ดูแลใจคนไข้ไปพร้อมกับกายเถอะค่ะ ในที่สุดแล้วคนไข้เขาจะร่วมมือเอง ไม่มีใครไม่รักตัวเองนะคะ จำไว้ๆๆๆ

เมื่อตอนเข้าไปชวนน้องป้อมทำเรื่องบันทึก ในใจก็สะกิดเรื่องระวังความกลัวของคนไข้ เคยได้ยินเองกับหูว่าอายุรแพทย์ก็พูดให้ฟังบ่อยๆว่าดุคนไข้เมื่อเห็นระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงอย่างมากมาย อันที่จริงนั้นฟังแล้วก็รู้ว่าที่อายุรแพทย์เขาดุนั้นก็ด้วยความเป็นห่วงนั่นแหละหาใช่เจตนาอื่นไม่

มีอยู่วันหนึ่งที่ฉันตามตัวเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง มาฟังผลตรวจสุขภาพ แล้วเธอก็ขอว่า "ขอหนูไปเจาะตรวจระดับไขมันหน่อย"

ถามต่อไปว่า "จะเจาะไปทำไม ไม่มีอะไรเป็นความเสี่ยงเลย ไหนตอบมาก่อนว่าทำไมจึงอยากเจาะนัก"

เธอตอบกลับว่า "หนูกลัวไขมันในเลือดสูง"

ฉันก็เลยถามว่า "กลัวไขมันสูงทำไม"

คำตอบบอกว่า "ไม่รู้ รู้แต่ว่ากลัว"

ถามย้ำกลับไปว่า "กลัวอะไรหรือ หากว่าตอบไม่ได้ก็ไม่เจาะให้ เพราะคนอยากเจาะก็ไม่รู้ว่าจะเจาะไปทำไม"

คำตอบสุดท้ายที่หลุดออกมากลับเป็นว่า "สงสัยกลัวเพราะไม่รู้"

อืม ความไม่รู้นี่สำคัญนัก แล้วที่คนไข้กลัวหมอ ก็คงเป็นเรื่อง "กลัวตอบไม่ได้ กลัวตอบแล้วไม่ถูกใจหมอ หรือกลัวสิ่งที่ตัวเองไม่รู้มั๊งเนอะ"

ออกนอกเรื่องไปซะแล้ว กลับมาที่เรื่องที่จะเล่าให้ฟังดีกว่า เผื่อว่าปัญหาของน้อง 2 คน ที่พบคนไข้เบาหวานน้ำตาลสูงแล้วไม่ยอมนอนร.พ. ไม่ยอมมาหาหมอ แล้วไม่รู้จะพูดให้ยอมได้ยังไง ทำวิธีที่เล่าไว้ที่นี่ไม่ได้ ก็ลองนำวิธีนี้ไปใช้ดูหน่อยมั๊ย


เป็นเรื่องเล่าจากน้องต้อย พยาบาลชำนาญการ จาก ร.พ.ชัยบุรีค่ะ

คนไข้หญิงรายหนึ่ง อายุราว 45 ปี น้ำตาลในเลือดสูงอยู่ที่ 200 มก./ดล.หรือ 300 มก./ดล. ตลอดมา  เธอมีอาชีพขายผลไม้จำพวก มะม่วง แตงโม

ถามเรื่องการกินว่า "กินผลไม้หรือเปล่า คิดว่าวันนี้น้ำตาลขึ้นสูงเท่าไร" 

"เงียบ" คนไข้ไม่ตอบ หรือมักจะตอบว่า "ไม่เคยคิดก่อนมาหาหมอ หมอให้มาก็มา"

ทุกครั้งที่มาก็สอนสุขศึกษาให้ แต่ไม่เคยได้ผล คราวหนึ่งลองใหม่ได้ไอเดียว่า น่าจะทำให้คนไข้เห็นภาพอะไรสักอย่าง จึงนำผลเลือดกลับมาคิดกราฟ เป็นกราฟค่าน้ำตาลและค่าความดันเลือดแล้วส่งให้คนไข้ดู คนไข้ทำหน้าเฉย

ต่อมาคิดได้ว่า น่าจะให้เห็นภาพที่แสดงแนวโน้มได้ คราวต่อมาก็ให้คนไข้ดูกราฟซึ่งทำขึ้นใหม่ทำให้มีภาพยิ้มและร้องไห้เปรียบเทียบระดับน้ำตาลและความดันเลือดประกอบกราฟไปด้วย เวลาบอกระดับน้ำตาลก็ให้คนไข้ดูภาพไปด้วย (ผลระดับน้ำตาลที่ได้ของคนไข้จะเป็นภาพร้องไห้ตลอด)

มีวันหนึ่งถามคนไข้ไปว่า "อยากได้รูปภาพแบบไหน"

คนไข้ก็ตอบออกมาว่า "อยากได้ภาพยิ้ม"

เดือนหนึ่งต่อมา คนไข้มาตรวจอีกครั้ง ระดับน้ำตาลลดลงไปได้แล้ว

เมื่อถามไปว่า "คิดอย่างไร"

คนไข้ตอบมาว่า "อยากได้้ผลเลือดของตนเป็นรูปยิ้ม"


นี่เป็นการคุยกับคนไข้รูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้คนไข้ได้รับรู้ โดยไม่ต้องดุคนไข้ เซ้าซี้คนไข้ให้เขากลัวหรือละอายตัวเองนะ ลองเอาไปใช้นะคะน้อง

อย่าลืมประเมินบริบทคนไข้เรื่องความกลัวหมอนะคะ

หมอของเขา ไม่ได้มีแต่แพทย์นะคะ ใครๆที่อยู่ร.พ.นะ หมอของเขาทั้งหมดเลย

ดูแลใจคนไข้ไปพร้อมกับกายเถอะค่ะ ในที่สุดแล้วคนไข้เขาจะร่วมมือเอง

ไม่มีใครไม่รักตัวเองนะคะ จำไว้ๆๆๆ