เพราะวิกฤตเป็นโอกาส จึงน่าทำโอกาสให้เกิดคำตอบที่ช่วยแก้ปัญหาวิกฤต ด้วยการทำวิจัยทางการพยาบาล

(ต่อจากตอนที่แล้ว)

เนื้อหาทางวิชาการครั้งนี้ เท่าที่ผู้เขียนจับประเด็นแบบงูๆปลาๆ แบบกบที่ออกนอกกะลา

ประเด็นสำคัญเป็นเรื่องของวิกฤตด้านต่างๆที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในทุกๆด้าน ซึ่งวิกฤตน่าจะเป็นโอกาสที่ทำให้เกิดการแก้ปัญหาด้วยการหาคำตอบทางสุขภาวะจากทำวิจัยทางการพยาบาลได้

ผู้เขียนขอดึงประเด็นคร่าวๆเท่าที่พอจับได้บ้างจากการฟังและอ่านมาเล่าต่อค่ะ

 

......................................................

เรื่องของวิกฤตต่างๆที่เกิดขึ้น มีหลายท่านที่กล่าวถึงมากมาย เช่น

ศาสตราจารย์ ดร.ศิริพร จิรวัฒน์กุล คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้กล่าวโดยสรุปว่า

เรากำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตสำคัญนานัปการ เช่น ประชากรโลกเพิ่มมากขึ้น อุณหภูมิโลกร้อนขึ้น เป็นต้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะมนุษย์ทั่วโลกและคนไทย ในหลายประการและหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางจิต ทางสังคมและทางปัญญา แม้จะยังไม่มีข้อมูลจากงานวิจัยสนับสนุนว่าวิกฤตต่างๆส่งผลต่อสุขภาวะคนไทยอย่างไร แต่ปรากฏการณ์ต่างๆทางสังคมพบเพิ่มขึ้นมาก เช่น ผู้เสียชีวิตจากโรคระบาดใหม่ จำนวนผู้ป่วยซึมเศร้ามากขึ้น เป็นต้น

ปัญหาวิกฤตดังกล่าว พยาบาลกับการวิจัยทางการพยาบาลมีส่วนช่วยได้อย่างไร?

...คำถามนี้น่าสนใจ....

 สภาการพยาบาลนานาชาติ (The International Council of Nurses หรือ ICN) กล่าวว่า การวิจัยทางการพยาบาลมีบทบาทอย่างสำคัญต่อการทำให้บุคคล ครอบครัว ชุมชนและประชากรมีสุขภาพและสวัสดิภาพที่ดี  ลดความไม่เท่าเทียมทางสุขภาพ (Health inequality) การวิจัยทางการพยาบาลครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การบำบัดและการฟื้นฟูสุขภาพ  ทั้งนี้ ICN ได้จัดลำดับความสำคัญอย่างกว้างๆของการวิจัยทางการพยาบาลไว้ 2 ประเด็น คือ ประเด็นสุขภาพและความเจ็บป่วย และประเด็นการให้บริการสุขภาพ

ในภาวะปกติการวิจัยทางการพยาบาลที่ครอบคลุมประเด็นดังกล่าว ก็ทำให้บุคคล ครอบครัว ชุมชนและประชากรเข้าถึงการพยาบาลที่มีคุณภาพ และมีสุขภาวะที่ดีได้  แต่ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ การวิจัยทางการพยาบาลควรต้องพัฒนาอะไร และนักวิจัยทางการพยาบาลต้องเพิ่มสมรรถนะใด เพื่อให้คนไทยฝ่าวิกฤตินี้ไปได้...

 

 ข้อเสนอแนะที่อาจารย์ให้ความสำคัญ คือ

1. ทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ชัดเจน ระบุปัญหาที่มีความเฉพาะในบริบทและเป้าหมาย เพื่อการหาวิธีจัดการสร้างสุขภาวะที่มีความจำเพาะ และได้ผลกับกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง การจะทำความเข้าใจเช่นนั้นได้ การวิจัยทางการพยาบาลต้องไม่จำกัดตนเองอยู่ในศาสตร์เดี่ยวๆ เช่น ศาสตร์ทางการพยาบาล วิทยาศาสตร์สุขภาพเท่านั้น

2. การวิจัยทางการพยาบาลจะต้องมีเป้าหมาย เพื่อการสร้างความเข้มแข็ง มั่นคงทางสุขภาพ (health security) ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน ทั้งที่อยู่ในภาวะปกติและภาวะเจ็บป่วย

3. ต้องสร้างองค์ความรู้และ/หรือนวัตกรรมที่แสดงความเป็นเลิศทางการพยาบาลด้วยวิธีวิจัยที่เข้มแข็ง มีคุณภาพที่ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ผู้สูงอายุ ผู้หญิง ผู้ชาย ผู้หลากหลายเพศและเด็กเข้าถึง ใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นธรรม (equity) และเท่าเทียม(equality)

4. ต้องทบทวนแนวคิดการวิจัยพัฒนาต้นแบบ(Prototype) แล้วขยายผลทั่วประเทศว่ามีข้อจำกัดและใช้ได้อย่างเป็นสากลจริงหรือไม่ อย่างไร จะตอบสนองความหลากหลายในสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

5. ต้องนำเสนอข้อความรู้ บทเรียน ความคิดและวิธีการเชิงบวกเพื่อสร้างความเข้มแข็ง มั่นคงทางจิตใจ และอารมณ์ นำผู้คนหลุดจากความรุ่มร้อน การแข่งขันที่บีบรัดเข้าสู่ความสงบและสันติ

6. การวิจัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการ และการพยาบาลในภาวะที่มีภัยพิบัติ(Disaster nursing)ต่างๆ สำหรับสังคมไทยจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

..........................................

ประเด็นที่นำมาเล่า หากใครเกี่ยวข้องก็สามารถนำไปเป็นแนวทางได้ค่ะ  สำหรับผู้เขียนนั้นในเบื้องต้นขอเพียงแค่เล่าให้ฟังก่อนดีกว่า...

(แล้วจะนำมาเล่าต่อค่ะ ยังมีอีกมากกก....)