ ผู้ปฏิบัติงานสวัสดิการสังคมที่ขอรับรองมาตรฐาน ซึ่งคณะกรรมการประเมินภายนอกจะพิจารณาประกอบกับผลการประเมินภายใน อันจะนำไปสู่การประเมินที่รอบด้าน เป็นธรรมจากคำอธิบายบนเวที ทราบว่าแต่เดิมทีได้ออกแบบระบบประเมินให้ครอบคลุมทั้ง ๔ ด้าน ได้แก่ นักสังคมสงเคราะห์ผู้ขอรับการประเมิน ผู้บังคับบัญชา/นายจ้าง เพื่อนร่วมงาน และผู้รับบริการ โดยใช้แบบประเมินชุดเดียวกันทั้ง ๔ ด้าน  แต่เนื่องจากข้อจำกัดของผู้รับบริการจึงออกแบบให้เขียนบันทึกรายงานการปฏิบัติงานแทนการประเมินโดยผู้รับบริการ

๕. คะแนนผลการประเมินภายใน (จากนักสังคมสงเคราะห์ผู้ขอรับการประเมิน ผู้บังคับบัญชา/นายจ้าง และเพื่อนร่วมงาน) จะต้องมีคะแนนรวมไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๕ จึงจะถือว่าผ่านการประเมินภายใน อย่างไรก็ดี วิทยากรประจำกลุ่ม (รศ.อภิญญา  เวชยชัย ประธานอนุกรรมการพัฒนาบุคลากรและมาตรฐาน ใน ก.ส.ค.) แจ้งว่าคะแนนดังกล่าวยังไม่เป็นที่ยุติ จะต้องผ่านการประเมินรอบด้านจากคณะกรรมการประเมินภายนอกตามระบบต่อไป

ข้อนี้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับระบบการประเมินครับ เพราะมิเช่นนั้นแล้วจะต่างอะไรกับการประเมินเลื่อนขั้นเงินเดือนที่ใช้ระบบฮั้วหรือระบบนินทาตามที่คุ้นเคย (ที่คน ๓-๔ คน ปิดห้องนินทาเพื่อนร่วมงานว่าเพราะเหตุใดถึงให้คะแนนประเมินต่ำ โดยไม่มีเหตุผลและรายละเอียดแจ้งให้เจ้าตัวทราบ)  โดยท่านอาจารย์แจ้งว่า ระบบประเมินไม่มีคะแนนขั้นต่ำ และคำขอรับการประเมินทุกรายจะได้รับการพิจารณาตลอดกระบวนการ แม้จะมีค่าคะแนนประเมินภายในต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ ๗๕  (แต่อย่างไรก็ดี เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี การประเมินต่อรายก็มีค่าใช้จ่ายพอสมควร ดังนั้นควรยื่นขอรับการประเมินเมื่อเห็นว่าพร้อม !!!)

อนึ่ง แม้เอกสารรายงานการปฏิบัติงานจะเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ แต่ก็ไม่มีค่าคะแนน อย่างไรก็ดี หากมีการตรวจสอบพบว่าได้มีการว่าจ้างการเขียนเอกสารรายงานการปฏิบัติงานก็คงจะได้พิจารณาโทษกันต่อไป

๖. การขอรับการประเมินในตำแหน่งนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับผู้ดำรงตำแหน่งและปฏิบัติงาน ซึ่งไม่เกี่ยวเนื่องกับสภาพการจ้างว่าเป็นข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ ทุกคนสามารถยื่นขอรับการประเมินได้

๗. ผมเรียนถามที่ประชุมกลุ่มไปว่า สถานะที่พึงประสงค์ของสังคมสงเคราะห์ในหน่วยงานนั้นคาดหวังไว้เพียงใดทั้งนี้ เพราะตัวชี้วัดเป็นนามธรรม ๕ ข้อ เช่น การระบุว่าให้เป็นผู้ที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตนตามระเบียบวินัยและกฎเกณฑ์ที่องค์กรวางไว้  หรือการระบุว่าเป็นผู้ที่ดำเนินการให้องค์กรสามารถดำเนินนโยบาย/แนวทางปฏิบัติงานที่คำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดและการพิทักษ์สิทธิของผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ

ผมว่าบางทีการดำเนินการอย่างหลังที่ระบุว่าเป็นผู้ที่ดำเนินการให้องค์กรสามารถดำเนินนโยบาย/แนวทางปฏิบัติงาน...  อาจทำให้นักสังคมสงเคราะห์ถูกประเมินว่ามิใช่ "ผู้ที่เป็นแบบอย่างที่ดี"

ประเด็นทำนองเดียวกันนี้ เคยได้มีการอภิปรายกันพอสมควรแต่เมื่อครั้งที่ ก.พ. กำหนดให้ข้าราชการทุกคนจัดทำสมุดพกประจำตัวในชื่อ "สมุดบันทึกคุณงามความดี"  ซึ่งคราวนั้นได้ตั้งคำถามว่ากรณีข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ในบทบาท Watch Dog นโยบายรัฐ หรือการเข้า Take Action ปัญหาสังคมที่เกิดจากนโยบายรัฐหรือจากหน่วยงานภาครัฐ(ที่ร่วมลงทุน) แล้วไปส่งผลกระทบต่อประชาชน ถามว่ากรณีเช่นนี้จะสามารถระบุว่าเป็น "ความดี" ที่มีค่าพอจะบันทึกลงใน  "สมุดบันทึกคุณงามความดี" ได้หรือไม่ 

ขีดวงให้แคบลงกว่านั้นอีก ข้าราชการผู้พิจารณาแล้วว่าการจัดซื้อจัดจ้างไม่ชอบธรรม ไม่สมเหตุสมผล ไม่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับบริการ แล้วไม่ลงนามผ่านการตรวจรับสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างหลายๆ ครั้ง (เพราะในองค์กรสวัสดิการสังคมนั้นข้าราชการแทบจะนับคนได้) ถามว่ากรณีเช่นนี้มีโอกาสได้รับการบันทึกว่าเป็น "ผู้ที่เป็นแบบอย่างที่ดี" ได้หรือไม่

๘. ผมเรียนถามไปถึง ส.น.ส.ท. ว่า จะดำเนินการไปถึงระดับที่จะให้ ก.พ. เปลี่ยนกรอบคุณสมบัติสำหรับผู้จะดำรงตำแหน่งนักสังคมสงเคราะห์หรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ส.น.ส.ท. ก็คงตามเก็บนักสังคมสงเคราะห์ที่มิได้สำเร็จปริญญาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์มาอบรมไม่จบไม่สิ้น

๙. ในแบบประเมินผมเขียนแสดงความเห็นไปทำนองว่า  "มีตัวชี้วัดจำนวนไม่น้อยที่ระบุข้อความที่เป็นนามธรรมจึงควรที่จะได้จำทำเอกสารคำอธิบายตัวชี้วัด เพื่อระบุพฤติกรรมที่พึงประสงค์หรือพฤติกรรมเชิงประจักษ์สำหรับให้ผู้สนใจยื่นขอรับการประเมินพัฒนาระบบ/กระบวนงาน ตลอดจนระบบเอกสารให้สอดคล้อง ตรงตามตัวชี้วัดต่อไป"

ฯลฯ

นอกจากนี้ ก็ได้เรียนสอบถามท่านอาจารย์อภิญญา  เวชยชัย  ในฐานะวิทยากรประจำกลุ่ม ในฐานะประธานอนุกรรมการพัฒนาบุคลากรและมาตรฐาน ใน ก.ส.ค. ในฐานะศิษย์ที่ห่างหายไปจากท่าน อีกหลายประเด็นครับ

จะว่าไปแล้ว ก็ไม่ได้สงสัยใคร่รู้อะไรนักหรอก
ในจำนวนหลายคำถามที่ผมถามๆ ไปนั้น ก็เพราะเห็นว่าในกลุ่มมันเงียบเหงาเสียเหลือเกิน ทั้งที่วิทยากรประจำกลุ่มเป็นนายกสมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ซึ่งควบอีกตำแหน่งคือประธานอนุกรรมการฯ ถ้าไม่ถาม ก็จะเสียดายโอกาสในการสอบทานความเข้าใจให้ถูกต้อง แล้วก็สร้างบรรยากาศให้คึกคัก

แน่นอนละว่าทำอย่างนี้ หลายคนอาจไม่ชอบและไม่คุ้นเคย
เพราะการปฏิบัติตามนั้นง่ายกว่าและมีโอกาสเป็น "ผู้ที่เป็นแบบอย่างที่ดี" (ฮา)
 

ผมเชื่อของผมเองว่า
สังคมที่น่ากลัว ได้แก่ สังคมที่ไม่อนุญาตให้ตั้งคำถาม
สังคมที่น่ากลัวยิ่งกว่า ได้แก่ สังคมที่ผูกขาดคำตอบ โดยไม่มีคำอธิบาย


เงยหน้าขึ้นดูเห็นว่ายาวเกินไปแล้วและก็เที่ยงคืนพอดี
เอาไว้ค่อยมาเติมเต็มต่อในภายหลังละกันครับ