ขออนุญาตแลกเปลี่ยนกับโจทย์ที่อาจารย์ตั้งไว้นะครับ “คนไทยแต่ไร้สิทธิ” บุคคลที่เป็นคนไทยแต่ไม่มีหลักฐานการเกิด ไร้สัญชาติ อีกกลุ่มคือกลุ่มที่หนีการคัดเลือกทหาร(ในช่วงสงครามเวียดนาม ระหว่างปี พ.ศ.2500-2518) ก่อนปี พ.ศ.2523 ที่มีการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งที่ 2 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำให้ตกสำรวจการเป็นคนมีสัญชาติไทยและเมื่อมีการกำหนดให้คนไทยมีเลขประจำตัวประชาชน(National identification number) ในระหว่าง วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2527 ถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2547 คนเหล่านี้ตกสำรวจทำให้เสียสิทธิในการได้รับบริการสาธารณะที่จะต้องมีการระบุหมายเลขประจำตัวประชาชน รวมทั้งการมีบัตรประกันสุขภาพตามโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ปี พ.ศ.2544 ที่อำเภอบ้านโพธิ์เคยพบว่าในปี พ.ศ.2548 มีทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม หลังจากกลับมามีอาการทางประสาท หลักฐานบุคคลสูญหาย ประกอบอาชีพรับจ้างเฝ้าสวน ต่อมามีอาการคุ้มคลั่งถูกส่งตัวมาตรวจรักษาที่โรงพยาบาลบ้านโพธิ์ แต่เสียชีวิตระหว่างดำเนินการพิสูจน์บุคคล งานหลักประกันสุขภาพ โรงพยาบาลบ้านโพธิ์ได้เริ่มทำการสำรวจคนไทยในกลุ่มนี้ใน พ.ศ.2549 พบว่ามีอยู่ในกลุ่มคนชราที่ตกสำรวจ กลุ่มเด็กวัดซึ่งเป็นเด็กกำพร้าหรือถูกทิ้งมีพระเป็นผู้อุปการะ หรือแม่กระทั่งพระบางรูปที่ไม่มีหลักฐานบุคคล ประมาณว่าบุคคลกลุ่มนี้น่าจะมีอยู่ไม่เกิน 100 คน การดำเนินการหลังจากการสำรวจคือต้องให้คนไทยเหล่านี้ เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์บุคคล ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ ให้บุคคลนั้น หรือญาติ/ผู้ปกครอง/อุปการะ(ในกรณีบุคคลนั้นไม่สามารถดำเนินการด้วยตัวเองเช่น เป็นคนพิการ หรือไร้ความสามารถ) ยื่นคำร้องที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น ขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านที่เจ้าบ้านรับรอง โดยรวบรวมเอกสารที่ราชการออกให้ที่เกี่ยวข้องมาแสดง(ถ้ามี) หลักฐานที่สำคัญในกรณีนี้คือพยานบุคคลที่สามารถรับรองและยืนยันตัวบุคคลนั้นได้ ถ้าหลักฐานเพียงพอสามารถที่จะยืนยันว่าเป็นคนไทยจริง ถ้าอายุไม่เกิน 7 ปีถือเป็นกรณีแจ้งเกิดเกินกำหนด นายทะเบียนอำเภอหรือท้องถิ่นสามารถเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านและกำหนดหมายเลขประจำตัวประชาชนได้เลย ถ้ากรณีบุคคลนั้นอายุมากกว่า 7 ปี หรือกรณีอายุไม่เกิน 7 ปี แต่นายทะเบียนอำเภอหรือท้องถิ่นมีข้อสงสัยไม่สามารถยืนยันได้ ให้นายอำเภอเป็นผู้พิจารณารับรอง โดยที่นายอำเภอสามารถไต่สวนหาหลักฐานเพิ่มเติมได้ หลังจากมีชื่อในทะเบียนบ้านแล้ว ให้ยื่นคำร้องขอมีบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อเป็นหลักฐานในการแสดงเพื่อใช้สิทธิในฐานะคนไทยต่อไป ในส่วนของชุมชนผู้นำชุมชนหรือผู้ที่ชุมชนให้ความเคารพนับถือเป็นบุคคลอ้างอิงที่เชื่อถือได้ในกรณีนี้ ดังนั้นถ้าเมื่อมีการสำรวจพบบุคคลไร้สิทธิก็จะมีการประสานงานกับบุคคลอ้างอิงเพื่อใช้เป็นพยานบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะได้รับการขึ้นทะเบียนสิทธิในที่สุด แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีอายุมาก การหาหลักฐานทั้งในด้านวัตถุพยาน และพยานบุคคลทำได้ยาก ยิ่งถ้าเป็นบุคคลที่มาจากต่างพื้นที่ก็จะเป็นปัญหาในการพิสูจน์การเป็นคนไทย ในพื้นที่อำเภอบ้านโพธิ์มีตัวอย่าง 2 กรณีนี้ คือกรณีแรกเป็นหญิงอายุ 62 ปี แยกทางกับสามี 30 กว่าปี ป่วยเป็นวัณโรค ไม่มีบัตรประชาชน และไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน เพิ่งกลับมาอาศัยอยู่กับบุตรสาวที่อำเภอบ้านโพธิ์ซึ่งมีสิทธิเป็นคนไทย และไม่ทราบว่ามารดาไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านและไม่มีหลักฐานการเป็นคนไทย งานประกันสุขภาพแนะนำให้ไปยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อที่นายทะเบียนอำเภอบ้านโพธิ์ ส่งเรื่องให้นายอำเภอพิจารณา นายอำเภอขอหลักฐานการเป็นมารดาและบุตร รายนี้ได้ไปตรวจพิสูจน์ DNA ที่ โรงพยาบาลรามาธิบดี นำผลการตรวจไปเป็นหลักฐาน จนได้มีชื่อในทะเบียนบ้านและมีเลขประจำตัวประชาชน ขณะนี้ได้สิทธิการรักษาพยาบาลเรียบร้อยแล้ว อีกรายเป็นชายอายุ 83 ปี ไม่มีญาติพี่น้องย้ายมาจากที่อื่น อาศัยอยู่ในวัด ไม่เคยเจ็บป่วยมาก่อนจึงไม่ได้รับบริการรักษาพยาบาล ไม่มีแฟ้มครอบครัว ไม่มีฐานข้อมูลของทั้งมหาดไทยและสาธารณสุข มีอาการเส้นเลือดในสมองตีบและเป็นอัมพาต และพบว่ามีปัญหาสมองเสื่อมจำเรื่องราวที่สำคัญไม่ได้ แต่บอกชื่อและนามสกุลได้ เบื้องต้นยังไม่สามารถหาญาติมารับรองได้ ขณะนี้โรงพยาบาลได้ส่งเรื่องให้ สถานีอนามัยประสานงานองค์การบริหารส่วนตำบลดำเนินการประกาศหาผู้ที่อาจจะเป็นญาติ ที่มีนามสกุลเหมือนหรือพ้องกัน แสดงพร้อมรูปถ่าย ในระหว่างนี้ การช่วยเหลือผ่านทางกองทุนสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดาเพื่อผู้ป่วยยากไร้ (สมเด็จพระเทพฯ ทรงประทานเงินส่วนพระองค์เริ่มต้น และให้โรงพยาบาลจัดหาเพิ่มเติมเป็นกองทุนรักษาพยาบาลผู้ป่วยยากไร้ที่มารักษาในโรงพยาบาลชุมชน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2538) ในกรณีที่การเข้าถึงบริการสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้พิการ จากนโยบายของรัฐบาลให้มีการสำรวจผู้สูงอายุเพื่อให้เบี้ยยังชีพ และตั้งแต่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2552 จะมีการสำรวจและขึ้นทะเบียนผู้พิการ และจะให้เบี้ยผู้พิการ นอกจากนี้จะมีการช่วยเหลือในมิติอื่น ๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุและผู้พิการสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยที่ผู้ดูแลก็จะได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือทางด้านเงินทุนกู้ยืมเพื่อดูแล ทำให้ปัญหาการทอดทิ้งผู้สูงอายุและผู้พิการลดน้อยลง ในปี พ.ศ.2553 โรงพยาบาลบ้านโพธิ์จะจัดทำโครงการ Healthy 90’s หรือ สุขภาพดีในวัย 90 เริ่มจากการสำรวจประชากรที่อายุ 90 ปีขึ้นไป ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 255 คน ทั้งอำเภอ โดยจะเป็นการให้บริการเชิงรุก โดยมีแนวทางปฏิบัติไว้ว่าผู้สูงอายุที่อายุเกิน 90 ไม่ต้องมาโรงพยาบาล ทีมสุขภาพของโรงพยาบาลและสถานีอนามัยจะเข้าไปเยี่ยมที่บ้าน จัดยาถ้าเป็นโรคเรื้อรัง และให้บริการทางด้านสาธารณสุขด้านต่าง ๆ โดยที่จะถือโอกาสดูแลและเยี่ยมให้กำลังใจผู้ดูแลด้วย เป็นบริการหนึ่งที่ช่วยให้การเข้าถึงบริการสำหรับผู้สูงอายุครับ นพ.กสิวัฒน์ ศรีประดิษฐ์