นักศึกษากิจกรรมบำบัดมหิดลฝึกแบ่งปันความคิดผ่านเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งที่ 3 ผ่านการเรียนวิชาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ
บันทึกนี้ริเริ่มโจทย์ที่น่าสนใจและสะท้อนความคิดเห็นจากความรู้ภายในจิตรู้สำนึกของนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขากิจกรรมบำบัด คณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล ดังต่อไปนี้
โจทย์ที่ 1: ICF เหมาะสมกับคนไทยอย่างไร
ลปรร รอบที่ 1 (30 นาที):
- ICF (คลิกอ่านรายละเอียดที่ http://www.who.int/classifications/icf/en/) เป็นภาษาสากลที่ทุกคนควรรู้และทำความเข้าใจองค์ประกอบของการทำหน้าที่ของร่างกายและการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมในสถานการณ์ชีวิต รวมถึงปัจจัยส่วนบุคคลและสิ่งแวดล้อม ภายหลังจากได้รับผลกระทบด้านสุขภาพและความพิการ
- นักวิชาการและบุคลากรทางการแพทย์ไทยควรทบทวนและคัดเลือกบางประเด็นของกรอบความคิด ICF มาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้วยภาษาง่ายๆ แก่ประชาชนไทยทั่วไป โดยเฉพาะอาจพิจารณาให้ประสมประสานกับการใช้ พรบ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2552
- เป็นรหัสที่มีหลักการสำหรับวงการแพทย์ และถือเป็นความลับของข้อมูลเฉพาะผู้รับบริการทางการแพทย์ หรือสามารถเปิดเผยได้ในระดับการยินยอมของผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล หรือโดยการให้คำวินิจฉัยทางกฎหมาย
- ข้อมูลบางอย่างอาจซับซ้อนเกินกว่าจะนำมาใช้ทางคลินิก แต่บางข้อมูลน่าจะศึกษาวิจัยให้สอดคล้องกับความคิด ความเชื่อ และวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตของประชากรไทยแต่ละระดับ เช่น สุขภาพดี เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย บกพร่องทางร่างกาย/จิตสังคม เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ พิการรูปแบบต่างๆ เป็นต้น
- การปรับเปลี่ยนความคิดเรื่อง "ความเสมอภาพระหว่างผู้ที่มีและไม่มีความพิการ" ต้องอาศัยความร่วมมือในหลายๆภาคส่วนของการพัฒนามนุษย์ ทั้งทางการแพทย์ การศึกษา และอื่นๆ
โจทย์ที่ 2: ชาวบ้านจะให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมสุขภาพได้อย่างไร
ลปรร รอบที่ 2 (30 นาที):
- ชาวบ้านไม่สามารถสื่อสารความต้องการหรือไม่มีโอกาสพัฒนาความรู้ความเข้าใจในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ
- ความต้องการที่มากเกินไปของชาวบ้านจนถึงผู้ร่างนโยบายส่งเสริมสุขภาพ อาจส่งผลให้เกิดกรอบความคิดที่สวยงาม แต่ไม่การสำรวจแนวทางการประยุกต์ใช้ที่จำเป็นหรือมีประสิทธิผลตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและแบบอย่างที่ดีของในหลวง
- ความเชื่อในการพึ่งพาสุขภาพของตนเองกับบุคลากรทางการแพทย์ ยังท้าทายกับคนไทยรุ่นใหม่ว่าจะมีกระบวนการส่งเสริมให้รู้จักจัดการสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีด้วยตนเองได้แค่ไหนอย่างไร
- นักวิชาการมีความมุ่งมั่นที่จะศึกษาวิจัยประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพ แต่ชาวบ้านพบความยุ่งยากในการนำสาระเฉพาะมาก่อให้เกิดรูปธรรม
- วงการศึกษาและวงการสาธารณสุขยังไม่ได้มีระบบการให้ความรู้เรื่องการส่งเสริมสุขภาพได้ทั่วถึง เช่น การปลูกฝังให้นักเรียนประถมดูแลสุขภาพตนเองและผู้อื่น มากกว่า การเล่นพลศึกษาที่อาจส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มที่สนใจ แล้วกลุ่มที่สนใจทำกิจกรรมอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพนอกเหนือจากการเล่นพลศึกษาจะทำอย่างไร
โจทย์ที่ 3: บุคลากรทางการแพทย์ควรสื่อสารกับชาวบ้านให้เข้าใจสุขภาพได้อย่างไร
ลปรร รอบที่ 3 (30 นาที):
- หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโครงการส่งเสริมสุขภาพตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล จังหวัด โรงพยาบาล ฯลฯ ควรทำหน้าที่ของตนเองให้เป็นผู้บริการทุกระดับด้วยความดีงามและจริงใจในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มากกว่าทำเพื่อตนเอง (Altrulism) และทำตามแบบอย่างที่ดีตอบแทนคุณของในหลวงและทดแทนคุณของแผ่นดิน
- ประชาชนชาวไทยทุกคนควรสำนึกและยอมรับความคิดของตนเองให้เป็นกลาง เพื่อเปิดใจรับความคิดของผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่ายึดติดมากเกินไป อย่ามั่นใจมากเกินไป อย่าแบ่งชั้นชนผู้รับบริการแบบเส้นสายมากเกินไป (ลดทิฐิของตนเอง)
- การดำเนินชีวิตให้มีการส่งเสริมสุขภาพด้วยความรู้สึกช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ อาจลดช่องว่างของการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนระหว่างชาวบ้านและบุคลากรทางการแพทย์
- สื่อมวลชนควรเผยแพร่สาระที่เกี่ยวข้องกับการบริการของบุคลากรทางการแพทย์ให้เข้าถึง "ใจและความคิด" ของชาวบ้าน
- การจัดโอกาสให้มีวันรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพแห่งชาติ หรือการพัฒนาความรู้สุขภาพใกล้ตัวชาวบ้านในแต่ละภูมิภาค หรือสร้างสรรค์กิจกรรมเพิ่มสัมพันธภาพระหว่างชาวบ้านและบุคลากรทางการแพทย์ อย่างต่อเนื่อง อย่าได้ส่งเสริมตามกระแสเป็นพักๆ
- เน้นจิตวิทยาของการแนะนำปัญหาสุขภาพมากกว่าสร้างความวิตกกังวล (เพิ่มโรค) แก่ชาวบ้าน
- นโยบายด้านสุขภาพเป็นสิ่งดี แต่แนวทางการปฏิบัติที่เป็นภาษาชาวบ้านและมีผู้นำสาธิตให้ทุกฝ่ายเห็นประโยชน์ร่วมกัน (ไม่คอร์รับชั่น) เป็นสิ่งที่ดียิ่งขึ้น
- บุคลากรทางการแพทย์ ควรสร้างความรู้สึกอยากช่วยเหลือคนและภูมิใจมีความสุขในวิชาชีพที่ช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ ตั้งแต่เริ่มการพัฒนาบุคลิกภาพและความเป็นคนดีของสังคมขณะเป็นนักศึกษาทางการแพทย์
ขอออกความคิดเห็นเพิ่มเติมนะคะ ในส่วนที่ว่า "บุคลากรทางการแพทย์ ควรสร้างความรู้สึกอยากช่วยเหลือคนและภูมิใจมีความสุขในวิชาชีพที่ช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ ตั้งแต่เริ่มการพัฒนาบุคลิกภาพและความเป็นคนดีของสังคมขณะเป็นนักศึกษาทางการแพทย์"
ในส่วนนี้ทางมหาวิทยาลัยได้จัดให้มีวิชาMUGE 101 เรียนตั้งแต่ปี1 สิ่งที่เค้ามุ่งหวังคือ ต้องการให้นักศึกษาทุกคน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือพยาบาล หรือวิชาชีพไหนก็ตาม ให้เป็นบัณฑิตที่สมบูรณ์ แต่ผลที่ออกมา วิชานี้กลับสร้างงานและพฤติกรรม ขอไปที ให้กับนักศึกษาส่วนใหญ่ บางกลุ่มเรียนบรรยากาศเครียดมากเกินไป คนที่คิดได้ เขาก็จะสามารถพัฒนาตนได้ แต่คนที่คิดไม่ได้ เขาก็ยังคิดไม่ได้อยู่ดี เพราะฉะนั้น การเริ่มพัฒนาด้านบุคลิกภาพและจิตสำนึก ควรเริ่มมาจากครอบครัว เป็นสำคัญอันดับแรก
และทุกคนไม่ว่าใครก็ตาม ควรจะมองว่า คนเราก็เป็นคนโดยเท่าเทียม ..... ขอบคุณค่ะ
เห็นด้วยกับน้อง OT>>01 ที่ระบบการพัฒนามนุษย์จากครอบครัวเป็นสื่งสำคัญครับ ขณะเดียวกันทางมหาวิทยาลัยก็พยายามจัดการเรียนรู้เสริมในแง่การพัฒนาความคิด แต่บางครั้งเมื่อนำมาใช้กับเป้าหมายของอาจารย์และนักศึกษาที่มีพื้นฐานแตกต่างกัน ย่อมเป็นการยากที่จะทบทวนกระบวนการเรียนรู้ให้มีแนวทางคล้ายคลึงกันครับ...ขอบคุณสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ
ดีมากๆๆเลยเนื้อหานี้
ได้เข้าใจเยอะเลย
ขอบคุณครับคุณหิ่งห้อย
เห็นด้วยกับคุณPT>>01 นะครับที่ว่าควรเริ่มมาจากรอบครัว ซึ่งควรปลูกฝังตั้งแต่วัยเยาว์
หากแต่ทั้งหมดจะพึ่งจากครอบครัวไม่ได้เนื่องจากอนาคตของเยาวชนไม่ควรเปลี่ยนตามความต้องการของครอบครัว
แต่ควรเป็นไปตามความรักและความต้องการของเยาวชน ให้ทำในสิ่งที่รัก สิ่งที่ชอบ
ดังนั้นอาจารย์ก็ควรมีส่วนร่วมในการปลูกฝังถึงจริยธรรม คุณธรรมในการประกอบวิชาชีพด้วยครับ
อาจจะเป็นการสอดแทรกความคิดหรือยกตัวอย่างระหว่างที่สอน เพื่อให้มองเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญครับ
ขอบคุณมากครับคุณ SleePinGSouL สำหรับคำแนะนำในการจัดการเรียนการสอนโดยแทรกจริยธรรมผ่านตัวอย่าง