

เสาร์-อาทิตย์นี้ หลังจากสอนเสร็จได้มีโอกาสไปเข้าวัดสำคัญ ๆ หลายแห่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ตอนที่เข้าไปนมัสการเจดีย์พิพิธภัณฑ์บรรจุอัฐิธาตุหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ณ วัดป่าเขาน้อย ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ นั้น มีบุญวาสนาได้สุนทรียเสวนาธรรมกับแม่ชีท่านหนึ่ง ตอนที่ท่านมอบหนังสือตามรอยธรรม ย้ำรอยครู หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ให้นั้น ท่านก็ถามว่า
ได้ "ภาวนา" กันบ้างไหม ?
ผมก็ตอบกันแบบอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ในลำคอไปว่า
ภาวนามานิด ๆ หน่อย ๆ ครับ ? ไม่เคยบวช ได้แต่ฝึกตามหนังสือของพระอาจารย์ต่าง ๆ ประมาณว่า วิปัสนาในชีวิตประจำวันครับพอพูดออกไปแค่นั้น
ดูเหมือนท่านจะเห็นวาระจิตวาระใจของเรา และเหมือนจะทราบว่า พวกเราต้องรีบกลับ ท่านไม่รอช้า ที่จะเข้าสู่ประเด็นที่เราต้องการทราบทันที ท่านถามว่า
เคยศึกษาธรรมเทศนาของพระอาจารย์ปราโมทย์ หรือไม่ ?
ผมตอบท่านไปว่า
เคยฝึกตามหนังสือและฟังธรรมเทศนาของท่านมานิดหน่อยครับ
ท่านได้สรุปประเด็นเปรียบเทียบการภาวนา 2 แนวทาง ระหว่างวิธีการภาวนาตามแนวทางของพระอาจารย์ปราโมทย์ และแนวทางของพระกรรมฐานสายพระป่า (สายพระอาจารย์มั่น) ให้ฟังเป็นเบื้องต้น แรก ๆ เราก็พอเข้าใจสิ่งที่ท่านพูด เหมือนยังเดินไต่บันไดตามได้ทันอยู่ แต่พอท่านกล่าวถึงธรรมะขั้นที่สูงกว่า คราวนี้ล่ะครับ สุดยอดจริง ๆ จึงขอนำมาถอดเป็นบทเรียนไว้ดังนี้ครับ
- ตอนที่ผมเริ่มต้นฝึกตนภาวนาตามแนวทางคำสอนของพระอาจารย์ปราโมทย์ โดยการอ่านจากหนังสือของท่านและจาก MP3 เสียงธรรมเทศนาของท่าน ด้วยความที่เป็นคนดิบและหยาบมากเหลือเกินทำให้ฝึกได้ค่อนข้างช้า แต่ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนมีอยู่วันหนึ่งได้ไปกราบพระอาจารย์เตี้ย ที่ท่านจำพรรษาอยู่สำนักสงฆ์ใน อ.ชุมแพ นั้น จึงเรียนสอบถามขอความรู้จากท่านว่า กระผมได้ฝึกภาวนาตาม "ดูจิต" มาระยะหนึ่งแล้ว ขอความกรุณาพระอาจารย์โปรดช่วยชี้แนะแนวปฏิบัติให้ด้วยครับ ท่านบอกว่า ก็ให้ดูจิตไปเรื่อย ๆ "ดูจนจิตมันอาย" ดูให้เกิดตาในหรือตาปัญญานั่นเอง... ในครั้งนั้นถือเป็นเหตุให้ก้าวหน้าทางธรรมอย่างมีนัยสำคัญ
- การสุนทรียเสวนาธรรมกับแม่ชีในครั้งนี้ ผมรู้สึกว่า เป็นความก้าวหน้าของการปริยัติธรรมของตนเองอีกก้าวหนึ่ง เพราะความรู้เดิมที่ผมปฏิบัติอยู่นั้น คือ การใช้สติสัมปชัญญะตามรู้กายตามรู้ใจ ให้เห็นไตรลักษณ์ ว่า สังขารขันธ์ กายกับใจนั้น เป็นกองทุกข์ล้วน ๆ ไม่เที่ยง ไม่มีความเป็นตัวเป็นตน ... หรือ กายกับใจไม่ใช่ของเรานั่นเอง แต่เราก็ต้องมีเมตตา กรุณาต่อเขาอย่างที่สุด การฝึกส่วนใหญ่เป็นการไม่ให้ความสำคัญกับกิริยาจิต โดยอาศัยตัวผู้รู้ ชำเลืองระลึกรู้ดูไปเรื่อย ๆ ...โดยแต่เดิมผมเข้าใจและปฏิบัติเพียงเท่านั้น แต่ก็เคยได้อ่านได้ฟังมาว่า "พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้" แต่ในทางปฏิบัตินั้น ผมไม่ทราบว่าทำอย่างไร จนได้รับคำชี้แนะทางสว่างจากท่านว่า จิตเดิมของเรานั้นถูกห่อหุ้มไว้ถึงสี่ชั้น ในชั้นสุดท้ายนั้นก็คือ ตัวผู้รู้ผู้ผ่องใสนี่เองเป็นตัวห่อหุ้มเอาไว้ เราต้องภาวนาฝึกออกจากตัวผู้รู้เป็นขั้นต่อไป ...

พยายามดูจิตเสมอค่ะ ขอบคุณมากนะคะ
อนุโมทนาด้วยค่ะ
สวัสดีครับ ครูอ้อย แซ่เฮ
สวัสดีครับ พี่ณัฐรดา
สวัสดีค่ะ
เป็นบุญอันประเสริฐที่ได้เรียนกับอาจารย์ ขอบคุณ กับทุกสิ่งที่ให้พวกเรา ศูนย์บุรีรัมย์
สวัสดีครับ คุณแสงประกาย
ดีใจที่ได้สอนเช่นกันครับ ถือว่ามีบุญร่วมกันนะครับ
ต้องขอบคุณผู้เรียนทุกท่านที่กรุณาพาไปวัดนะครับ
ได้เรียนรู้ธรรม (ขั้นสูง) จากแม่ชี เป็นบุญเหลือเกินครับ