เพื่อนชาวอเมริกัน ให้หนังสือมาอ่านเล่มหนึ่ง เขียนโดย Pual Farmer เรื่อง Infections and Inequalities: The Modern Plagues ผู้เขียนเป็นแพทย์ ที่ออกไปทำงานที่ ไฮติ และบันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เสมอภาค ที่เกิดขึ้นในสังคม ไฮติ และเชื่อมโยงกับแนวนโยบายและความเป็นอยู่ของชาวอเมริกัน สะท้อนถึงปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อสุขภาพ ไม่เพียงแต่ในแง่ ตำแหน่งแห่งหนของคนในสังคม ที่จะมีความแตกต่างต่อการ Expose ต่อความเสี่ยงด้านสุขภาพ แต่ยังมองถึง Social Response ที่มีต่อกลุ่มคน ที่กระทบต่อความเป็นอยู่ที่ดีและความเจ็บป่วยของคน
ผมยังอ่านหนังสือนี้ไม่จบ แต่คิดถึงความพยายามในการสร้างหลักประกันทางสุขภาพ ในระบบบริการสุขภาพของเรา ที่ได้ใช้กลไกทางการเงิน การคลัง เข้ามาจัดระเบียบ ให้เกิดหลักประกันสุขภาพแก่ประชากรโดยถ้วนหน้า (Universal Coverage) ซึ่งนับเป็นความพยายามที่ประสบความสำเร็จมาก อย่างไรก็ดี ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มีจำนวนไม่น้อย ที่ ไม่มีแม้แต่โอกาส ที่จะได้นับผลประโยชน์จากการมีสิทธิอันนี้ และมีอีกบางส่วนที่บังเอิญเกิดมาโดยไม่มีใบเกิด ไร้สัญชาติ ก็ไม่อาจได้รับสิทธินี้ คนแก่เฒ่า ผู้พิการ เด็กกำพร้าที่ต้องอยู่กับตา ยาย ฯลฯ แม้คนเหล่านี้มีสิทธิใช้บริการ แต่ ขาดการเข้าถึงบริการ
ในพื้นที่ของท่าน มีคนเหล่านี้อยู่มากน้อยเพียงใด อยู่ที่ไหนบ้าง ท่านมีแผนที่จะเอื้อให้เขามีหลักประกันสุขภาพอย่างไร เครือข่ายสังคมในชุมชนมีบทบาทอย่างไร ที่จะช่วยเหลือเกือกูลคนเหล่านี้ องค์กรส่วนท้องถิ่น ตระหนักและนำประเด็นเหล่านี้ไปถกเถียง วางแผนแก้ปัญหากันหรือไม่ ท่านเคยเอาข้อมูลในแฟ้มครอบครัว ประกอบกับข้อมูลที่คุณหมอโกมาตร เขียนเป็นตำราไว้ มาใช้ประกอบการประเมินสถานการณ์และนำเสนอเข้าที่ประชุมทีมสหวิชาชีพของท่าน ที่ PCU เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาที่เชื่อมโยงสู่ครอบครัวและชุมชน หรือไม่ อย่างไร?
ขอให้ทุกท่านกรุณาทำการบ้านเรื่องนี้และส่งกรณีศึกษามา คนละ 1 กรณี บอกถึงสถานการณ์ปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาที่ท่านทำอยู่ ขอให้ใช้ประสบการณ์จริงในชุมชนของท่านนะครับ
ผมหวังจะได้รับคำตอบของ การบ้านชิ้นนี้ ภายในสิ้นเดือนนี้ นะครับ
ขอบคุณมากครับ
ชนินทร์
ก็กะว่าจะรอให้อาจารย์กลับมาก่อนครับค่อยตอบกลัวจะไม่มีคนอ่านครับเลยรอก่อน(ไม่ทราบว่าเหตุผลนี้พอเข้าท่าไหมครับ) ในชุมชนทั่วๆไปก็จะมีประชาชนที่เป็นบุคคลด้อยโอกาส ทั้งที่ไม่มีสิทธิ เช่นคนต่างด้าว หรือผู้ที่มีสิทธิแต่ไปใช้สิทธิไม่ได้เนื่องจากลำบากด้วยการเดินทางเช่นไม่มีผู้พาไป รพ.หรือแหล่งที่เขาจะมีโอกาสใช้สิทธิ เช่น คนแก่ เดินทางลำบาก ไม่มีลูกหลานพาไป ญาติไม่มีเวลาแค่เวลาหาข้าวให้กินก็นับว่าบุญแล้ว หรืออีกกรณีคือมีสิทธิแต่ไม่รู้ว่าสิทธิมี(งง มั้ยครับ คือไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองก็มีสิทธิที่จะได้รับบริการนั้นๆได้)เช่น ผู้พิการด้านสมองอันนี้ชัดเจนว่า ไม่มี่ทางที่เจ้าตัวจะรู้ถึงสิทธิตัวเองได้แน่นอน แต่ก็มีบางกรณีที่ไม่พิการทางด้านสมองแต่ ไม่มีโอกาสรับรู้ว่าตัวเองมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้แม้แต่ จนท.สา,สุขเราเองก็ไม่รู้ว่าจริงๆเขาก็มีสิทธิที่จะไดรับการดูแลที่ดีกว่านี้ ทั้งที่พวกเราก็ใส่ใจในการดูแลประชาชนในcatchment’s area อย่างเต็มที่แล้ว คนกลุ่มนี้มีปริมาณไม่มาก ไม่ถึง1% แต่หากเราได้เข้าถึง และได้ช่วยเขาเหล่านี้ได้ก็น่าจะเป็นบุญทั้งกับเขา และเรา นะครับ มีกรณีตัวอย่าง "นายตั้มผู้พิการที่ไม่เคยถูกทอดทิ้ง มากว่า 10ปี แต่..." เขาได้รับอุบัติเหตุมาประมาณ 10ปี จากการตกจากหลังคารถนักเรียน fracture of T spine and spinal cord injury ทำให้ลำตัวท่อนล่างขยับไม่ได้เลย เลยต้องอยู่แบบผู้พิการมาตลอด โดยที่อาศัยอยู่กับตา ยาย(เป็นประธาน อสม.ของตำบล ฉะนั้น จนท.เราก็รู้จักครอบครัวนี้เป็นอย่างดี)ล่าสุดคุณยายเสียชีวิตไปเมื่อ 3ปีก่อน จึงเหลือเฉพาะ ตั้มอายุ 29ปี กับคุณตาอายุ 70ปี ตั้มใช้ชีวิตอยู่บนเตียงคู่กาย(คู่ใจ) กิน นอน อึ ฉี่ ทุกอย่างอยู่ที่เตียง และอยู่ชั้น2 ของบ้าน จะดีก็แต่เวลาตั้ม ทำธุระเสร็จก็จะเก็บใส่ถุง รอให้ตา(ตั้มเรียกว่า พ่อ)มาเก็บไปทิ้ง ส่วนอาหารคุณตาก็จะเตรียมไว้ข้างๆ ตั้งแต่เช้าแล้ว ออกไปทำนา ทำงาน เย็นค่อยกลับมาพบกันอีกที การช่วยเหลือที่ตั้มได้รับตั้งแต่รถเข็นโยก รถเข็นนั่ง ก็ได้รับมาหมด จากสงเคราะห์จังหวัดบ้าง กาชาดบ้าง แต่ไม่เคยได้ใช้เลยเพราะขึ้นรถเข็นไม่ได้ไม่มีแรงขึ้น เลยใช้ประโยชน์ไว้เป็นที่เก็บของใช้ประจำบ้าน และล่าสุดตั้มก็ได้เงินเดือนละ500 บาทกับเขาด้วยในฐานะผู้พิการ แล้วอย่างนี้ก็แสดงว่าเขาน่าจะได้รับสิทธิที่พึงจะได้รับโดยสมบูรณ์??? หลังจากที่ทีมสุขภาพอำเภอเราออกดูแลเครือข่าย(โครงการCUPละล้านที่ส่งพวกเรามาเรียนนี่แหละ) ออกเยี่ยมเครือข่ายได้เจอcase หลายคำถามจึงพรั่งพรูออกมาว่า ตั้มจะช่วยเหลือตัวเองได้เท่านี้จริงหรือ? รถเข็นที่ได้มาใช้ประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้นอกจากเก็บหมวกกันน็อก เก็บของหรือ? ผู้พิการอยู่บ้านคนเดียวแถมอยู่บนชั้น2 ถ้าไฟไหม้ล่ะ? อีกหลายคำถามที่รอคำตอบ ...ยังไม่มีคำตอบ คำถามสุดท้าย แล้วเราจะช่วยเขาได้อย่างไร? จึงเริ่มต้นที่การเชิญผู้ที่คาดว่าจะเกี่ยวข้อง เช่น กายภาพบำบัด ได้คำตอบว่าน่าจะช่วยให้เขาใช้รถเข็นได้ ลุกออกเตียงได้ แต่ต้องฝึกกำลังกล้ามเนื้อแขน ต้องลดน้ำหนักเพราะตัวอ้วน (ก็มีแต่กินกับนอน) อบต.เอารถเข็นไปเปลี่ยนยางให้ใหม่ ซ่อมใหม่ ทำทางลาด ที่ชั้นล่างเพราะต่อไปจะต้องพาลงไปอยู่ชั้นล่าง ข้างบน อันตราย หมออนามัยต้องหมั่นมาดูพัฒนาการ การฝึกกล้ามเนื้อ ลดความอ้วน คุณตา เตรียมแคร่ไว้ชั้นล่าง เตรียมเก็บกวาดพื้นที่ให้สามารถเข็นรถได้สะดวก
;แนบfile รูปไม่เป็นครับ ทำยังไง?ขอส่งทาง mail ละกันครับ
เรียน อาจารย์
กำลังดำเนินการแก้ปัญหาผู้ด้อยโอกาสในบริบทมุสลิมอยู่ครับผม
เป็นกำลังใจให้อาจารย์สุขภาพแข็งแรงไวไวนะครับ
กฤษฎิ์
เรียนอ.ชนินทร์ ขอส่งกรณีศึกษาของรพ.ท่าตูม 1รายค่ะ เป็นเรื่องเล่าจากนักจิตวิทยา
ผู้ป่วยชายไทยอายุ45ปี รูปร่างสมวัย สถานภาพโสด ไม่สวมเสื้อ มีเพียงกางเกงขาสั้นมอมแมม สภาพขาดรุ่งริ่งจนแทบไม่ได้ปิดอวัยวะเพศไว้ได้เลย เคยมีประวัติการรักษาอาการทางจิตจากโรงพยาบาลจิตเวชมาหลายแห่ง รวมระยะเวลารักษาไม่น้อยกว่า 20 ปี แต่อาการไม่ดีขึ้น ยังคงมีอาการเฉยเมย ไม่ยอมพูดกับใคร ก้าวร้าว ทำลายข้าวของของเพื่อนบ้านอยู่บ่อยครั้ง พ่อแม่และเืพื่อน บ้านจึงช่วยกันจับผู้ป่วยล่ามโซ่เอาไว้กับเสาโรงครัวพื้นดินที่มีเฉพาะแผ่นสังกะสีเก่า ๆ มุงหลังคาไว้กันฝนเท่านั้น โดยไม่มีฝาด้านข้างทั้ง 4 ด้าน
บิดามารดาวัยชราของผู้ป่วยมีอาชีพทำนา ฐานะยากจน อาศัยอยู่บ้านไม้กลางทุ่งนาพร้อมกับหลานวัยอนุบาลอีก 2 คน บิดามารดาต้องการความช่วยเหลือในเรื่องเบี้ยยังชีพสำหรับผู้ป่วย แต่ได้รับการปฏิเสธความช่วยเหลือจากอปท. เนื่องจากไม่มีใบรับรองความพิการทางการแพทย์มายืนยันความพิการ แต่บิดามารดาและญาติ ๆ ไม่สามารถนำผู้ป่วยไปรับการประเมินความพิการที่รพ.ได้ เจ้าหน้าที่สอ.ได้ติดต่อมายังรพ.ท่าตูมผ่านนักจิตวิทยาเพื่อประสานงานขอความอนุเคราะห์จากแพทย์ช่วยออกไปประเมินและรับรองสภาพความพิการของผู้ป่วยที่บ้าน
วันต่อมาแพทย์พร้อมกับนักจิตวิทยาและเจ้าหน้าที่สอ.ได้ออกเดินทางจากรพ.ไปยังบ้านที่พักของผู้ป่วย เมื่อไปถึึงแพทย์และทีม
งานที่ไปด้วยถึงกับตะลึง ไม่น่าเชื่อว่าชายฉกรรจ์รูปร่างแข็งแรงสมบูรณ์คนหนึ่งจะมีสภาพไม่ต่างอะไรกับสัตว์เลี้ยงที่ถูกล่ามเอาไว้กับเสาไม้ที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก แพทย์และนักจิตวิทยาได้ซักประวัติการรักษาและสาเหตุที่ต้องล่ามโซ่ผู้ป่วยเอาไว้และปัญหาความต้องการของญาติ จากนั้นได้เดินเข้าไปใกล้ ๆ ตัวผู้ป่วยซึ่งไม่ได้อาบน้ำมาแล้วหลายปี แพทย์ได้ตรวจร่างกายเบื้องต้นพบว่าสุขภาพด้านร่างกายของผู้ป่วยปกติ จึงประเมินความผิดปกติไปที่ด้านจิตใจและพฤติกรรมแทน ไม่มีอาการตอบสนองด้วยคำพูดแต่อย่างใดจากผู้ป่วย ได้แต่มองหน้าทีมงานและยิ้มให้บ้างเป็นบางครั้งคราว
ผลจากการประเมินความผิดปกติด้านจิตใจและพฤติกรรม แพทย์ผู้ออกประเมินและนักจิตวิทยาได้ร่วมปรึกษากันว่าผู้ป่วยสมควรได้รับการรับรองว่ามีความพิการจริงตามสิทธิ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการและสิทธิระบบหลักประกันสุขภาพสำหรับคนพิการ
หากมองในปัญหาของผู้ป่วยรายนี้ในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่สมควรอยู่อย่างปกติสุขเหมือนคนทั่วไปแล้ว เขาควรที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่ด้วยความเจ็บป่วยที่รักษามาอย่างยาวนานนั้นไม่ต่างอะไรเหมือนกับร่างที่ไร้วิญญาณ แต่เจ้าหน้าที่ประิจำสถานีอนามัย แพทย์ได้มองเห็นถึงปัญหาและความต้องการขั้นพื้นฐานของผู้ป่วยรายนี้คือ อาหาร เพราะผู้ป่วยยังต้องดำเนินชีวิตของเขาต่อไปถึงแม้จะไม่รับรู้ว่าโลกที่เขาอาศัยอยู่มีการเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม เิงินเพียง 500 บาทต่อเดือนอาจเป็นเงินน้อยมากสำหรับบางคน แต่สำหรับญาติผู้ป่วยและหลาน ๆ แล้วมันคือเงินเดือนที่มากพอสำหนับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเรื่องปากท้องที่เป็นความต้องการขึ้นพื้นฐานของมนุษย์
ส่วนสถานการณ์ของปัญหากำลังรวบรวมอยู่ค่ะ
ส่งการบ้านผ่านmail แล้วค่ะ
ตั้มชีวิตที่ยังมีหวัง
ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เงินเดือนละ 500 บาท ไม่พอกับการยังชีพ
รัฐบาลควรมีกองทุนเฉพาะเพื่อฟื้นฟูคนยากไร้อย่างทั่วถึง
ขออนุญาตแลกเปลี่ยนกับโจทย์ที่อาจารย์ตั้งไว้นะครับ “คนไทยแต่ไร้สิทธิ” บุคคลที่เป็นคนไทยแต่ไม่มีหลักฐานการเกิด ไร้สัญชาติ อีกกลุ่มคือกลุ่มที่หนีการคัดเลือกทหาร(ในช่วงสงครามเวียดนาม ระหว่างปี พ.ศ.2500-2518) ก่อนปี พ.ศ.2523 ที่มีการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งที่ 2 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำให้ตกสำรวจการเป็นคนมีสัญชาติไทยและเมื่อมีการกำหนดให้คนไทยมีเลขประจำตัวประชาชน(National identification number) ในระหว่าง วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2527 ถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2547 คนเหล่านี้ตกสำรวจทำให้เสียสิทธิในการได้รับบริการสาธารณะที่จะต้องมีการระบุหมายเลขประจำตัวประชาชน รวมทั้งการมีบัตรประกันสุขภาพตามโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี พ.ศ.2544 ที่อำเภอบ้านโพธิ์เคยพบว่าในปี พ.ศ.2548 มีทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม หลังจากกลับมามีอาการทางประสาท หลักฐานบุคคลสูญหาย ประกอบอาชีพรับจ้างเฝ้าสวน ต่อมามีอาการคุ้มคลั่งถูกส่งตัวมาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลบ้านโพธิ์ แต่เสียชีวิตระหว่างดำเนินการพิสูจน์บุคคล งานหลักประกันสุขภาพ โรงพยาบาลบ้านโพธิ์ได้เริ่มทำการสำรวจคนไทยในกลุ่มนี้ใน พ.ศ.2549 พบว่ามีอยู่ในกลุ่มคนชราที่ตกสำรวจ กลุ่มเด็กวัดซึ่งเป็นเด็กกำพร้าหรือถูกทิ้งมีพระเป็นผู้อุปการะ หรือแม่กระทั่งพระบางรูปที่ไม่มีหลักฐานบุคคล ประมาณว่าบุคคลกลุ่มนี้น่าจะมีอยู่ไม่เกิน 100 คน การดำเนินการหลังจากการสำรวจคือต้องให้คนไทยเหล่านี้ เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์บุคคล ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ ให้บุคคลนั้น หรือญาติ/ผู้ปกครอง/อุปการะ(ในกรณีบุคคลนั้นไม่สามารถดำเนินการด้วยตัวเองเช่น เป็นคนพิการ หรือไร้ความสามารถ) ยื่นคำร้องที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น ขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านที่เจ้าบ้านรับรอง โดยรวบรวมเอกสารที่ราชการออกให้ที่เกี่ยวข้องมาแสดง(ถ้ามี) หลักฐานที่สำคัญในกรณีนี้คือพยานบุคคลที่สามารถรับรองและยืนยันตัวบุคคลนั้นได้ ถ้าหลักฐานเพียงพอสามารถที่จะยืนยันว่าเป็นคนไทยจริง ถ้าอายุไม่เกิน 7 ปีถือเป็นกรณีแจ้งเกิดเกินกำหนด นายทะเบียนอำเภอหรือท้องถิ่นสามารถเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านและกำหนดหมายเลขประจำตัวประชาชนได้เลย ถ้ากรณีบุคคลนั้นอายุมากกว่า 7 ปี หรือกรณีอายุไม่เกิน 7 ปี แต่นายทะเบียนอำเภอหรือท้องถิ่นมีข้อสงสัยไม่สามารถยืนยันได้ ให้นายอำเภอเป็นผู้พิจารณารับรอง โดยที่นายอำเภอสามารถไต่สวนหาหลักฐานเพิ่มเติมได้ หลังจากมีชื่อในทะเบียนบ้านแล้ว ให้ยื่นคำร้องขอมีบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อเป็นหลักฐานในการแสดงเพื่อใช้สิทธิในฐานะคนไทยต่อไป ในส่วนของชุมชนผู้นำชุมชนหรือผู้ที่ชุมชนให้ความเคารพนับถือเป็นบุคคลอ้างอิงที่เชื่อถือได้ในกรณีนี้ ดังนั้นถ้าเมื่อมีการสำรวจพบบุคคลไร้สิทธิก็จะมีการประสานงานกับบุคคลอ้างอิงเพื่อใช้เป็นพยานบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะได้รับการขึ้นทะเบียนสิทธิในที่สุด แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีอายุมาก การหาหลักฐานทั้งในด้านวัตถุพยาน และพยานบุคคลทำได้ยาก ยิ่งถ้าเป็นบุคคลที่มาจากต่างพื้นที่ก็จะเป็นปัญหาในการพิสูจน์การเป็นคนไทย ในพื้นที่อำเภอบ้านโพธิ์มีตัวอย่าง 2 กรณีนี้ คือกรณีแรกเป็นหญิงอายุ 62 ปี แยกทางกับสามี 30 กว่าปี ป่วยเป็นวัณโรค ไม่มีบัตรประชาชน และไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน เพิ่งกลับมาอาศัยอยู่กับบุตรสาวที่อำเภอบ้านโพธิ์ซึ่งมีสิทธิเป็นคนไทย และไม่ทราบว่ามารดาไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านและไม่มีหลักฐานการเป็นคนไทย งานประกันสุขภาพแนะนำให้ไปยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อที่นายทะเบียนอำเภอบ้านโพธิ์ ส่งเรื่องให้นายอำเภอพิจารณา นายอำเภอขอหลักฐานการเป็นมารดาและบุตร รายนี้ได้ไปตรวจพิสูจน์ DNA ที่ โรงพยาบาลรามาธิบดี นำผลการตรวจไปเป็นหลักฐาน จนได้มีชื่อในทะเบียนบ้านและมีเลขประจำตัวประชาชน ขณะนี้ได้สิทธิการรักษาพยาบาลเรียบร้อยแล้ว อีกรายเป็นชายอายุ 83 ปี ไม่มีญาติพี่น้องย้ายมาจากที่อื่น อาศัยอยู่ในวัด ไม่เคยเจ็บป่วยมาก่อนจึงไม่ได้รับบริการรักษาพยาบาล ไม่มีแฟ้มครอบครัว ไม่มีฐานข้อมูลของทั้งมหาดไทยและสาธารณสุข มีอาการเส้นเลือดในสมองตีบและเป็นอัมพาต และพบว่ามีปัญหาสมองเสื่อมจำเรื่องราวที่สำคัญไม่ได้ แต่บอกชื่อและนามสกุลได้ เบื้องต้นยังไม่สามารถหาญาติมารับรองได้ ขณะนี้โรงพยาบาลได้ส่งเรื่องให้ สถานีอนามัยประสานงานองค์การบริหารส่วนตำบลดำเนินการประกาศหาผู้ที่อาจจะเป็นญาติ ที่มีนามสกุลเหมือนหรือพ้องกัน แสดงพร้อมรูปถ่าย ในระหว่างนี้ การช่วยเหลือผ่านทางกองทุนสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาเพื่อผู้ป่วยยากไร้ (สมเด็จพระเทพฯ ทรงประทานเงินส่วนพระองค์เริ่มต้น และให้โรงพยาบาลจัดหาเพิ่มเติมเป็นกองทุนรักษาพยาบาลผู้ป่วยยากไร้ที่มารักษาในโรงพยาบาลชุมชน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538) ในกรณีที่การเข้าถึงบริการสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการ จากนโยบายของรัฐบาลให้มีการสำรวจผู้สูงอายุเพื่อให้เบี้ยยังชีพ และตั้งแต่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2552 จะมีการสำรวจและขึ้นทะเบียนผู้พิการ และจะให้เบี้ยผู้พิการ นอกจากนี้จะมีการช่วยเหลือในมิติอื่น ๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้พิการสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยที่ผู้ดูแลก็จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือทางด้านเงินทุนกู้ยืมเพื่อดูแล ทำให้ปัญหาการทอดทิ้งผู้สูงอายุและผู้พิการลดน้อยลง ในปี พ.ศ.2553 โรงพยาบาลบ้านโพธิ์จะจัดทำโครงการ Healthy 90’s หรือ สุขภาพดีในวัย 90 เริ่มจากการสำรวจประชากรที่อายุ 90 ปีขึ้นไป ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 255 คน ทั้งอำเภอ โดยจะเป็นการให้บริการเชิงรุก โดยมีแนวทางปฏิบัติไว้ว่าผู้สูงอายุที่อายุเกิน 90 ไม่ต้องมาโรงพยาบาล ทีมสุขภาพของโรงพยาบาลและสถานีอนามัยจะเข้าไปเยี่ยมที่บ้าน จัดยาถ้าเป็นโรคเรื้อรัง และให้บริการทางด้านสาธารณสุขด้านต่าง ๆ โดยที่จะถือโอกาสดูแลและเยี่ยมให้กำลังใจผู้ดูแลด้วย เป็นบริการหนึ่งที่ช่วยให้การเข้าถึงบริการสำหรับผู้สูงอายุครับ นพ.กสิวัฒน์ ศรีประดิษฐ์
สิทธิในกระดาษที่เราเรียกว่ากฏหมายหรือระเบียบมีอีกมากที่คนไทยเราเข้าไม่ถึงครับ ที่สำคัญพวกเรานี่แหละครับไม่อ่านสิทธิของเขาดีๆ บางครั้งยังทำตัว ขวาง และริดรอนสิทธิของเขาอีกด้วย มีภาพลวงตาเยอะครับในสังคมราชการไทย
ขณะนี้ในเขตอำเภอด่านขุนทด
ถือว่ามีประชาชนหลักประกันสุขภาพมนส่วนของบัตรทอง 100 %
มีบริการ 1669 แต่ยังไม่สมบูรณ์นัก
ส่วนการเข้าถึงนั้น ยังไม่ได้เต็มที่ สาเหตุที่พอจะทราบได้ น่าจะมีประมาณนี้ค่ะ
บ้านอยู่ไกล เดินทางลำบาก หรือไม่ไกลมาก แต่ไม่มีค่ารถ
ไม่มีคนพามา ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ..
จะช่วยอย่างไร..คำตอบอยู่ที่ ชุมชนต้องเข้มแข็ง สั้นๆแค่นี้ก่อนค่ะ
เพิ่งฟังอาจารย์ เรื่อง cervical carcinoma นึกได้อีกหนึ่ง ..สาเหตุคือ อาย กลัว
หรือTeenage pregnancy ที่ยังลังเล..ว่าจะเอายังไง โดยเฉพาะ Unwanted pregnancy ไม่ได้มารับคำปรึกษาหรือได้ข้อมูลเพียงพอ ก็จะไปทำแท้งที่ไม่ถูกกฎหมายมา
เดี๋ยวมีต่อค่ะ..
แม้ว่าระบบบริการสุขภาพในปัจจุบันจะมีความครอบคลุมมากขึ้น ทำให้มีความเสมอภาคในระบบสุขภาพในสังคมไทย แต่ก็ยังมีผู้ที่แม้จะมีสิทธิ์ในการใช้บริการแต่ก็ยังขาดการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพอันเนื่องมาจากข้อจำกัดต่างๆ เช่น การอยู่ในภาวะพึ่งพิงต้องอาศัยการดูแลจากผู้อื่น ภาวะเจ็บป่วยที่ไม่กล้าเปิดเผย ความยากจนที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ซึ่งในพื้นที่พบว่าผู้ที่ขาดโอกาสหลักๆประกอบด้วย กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้ป่วยทางจิตเวช กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี กลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงเป็นต้น
โดยจะขอยกตัวอย่างกลุ่มผู้พิการในพื้นที่เนื่องจากมีปัญหาในการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพมากที่สุด มีผู้พิการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจำนวน 88 ราย และยังมีผู้พิการในพื้นที่ๆยังไม่ได้รับการจดทะเบียนอีกเกือบ 200 ราย เนื่องจากไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ทำให้ไม่ได้รับสวัสดิการเงินช่วยเหลือ รวมทั้งการดูแลฟื้นฟูสมรรถภาพ
ภาคีเครือข่ายในพื้นที่จึงได้ประชุมเพื่อหาทางช่วยเหลือ โดยดำเนินการจดทะเบียนเพิ่มในกลุ่มที่มีความพิการเป็นที่ประจักษ์ มีการดูแลผู้พิการด้วยทีมสหสาขาวิชาชีพ มีนักกายภาพบำบัด ครอบครัว ชุมชน ร่วมมือกัน เช่น การออกเยี่ยมบ้านเพื่อดูแลสุขภาพและสอนทำกายภาพบำบัดให้แก่ผู้พิการและสมาชิกครอบครัว สอนการดูแลแผล ฝึกอาชีพให้ผู้พิการที่ผ่านการฟื้นฟูแล้ว นอกจากนี้ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พัฒนาการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ร่วมมือในการสร้างอาชีพที่เหมาะสมกับผู้พิการ ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ให้เงินสงเคราะห์ ช่วยบริการรถนำส่งโรงพยาบาล ให้เงินชดเชยเมื่อมานอนรพ. ครั้งละ 500 บาท เป็นต้น ก้าวต่อไปคงต้องสร้างให้ครอบครัว ชุมชน ดูแลไม่ทอดทิ้งผู้พิการ รวมทั้งการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค การดูแลรักษา ที่ต้องเริ่มมาจากบุคคล ครอบครัว ชุมชน ระบบบริการสุขภาพ ก่อนที่จะเกิดความพิการด้วย
สวัสดีครับ อาจารย์ การบ้านกำลังเตรียมส่งครับ
ชายไทยคู่อายุ 55 ปี ไปทำงานต่างประเทศ ถูกส่งตัวกลับก่อนกำหนด ไม่มีเงินชำระหนี้ บ้านและที่นาถูกยึด จึงไปทำงานรับจ้างทุกชนิด โดยเฉพาะยกของหนัก ทำให้มีอาการปวดหลังร้าวลงขา ซึ่งเรียกว่าอาการกระดูกทับเส้นประสาท ไปรักษาที่คลินิกแพทย์แนะนำให้ผ่าตัด แต่ผู้ป่วยปฏิเสธ และทำงานหนักเรื่อยมาจนกระทั่งขาอ่อนแรงจนเดินไม่ไหวจึงเข้ารักษาที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ แพทย์จึงส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลจังหวัด แพทย์ได้ทำการรักษาโดยการผ่าตัด แต่เนื่องจากพยาธิสภาพของโรคแย่อยู่ก่อนแล้ว หลังผ่าตัด อาการอ่อนแรงจึงไม่ดีขึ้น ได้รักษาด้วยวิธีการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยเฉพาะการทำกายภาพบำบัด แต่ก็ไม่สามารเดินได้ ผู้ป่วยและภรรยาจึงได้อาศัยอยู่ใต้ชายคาบ้านพักสถานีอนามัยหลังเก่าบริเวณชั้นล่าง ประมาณหนึ่งเดือนถัดมา สองสามีภรรยาก็ได้มีโอกาสต้อนรับบุตรชายอายุ 28 ปี โดยถูกส่งตัวมาจากโรงพยาบาลศูนย์แห่งหนึ่งด้วยอาการไฟฟ้าช๊อตและเกิดไฟลวกทั่วตัว ภรรยาและลูก 1 คน ก็หนีจากไป จึงต้องกลับมาอยู่กับพ่อแม่ ในสภาพบ้านที่ไม่เหมือนบ้าน พ่อก็พิการ ลูกป่วยหนัก แถมต้องพิการอีกคนในอนาคต สภาพจิตใจของผู้เป็นแม่แทบแตกสลาย แต่ด้วยจิตใจที่อดทนและต่อสู้ แม่จึงออกรับจ้างเพื่อเลี้ยงลูกและสามี ผู้ป่วยได้ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ ซึ่งทีมผู้ให้การรักษาได้ทำการรักษาทั้งสภาพร่างกายที่เจ็บป่วย และจิตใจที่อ่อนแอ แต่เนื่องจากผู้ป่วยไม่มีเงินทองในการจ้างรถไปโรงพยาบาล และมีความยากลำบากในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ทางโรงพยาบาลจึงเป็นผู้ออกมาเยี่ยมผู้ป่วยเป็นระยะ ๆ ซึ่งปัญหาทางการแพทย์ได้รับการแก้ไขดีขึ้นตามลำดับ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาทางสังคมทางโรงพยาบาลจังหวัดจึงเป็นผู้ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้
1. นายอำเภอ บริจาคเงินส่วนตัว สร้างห้องน้ำได้ 1 ห้อง และรับประสานเรื่องทื่อยู่อาศัยกับเทศบาล และปัญหาที่ดินที่ถูกยึดกับฝ่ายกฏหมายและที่ดินอำเภอ
2. พมจ. (พัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ประจำจังหวัด) ได้ให้ความช่วยเหลือเรื่อง รถเข็นโยก, เงินช่วยเหลือบางส่วน
3. โรงพยาบาลประจำอำเภอ บริจาคที่นอนและผ้าปูที่นอน
4. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลร่วมกันบริจาคสิ่งของ เพื่อความจำเป็นในการดำรงชีพ
ขณะนี้ผู้ป่วย พ่อ- ลูก ทั้งสองคน เริ่มปรับตัวได้ การดูและแผลของผู้ป่วยก็ดีขึ้นตามลำดับ เมื่อสภาพร่างกายเริ่มดีขึ้น ทางทีมงานสุขภาพได้มีการวางแผนสำหรับฟื้นฟูเป็นระยะ ๆ ที่สำคัญคือจะต้องฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ป่วยได้ดีขึ้นควบคู่กันไปด้วย จะเห็นว่าแม้ผู้ป่วย พ่อ – ลูก จะมีสิทธิการรักษาตามหลักประกันถ้วนหน้า แต่การเข้าถึงบริการก็เป็นอุปสรรค จึงต้องมีการปรับตัวของหน่วยบริการ แทนที่จะรอรับผู้ป่วยอย่างเดียว ก็มีการออกเยี่ยมบ้าน ดูแลแผล ดูแลสภาพจิตใจ รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยหลักมนุษยธรรม ซึ่งเป็นการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์จริง ๆ ก็ขอขอบคุณทีมงานสุขภาพของโรงพยาบาลและสถานีอนามัยทุกคน
นายแพทย์สมพงษ์ จันทร์โอวาท
Primary Health Care Mobile Doctor (1)
Primary Health Care Mobile Doctor (2)
ความเป็นธรรมด้านสุขภาพ
สุขภาพ หมายถึงภาวะเป็นสุขทั้งกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ ที่มนุษย์พึงได้รับอย่างทั่วถึง เท่าเทียม ทั้งนี้เพื่อให้สามารถดำรง
ชีวิตได้อย่างปกติสุข มีสุขภาวะที่เหมาะสม สังคมเอื้ออาทร ลดความรุนแรง สิ่งแวดล้อมไม่เป็นพิษ สามารถเข้าถึงบริการ
สาธารณสุขได้เสมอทั้งเรื่องการป้องกันโรค การรักษาเมื่อเจ็บป่วย และการฟื้นฟูสุขภาพหลังการเจ็บป่วย หรือเมื่อทุพพลภาพ เมื่อ
มนุษย์ทุกคนได้รับบริการ มีบรรยากาศสุขภาวะที่ดี ไม่มีคนใดคนหนึ่งถูกแบ่งแยก กีดกันออกไปจากระบบสุขภาพ เมื่อนั้นจึงจะเรียก
ได้ว่าเกิดความเป็นธรรมด้านสุขภาพขึ้น( สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ) แต่ในสภาพปัจจุบัน คนที่ไม่มีเอกสารแสดงสถานะบุคคลว่าเป็นคนไทย
เช่น กลุ่มชาวเขาบางส่วน กลุ่มคนไทยที่ถูกกันออกไปเมื่อมีการแบ่งแยกประเทศ คนไร้บ้าน เหล่านี้ไม่ได้รับการดูแลรักษาเพราะถูก
มองว่าไม่ใช่คนไทยเนื่องจากไม่มีบัตรประชาชน ทั้งที่เกิดและเติบโตในเมืองไทย นี่คือความไม่เป็นธรรมด้านสุขภาพที่ดำรงคงอยู่
ขณะเดียวกัน แม้เป็นคนไทย มีบัตรประชาชน เช่นผู้พิการ ผู้สูงอายุ เด็กและคนเร่ร่อน ที่ถูกทอดทิ้ง แต่เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่อาจ
ได้รับการรักษาที่มีคุณภาพ เช่น
- ไม่มียาที่เหมาะสมกับสาเหตุการเกิดโรค อันเนื่องจากราคายาที่สูง รัฐบาลไม่อาจจัดสรรให้ได้ ภายใต้ระบบหลัก ประกัน
สุขภาพ
- ฐานะทางเศรษฐกิจ ความยากจน เมื่อเจ็บป่วยไม่มีเงินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง มาขอรับบริการ
- ขาดการศึกษา ทำให้ไม่ทราบถึงสิทธิด้านสุขภาพ ไม่ทราบขั้นตอนการเข้าถึงบริการ
การมีสุขวิทยาส่วนบุคคลที่ไม่ดี ที่อยู่อาศัยไม่ถูกหลักสุขาภิบาล
- ความเชื่อ วัฒนธรรม เช่น เชื่อว่าการรักษาด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ ดีกว่าการรักษากับแพทย์
- การเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัยหรือคนเร่รอน การย้ายถิ่นไปเรื่อยๆ ทำให้การรักษาพยาบาลโรค
ไม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคเรื้อรัง เช่น วัณโรค เบาหวาน ความดันโลหิต
- สภาพทางสังคม สังคมไม่ยอมรับ เช่น ไม่มีญาติ ติดยาเสพติด เช่น ติดยาบ้า ติดสุราเรื้อรัง ยิ่งทำให้บุคคลเหล่านี้ห่าง
ไกลสังคมมากขึ้น ทำให้เป็นปัญหาเวลาจะเข้ารับบริการด้านสุขภาพ
-----
สถานการณ์ปัจจุบัน
โรงพยาบาลคำเขื่อนแก้ว อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร รับผิดชอบ ประชากร จำนวน 70,516 คน มีผลงานการขึ้นทะเบียน
ครอบคลุมประชากร ร้อยละ 99.97( ข้อมูล ณวันที่31 ตุลาคม 52 ) ส่วนที่เหลือที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ร้อยละ 0.03 ซึ่งมีปัจจัย
หลาย ๆด้าน ที่ทำให้การขึ้นทะเบียนไม่ครอบคลุม 100 % เช่น เกิดจากการย้ายถิ่นของประชากร แล้วไม่แจ้งที่อยู่ให้ชัดเจน จึง
ยากที่จะติดตาม มักเกิดฤดูหลังการเก็บเกี่ยว บางกรณีไม่มีแม้แต่เลขที่บัตรประชาชนซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ไม่สามารถขึ้นทะเบียน
ในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ การถูกปลดสิทธิ คนไร้สัญชาติ ฯลฯ บุคคลส่วนน้อยเหล่านี้ ยังวนเวียนอยู่ใน วงจร
แห่งความแห่งความยากจน คือ ขาดการศึกษา ยากจน และเจ็บป่วย บางคนถูกสังคมทอดทิ้ง ซึ่งจะได้เห็นเป็นประจำ
จากรายการทางโทรทัศน์ เช่น รายการ
วงเวียนชีวิต คนค้นคน เด็กเก่าหัวใจแกร่ง เป็นต้น
กรณีศึกษา
.......
ประวัติส่วนตัว
ผู้ป่วยชายไทยอายุ 66 ปี สถานภาพสมรส แยกกันอยู่กับภรรยา มีบุตร 1 คนภูมิลำเนาอยู่บ้านเลขที่ 33 หมู่ 4 ตำบลลุมพุก
อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร
ประวัติครอบครัว
ในครอบครัวมีพี่น้องทั้งหมด 6 คน ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ 3 คน คือตัวผู้ป่วย พี่ชาย และน้องชายที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานและชอบดื่ม
สุราทำให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัวอยู่เป็นนิจ
บุคลิกลักษณะนิสัย
เป็นคนหงุดหงิดโมโหง่าย พูดจาโผงผางตรงไปตรงมา หยิ่ง มีศักดิ์ศรีของตนเอง สูบบุหรี่โดยใช้ใบตองพันกับยาเส้น ประมาณ 30
มวนต่อวัน ดื่มสุราวันละ 3 เป๊ก ปัจจุบันเลิกดื่มสุราแล้ว แต่ยังสูบบุหรี่ ประมาณ 3 มวนต่อวัน มีอาชีพรับจ้างโดยทำงานไปเรื่อยๆ
เนื่องจากภรรยาและลูก ไล่ออกจากบ้าน เพราะมีนิสัยชอบขโมยของภายในบ้าน และของเพื่อนบ้านไปขายเพื่อมาซื้อสุราดื่มเป็น
ประจำ
ประวัติการเจ็บป่วย
ปลายปี พ.ศ. 2547 ได้รับอุบัติเหตุทางตา โดยตาขวาโดนใบข้าวบาดจนตาเป็นหนอง แพทย์ส่งตัวไปรับการรักษาที่โรง
พยาบาลสรรพสิทธิประสงค์อุบลราชธานี แต่แพทย์ก็รักษาไม่ได้ ทำให้ตาข้างขวาบอด
17 กุมภาพันธ์ 2549 ได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคปอด เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลคำเขื่อนแก้ว แต่ผู้ป่วยไป
รับจ้างที่ต่างจังหวัด ผู้รับผิดชอบงานวัณโรคก็พยายามติดตามตัวมารักษาต่อ โดยเริ่มการรักษาใหม่ถึง 3 รอบ ในระหว่างติดตามการ
รักษานั้นผู้ป่วยได้แพร่เชื้อวัณโรคให้กับพี่ชายทำให้พี่ชายต้องเข้ารับการรักษาโรควัณโรคจนหายขาดโดยการกินยาจนครบ
6 เดือน แต่สำหรับผู้ป่วยนั้น ยังขาดยาทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง
5 มีนาคม 2550 เข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลคำเขื่อนแก้ว ด้วยโรควัณโรคปอด แต่เนื่องจากเป็นจากการกลับเป็น
ซ้ำโรคเดิมแพทย์ ให้การรักษาด้วยสูตร CAT 2 ซึ่งผู้ป่วยจะต้องได้รับการรักษาทั้งยากินและยาฉีดอย่างต่อเนื่อง 8 เดือนตามแผน
การรักษาอย่างครบถ้วน แต่เนื่องจากผู้ป่วยเองไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง จึงทำให้การติดตามดูแลผู้ป่วยไม่ต่อเนื่อง ตลอดจนไม่มีญาติ
คนใดรับดูแลผู้ป่วยเลย ทำให้เกิดคำถามว่าเราทีมสุขภาพของศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลลุมพุก จะดูแลผู้ป่วยรายนี้ให้หายขาด
และไม่แพร่เชื้อวัณโรคสู่ชุมชนได้อย่างไร ดังนั้นทีมดูแลจึงได้ประสานงานกับ ผู้นำชุมชน อสม. และประชาชน ทั้ง 3 หมู่บ้าน
ประกอบไปด้วยบ้านขี้เหล็ก บ้านร่องคำ และบ้านสมสะอาด และคณะครูโรงเรียนวุฒิศักดิ์คุรุราษฎร์อุปถัมภ์ พร้อมทั้งเจ้าอาวาสวัดขี้
เหล็กใหญ่มาร่วมระดมสมอง และแสดงความคิดเห็น ในการมีส่วนร่วมดูแลผู้ป่วยรายนี้ ที่สำคัญที่สุดนั้น คือเน้นที่การให้ผู้ป่วยมีที่
อยู่อาศัยที่ปลอดภัย ได้รับการรักษาที่ต่อเนื่อง และการป้องกันการแพร่เชื้อวัณโรคเข้าสู่ชุมชน
จากการทำประชาคมในครั้งนี้ทำให้เกิดกระท่อมรวมน้ำใจขึ้นมา 1 หลังโดยที่ทุกภาคส่วนในชุมชนร่วมบริจาควัสดุ และ
อุปกรณ์ในการก่อสร้างและผู้นำชุมชนตลอดจน อสม.และประชาชนในหมู่บ้านมาสร้างกระท่อมหลังนี้ขึ้น และทางวัดได้ดูแลเรื่อง
ข้าวปลาอาหารของผู้ป่วยทุกวัน ทำให้การรักษาผู้ป่วยในรอบนี้บรรลุวัตถุประสงค์ของการดูแลผู้ป่วย คือได้รับยาครบตามกำหนด
อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เสียงสะท้อนจากชุมชนและเจ้าหน้าที่ซึ่งคอยติดตามให้การดูแลภายหลังได้รับการรักษานั้น
ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และยังได้กำลังใจอย่างใกล้ชิดจนผู้ป่วยครบตามแผนการรักษาและได้รับการตรวจซ้ำว่าหายจากการ
ป่วยเป็นวัณโรคเมื่อ 21 พ.ย. 2550
ด้วยความไม่แน่นอนของชีวิตของคนเรา กระท่อมที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่ได้ถูกรื้อทิ้งโดยน้องชายของผู้ป่วยเองเพราะมีเรื่อง
ทะเลาะกันอยู่เกือบทุกวันและได้ให้ผู้ป่วยไปอยู่กระท่อมปลายนาคนเดียวซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านไปประมาณ 3 กิโลเมตร ทำให้ผู้ป่วย
เที่ยวเร่ร่อนไปเรื่อยๆอีกครั้งหนึ่งแต่ช่วงตอนเย็นจะกลับไปนอนที่กระท่อมกลางนาทางลัดไปบ้านดอนเขืองและต่อมาหลานชายและ
หลานสะใภ้ถูกไล่ออกจากบ้านมาอยู่กระท่อมปลายนาทำให้ ผู้ป่วยไม่มีที่พักอาศัยจำต้องนอนพักที่โค่นต้นไม้ข้างกระท่อมปลายนา
ต่อมาผู้ป่วยมีไข้สูง ญาตินำส่ง โรงพยาบาลคำเขื่อนแก้ว ที่หอผู้ป่วยในชายของโรงพยาบาลคำเขื่อนแก้ว แต่เนื่องผู้ป่วยมีอาการติด
เชื้อรุนแรงเกินขีดความสามารถของโรงพยาบาลคำเขื่อนแก้ว แพทย์ผู้รักษาจึงตัดสินใจส่งตัวไปรักษาที่ โรงพยาบาลยโสธร ในช่วง
ที่รับการรักษาที่โรงพยาบาลยโสธร ตามแผนการรักษาของแพทย์ผู้ป่วยต้องเจาะคอเพื่อช่วยชีวิตและรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาล
ยโสธรเป็นเวลา 1 เดือน จึงถูกส่งตัวกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาล
คำเขื่อนแก้วเมื่อพ้นภาวะวิกฤตและได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากทีมสุขภาพของโรงพยาบาล
คำเขื่อนแก้ว จากสภาพที่คนป่วยที่ได้รับการให้อาหารทางสายยางและมีแผลกดทับจนผู้ป่วยสามารถ ช่วยเหลือตนเองได้ในกิจวัตร
ประจำวันได้เป็นอย่างดีเป็นเวลา 7 เดือน มีนาคม 2552 – กันยายน 2552 และทางหอผู้ป่วยในชายได้ประสานงานมายังศูนย์
สุขภาพชุมชนตำบลลุมพุก เพื่อเตรียมครอบครัวและชุมชนในการกลับบ้านของผู้ป่วยอีกครั้ง
เมื่อมาถึงตอนนี้หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศูนย์สุขภาพชุมชนตำบลลุมพุก ก็คือการประสานงานเพื่อจัดหาที่อยู่ที่ปลอดภัยและมีผู้
ดูแลเรื่องอาหาร จึงได้มีการทำประชาคมของ 3 หมู่บ้านขึ้นอีกจำนวน ถึง 3 รอบ เพราะยังมีข้อขัดแย้งในตัวของสมาชิกในชุมชนเอง
และยังไม่มีใครที่จะยอมรับในตัวผู้ป่วย เพราะสมากชิกชุมชนยังยึดติดอยู่กับอดีตที่เคยทำกระท่อมให้แล้วแต่ก็ยังถูกรื้อทิ้ง แต่ในที่
สุดก็มีญาติของผู้ป่วยเองซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกันอนุญาตให้ผู้ป่วยอาศัยอยู่ด้วย โดยมีคณะผู้นำและแพทย์ประจำตำบลเป็นผู้ดูแลใน
การจัดทำที่พักให้ซึ่งเป็นใต้ถุนยุ้งข้าวเอาเตียงไปวาง มีผ้าบังแดดบังฝน และกางมุ้งเวลานอนเพื่อป้องกันยุงกัด และอาสาเป็นผู้ดูแล
เรื่องอาหารและเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มให้ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกครั้งหนึ่งแต่ในการดูแลครั้งนี้ ญาติมี
เงื่อนไขว่า ตัวผู้ป่วยเองต้องไม่ดื่มสุรา และไม่สูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด
และทางทีมเจ้าหน้าที่ ก็ได้ออกติดตามดูแลผู้ป่วยทุกเดือนเพื่อประเมินสภาวะสุขภาพของผู้ป่วยและส่งเสริมและเสริมสร้างกำลังใจ
ญาติผู้ดูแลเพื่อให้มีความภาคภูมิใจที่จะดูแลผู้ป่วยต่อไป
จากการประเมินสภาวะสุขภาพของผู้ป่วยครั้งล่าสุด ผู้ป่วยมีความสุขตามอัตภาพ มีขวัญและกำลังใจที่ดี มีความพึงพอใจ
กับสภาพความเป็นอยู่ในปัจจุบัน
ผมส่งการบ้านให้อาจรย์ครับ ในนาม...เขื่อนแก้วครับ
อาจารย์ครับ Primary Health Care Mobile Doctor ได้รับรางวัลจาก สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (สพช.) ด้านแพทย์เวชศาสร์ครอบครัวและการบริการปฐมภูมิ ได้ไปดูงาน Primary Care ที่ สิงคโปร์ 21-22 ธันวาคมนี้ครับ
ขอบคุณครับอาจารย์
กฤษฎิ์