เช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา ตรงกับวันกำหนดฌาปนกิจศพน้าบ็อก (ชายพิการแขนและมือลีบที่เสียชีวิตเนื่องจากการพลัดตกน้ำในวันลอยกระทงที่ผ่านมา) หลานชายวัยรุ่นคนหนึ่งผู้ซึ่งเป็นญาติครูแอนขับมอเตอร์ไซค์มาที่บ้านครูแอนเพื่อมาฝากขนมส่งไปขายที่โรงเรียนครูป้าเพ็ญ พ่อครูแอนนั่งจิบน้ำชายามเช้าที่หน้าบ้านมักจะให้ความสนใจเจ้าหลานชายคนนี้ทุกครั้งที่เขามาฝากขนม มาเช้าวันนี้พ่อเล่าให้พวกเราฟังว่า ที่ขาของเจ้าหลานชายคนนี้มีรอยปานดำตรงตำแหน่งเดียวกันกับที่พ่อได้ป้ายสีดำของมีดหม้อลงไปที่ขาของลุงแท้ๆ ของเขาซึ่งเสียชีวิตไปนานแล้วเมื่อครั้งที่ลุงของเขายังอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์และเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ในตำแหน่งนี้ด้วยเช่นกัน (ตามคำร้องขอของคุณตาของลุงซึ่งก็คือคุณทวดของเจ้าหลานชายคนนี้นั่นเอง) .....มันช่างอยู่ที่ตรงตำแหน่งเดียวกันเด๊ะเลย...นะนั่น....นั่นคือความเชื่อที่คนโบราณเขาเชื่อกันว่าถ้าทำเครื่องหมายใดๆไว้กับคนตายด้วยการป้ายมีดหม้อลงไปบนร่างกายของคนตายนั้นแล้ว หากเมื่อเขากลับมาเกิดใหม่อาจจะเห็นสัญลักษณ์นั้นๆ ไว้โดยให้เห็นเป็นปานดำหรืออื่นอันใดเหล่านี้เป็นต้น เพื่อให้ทราบว่าเป็นคนๆ เดียวกันนั่นเอง..... ข้อนี้ครูแอนไม่ขอแย้งต่อตามหลักทางการแพทย์เกี่ยวกับการเกิดปานแดง ปานดำต่างๆ หากแต่นำมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อของคนโบราณในสังคมชนบทเท่านั้น .....คนในครอบครัวหลานชายคนนี้เขาทราบเรื่องนี้มาก่อนนี้แล้ว แต่มันก็น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
เมื่อหลานชายกลับไปแล้วครูแอนก็ขับรถมาโรงเรียนตามปกติ เอ...แต่น้ำที่เอ่อขึ้นมาจากสองข้างทางที่เกือบจะถึงพื้นถนนขับรถมาเนี่ยสิ...เริ่มมีปัญหาให้ขบคิดว่า “แล้วตอนเย็นมันจะขึ้นมาถึงรึปล่าวหว่า....จะขับรถกลับได้มั๊ยเนี่ยเย็นนี้” แต่วันนี้เดิมทีก็ทราบแล้วว่าตนเองมีคาบว่างจากการสอนในช่วงบ่าย เลยวางแผนที่จะขอนุญาตมาร่วมงานเผาศพซึ่งเป็นการร่วมกิจกรรมในหมู่บ้านตามปกติ แต่เมื่อไปถึงโรงเรียนกลับพบว่านักเรียนมาโรงเรียนบางตากว่าปกติ อาจจะด้วยสาเหตุที่ฝนกระหน่ำมาทั้งคืนก็ว่าได้นักเรียนเลยเดินทางมาลำบาก นร.และคุณครูที่มาโรงเรียนก็ทำการเรียนและสอนกันตามปกติ มาถึงคาบที่ 2 ทางฝ่ายกิจการนักเรียนมีประกาศให้นร.ทุกคนมารวมตัวกันที่หอประชุมด่วนเพื่อฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับน้ำท่วม....เอาแล้วปิดก่อนกำหนดแน่เลย...เพราะคนขับรถรับ-ส่งนร.ในหมู่บ้านต่างๆ ต่างขับรถมารับนร.กลับกันเป็นแถว ด้วยเหตุผลว่า “น้ำขึ้นแล้วครู...หากช้ากว่านี้จะขับกลับไม่ได้”...โรงเรียนเลยต้องปิดทันทีเพื่อความปลอดภัยของนร. โดยมีคุณครูที่อยู่ในบ้านพักคอยส่งนร.กลับจนหมด ครูแอนก็เช่นกันเลยต้องขับรถกลับบ้านตามมาติดๆ กับรถรับ-ส่งนร. ก่อนเที่ยงนั่นเอง ขับมาเส้นทางเมื่อเช้าแต่ขากลับนี่น้ำมันมาเร็วมากจมล้อรถเก๋งครูแอนเลย (ขับรถมา..ใจก็ตุ๊มๆ ต่อมๆ มาตลอด ว่าจะผ่านไปได้มั๊ย เพราะน้ำเริ่มไหลเชี่ยว ข้างๆ ตรงขอบทางจะมีชรบ. และไม้ปักไว้เป็นระยะๆ เพื่อบอกตำแหน่งของขอบถนน เลยต้องทำใจว่าต้องผ่านได้สิน่า คันอื่นยังผ่านเลย...ในเมื่อมันจำเป็นแล้วนี่นา....แต่ใจก็ยังสั่นๆ อยู่ เพิ่งจะมาเข้าใจความหมายของคำว่า “สั่น..สู้” ด้วยตนเองก็ครานี้แหละ) ในที่สุดเมื่อผ่านวิกฤติตรงนั้นมาได้ โทรศัพท์กลับไปที่โรงเรียนเพื่อแจ้งเพื่อนครูว่ากลับถึงบ้านแล้วด้วยความปลอดภัย มาพบว่าที่โรงเรียนครูเพ็ญก็ปิดกะทันหันเช่นกัน
บ้านครูแอนกลายเป็นเกาะไปซะแล้วในบัดดลนั่นเอง....ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ทั้งๆ ที่มีเส้นทางถึงสี่แยกแต่ก็ไปไหนไม่ได้ซักกะทางเดียว....เฮ้อ...ใครว่าน้ำท่วมสนุก...ครูแอนขอค้านคนนึงแน่นอน...
ฝนก็ตกมาเรื่อยๆ บ่ายคล้อยแล้วถึงกำหนดการเผาศพในวัดเลยไปวัดกับครูเพ็ญ ไปถึงวัดชาวบ้านสอบถามเรื่องโรงเรียนปิดกันพัลวัน ประมาณว่า “หลบทันน่ะ....อึฉาบไปแล้วแล่ะ เท่จริงด้ายนอนโรงเรียน เบ๊อะน้ำมันมาเร็ว” (ภาษาในฟิล์มบ้านครูแอนเองค่ะ อิอิอิ = กลับมาทันนะ เกือบไปแล้วสิเนี่ย ที่จริงอาจจจะได้นอนที่โรงเรียนแล้ว ก็น้ำมันมาเร็วมาก” ครูแอนมาทันพระท่านกำลังจะเริ่มพิธีพอดี
เมื่อท่านเจ้าอาวาสเทศนา ท่านเทศนาโดยยกศาสนสุภาษิตมาอ้าง (แต่ครูแอนไม่ค่อยชอบจำ...มันจำยากอยู่นัก ) เอาแค่ว่าจับประเด็นได้ก็พอทราบว่า....เกี่ยวกับเรื่องการจากไปของชีวิตคนเราโดยสาเหตุที่มันเกิดจากเหตุและผล ผู้ที่เหลืออยู่ควรทำใจรับกับสภาพความไม่เที่ยงของชีวิตให้จงได้ เนื่องจากมันเป็นธรรมดาสามัญนั่นเอง ชีวิตคนเราอาจจะเกิดมาจากกรรมกำหนดให้มามีชีวิตอย่างไร มีได้แค่ไหน เพียงไหนนั่นเอง บางชีวิตที่ไม่อาจมีชีวิตถึงมนุษย์สมบัติก็เกิดเป็นสัตว์ต่างๆ ไป เราเกิดเป็นมนุษย์ได้แล้วก็ควรใช้ความเป็นมนุษย์สมบัติให้บังเกิดผลที่ดี อยู่ในศีลในธรรม ฉะนั้น หากคนเราจะเชื่อในกฎแห่งกรรมบ้างอาจจะไม่เกิดปัญหาทางสังคม เช่นในกรณีหลายๆ กรณีที่เป็นข่าวทั้งทางหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อต่างๆ มากนัก แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ท่านเทศน์ว่าบุคลลที่เกิดมาเป็นแม่ลูกกันได้นั้นต้องมีบุญเทียบเทียมกันจึงจะเกิดมาเป็นแม่ลูกกันได้ (ครูแอนแอบหันไปมองคุณยายแม่น้าบ็อกที่ปกติก็เห็นท่านจะเข้าวัดเป็นประจำ เป็นคนนิ่งๆ ยิ้มเนือยๆ ตลอดที่พบเห็น.....ครอบครัวนี้เขาก็ลำบากเอาการอยู่ พี่ๆ น้องๆ ของคนตายก็ค่อนข้างยากจน ไม่ได้เรียนหนังสือ ลูกชายของคุณยายก็ไม่ค่อยเอาถ่านกันเท่าไหร่นัก กระทั่งคนตายเองก็คอยแต่กินเหล้าอยู่ร่ำไปทั้งๆ ที่แขนและมือตนเองพิการ ไม่ได้ช่วยเหลือแม่ตนเองได้เลย ทั้งๆ ที่คุณยายก็แก่แล้ว...นึกแล้วให้เห็นเป็นสังเวชและกรณีชีวิต...แอบนึกให้คุณยายว่า...คงหมดห่วงไปห่วงหนึ่ง แม้คุณยายจะเสียใจกับการจากไปของลูกชายของคุณยายก็ตาม แต่คุณยายก็จะไม่กังวลใจเป็นทุกข์ใจว่าลูกชายจะอยู่ๆ ตรงไหน รถราจะชนเอามั๊ยในขณะที่ลูกชายเมาๆ อยู่เป็นประจำนั้นเอง งานนี้คนที่ไปร่วมทำบุญงานศพ ส่วนใหญ่ก็ไปกับอาการเห็นอกเห็นใจคุณยายมากกว่าใครเพื่อน) คุณยายกับน้าบ็อกคงทำบุญกันมาเทียมกัน งั้น...เมื่อเช้าเรื่องเล่าของพ่อ....ก็คงเช่นเดียวกัน ที่อาจเกิดมาใหม่ได้เพราะทำบุญมาเทียมกัน พี่สาวกับน้องชายในอดีต กลายมาเป็นแม่ลูกกัน....
ในระหว่างนั่งฟังพระท่านสวดฯ เพลินๆ หันไปเห็นเณรน้อยสามรูป ดูจะอยู่ในวัยไล่เลี่ยกันทั้งหมด

ทั้งสามท่านบวชต่อจากการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน ส่วนเณรรูปอื่นๆ สึกออกไปเรียนกันหมดแล้ว แต่ที่น่าสังเกตตรงความตั้งใจที่แตกต่างกัน หรือศักยภาพที่แตกต่างกันของท่านทั้งสามนั่นเอง รูปแรกหูท่านกางเชียวล่ะ แต่น่าสนใจตรงที่ท่านนิ่งเลยเมื่อถึงเวลาสวด ปากท่านจะสวดได้อย่างฉะฉานเช่นเดียวกับพระผู้ใหญ่ แต่อีกสองท่านจะไม่ค่อยนิ่งนัก สวดไม่ค่อยได้เท่า เณรรูปแรกจึงมักจะส่งสายตาให้กำลังใจเพื่อนในการสวดอยู่เนืองๆ ตรงไหนที่สวดได้ก็จะได้ยินเสียงสวดแจ๋วๆ ขึ้นมาเป็นครั้งๆ ไป (แอบนึกอีกแล้ว...นี่ถ้าคนเก่งๆ บวชเรียนเป็นพระแล้วเทศนาสั่งสอนชาวบ้านให้เข้าใจถึงพระธรรมที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนไว้ได้หลายๆ รูป คงจะดีไม่น้อย...เพราะครูแอนเคยได้ยินแว่วๆ จากพระท่านเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ที่ จ.ปัตตานี ซึ่งเคยเป็นเพื่อนเรียนสมัยชั้นประถมว่า พระไม่พอจำพรรษาพอที่จะทอดกฐินได้ ต้องนิมนต์พระจากที่อื่นมาจำวัดที่สำนักสงฆ์จึงจะทอดกฐินได้ เลยนึกไปโยงกับสามเณรน้อยด้วยเลย)

ออกสำรวจระดับน้ำ....ไปตรงไหน ที่ไหนก็น้ำทั้งนั้น...มันมาเร็วมาก
เสร็จจากพิธีในวัดก้เกือบเย็นแล้ว การขับรถมอเตอร์ไซค์เพื่อไปสำรวจระดับน้ำในเส้นทางต่างๆ ทั้งสี่ทิศของชาวบ้านในหมู่บ้านครูแอนจึงเริ่มขึ้น ....รวมถึงครูแอนด้วยเช่นกัน อิอิอิ....
แต่...โอ้โห...น้ำมันทะลักเข้ามาเร็วมาก เก็บข้าวของขึ้นชั้นบนกันบ้าง ฝากบ้านเพื่อนบ้านที่เป็นบ้านสองชั้นกันบ้าง บางบ้านเข้าไปความสูงครึ่งนึงของตัวบ้านชั้นแรกแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรือสวนไร่นา ปกติแล้วถ้าฝนตกหนักก็จะตัดยางในสวนยางพาราไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งน้ำท่วมสวนยางเข้าไปอีก...แย่กันเป็นพักใหญ่เลย...ยาวนานเลยทีนี้

บ้านที่กลายเป็นเกาะ และสวนยางพาราที่น้ำทะลักเข้ามาทุกพื้นที่

ภาพบนซ้าย -- เส้นทางที่ครูแอนต้องขับรถไปโรงเรียนในเวลาปกติ
ภาพบนขวา -- บริเวณกำแพงหน้าโรงเรียนครูแอน
ภาพล่าง -- เส้นทางภายในตัวอำเภอที่ยังพอเดินลุยน้ำได้ไม่อันตรายนัก
ป.ล. วันนี้ โรงเรียนครูแอนเลยต้องปิดอีก 1 วัน แต่ที่หมู่บ้านครูแอนซึ่งน้ำท่วมก่อนที่ตัวอำเภอเริ่มลดลงแล้วล่ะค่ะ.....
ส่งใจไปช่วย คนประสบอุทกภัย ครับ :)
เช่นเดียวกับพี่เอกครับ
มาชวนไปดู ครับ http://gotoknow.org/blog/yong2551/312142#1663798
เข้ามาเยี่ยมและส่งกำลังใจมาช่วยครับ
ขอให้น้ำลด ในเร็ววันครับ
มาให้กำลังใจค่ะ สู้ๆๆ
น้องครูแอน
มาอยู่ดอนฯย้านพี่ดีกว่าเร้วววว
ไม่มีน้ำท่ามเด็ดขาด
สวัสดีคะ แวะมาเยี่ยม สบายดีนะคะ
มาให้กำลังใจครับ สู้ๆๆ
สวัสดีครับน้องครูแอน
พี่มาช้าดีกว่าไม่มานะ...อิอิ...จมอยู่กับกองงานซะหลายเดือน...น้ำท่วมแถวบ้านเราถือเป็นเรื่องปกติเน๊าะ...ตามประสาเมืองชุ่มฉ่ำ...ได้ข่าวแล้วเพราะน้องที่ทำงานบ้านเขาอยู่วังใหญ่เขากลับมาบอกว่าน้ำท่วมเต็มหมด สะบ้าย้อยก็จมน้ำ...รักษาสุขภาพด้วยละกัน
โชคดีนะน้อง