หยิบกล้องมาว่าจะแอบถ่าย เจ้าตัวดันรู้ตัว ทำท่าราวกับนางแบบมืออาชีพหันหน้ามายิ้มโพสต์ท่าเป็นเงือกสาวแสนสวยเชียว
หลังจากที่เดินทางท่องเมืองลาวด้วยสองเท้าและสี่ล้อมาเป็นเวลา 2 วัน วันที่ 3 นี้ก็เป็นโปรแกรมที่ต้องลงเรือไปเที่ยว
 
 
เริ่มต้นการเดินทางด้วยฟ้าครึ้ม เมฆหม่นและฝนตกปรอยๆ  ระหว่างรอที่จะลงเรือ รู้สึกถึงกลิ่นไอดินริมน้ำที่ลอยแทรกมากับอากาศ ทำให้นึกถึงฤดูฝนที่เมืองไทย ช่วงฝนตกใหม่ๆ จะได้กลิ่นหอมของไอดิน ไม่ว่าจะกลิ่นดินที่ใดก็ยังให้ความรื่นรมไม่ต่างกัน
 
ลงเรือล่องไปตามแม่น้ำ แม้ทัศนียภาพริมฝั่งดูไม่ค่อยแจ่มใสนัก ท้องฟ้าเป็นสีเทามืด...แต่เมื่อมองไปบนภูเขาริมฝั่งแม่น้ำก็ได้พบกับไอหมอกลอยปกคลุมยอดเขาที่ตั้งตระหง่านสลับซับซ้อน  หรือบางทีเจ้ากลุ่มควันนั้นอาจจะเป็นเมฆที่สีเทาลอยต่ำๆ เพราะหนักตัวและเตรียมพร้อมที่จะหล่นลงมาสัมผัสกับสายน้ำและผืนดินแห่งนี้ แต่เมื่อเรือแล่นผ่านไปตามสายน้ำได้สักพัก ท้องฟ้าก็เริ่มแจ่มใส มีแสงแดดจางๆ ส่องผ่าน..
 
 
นั่งเรือชมทัศนียภาพริมฝั่งโขงสักสองชั่วโมงก็ถึงสถานที่ที่เราจะไปเที่ยวกัน นั่นก็คือ “บ้านช่างไห” บ้านช่างไห เป็นหมู่บ้านที่มีขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีการต้มเหล้า และกลั่นเหล้า (เป็นสถานที่ที่บางคนในคณะทัวร์ของเราจะรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ 555) น้องหมีแจ้งให้คณะทัวร์ทราบก่อนถึงบ้านช่างไหว่า เหล้าขาวที่นี่แรงถึง 45 ดีกรีทีเดียว....คิดแล้วสยองถ้ากินลงไปคงไปกัดหลอดอาหารและกระเพาะอาหารแย่ อ้อ คงจะยกเว้นพวกคอทองแดงที่เหล้าไม่สามารถไประคายเคืองได้  เหล้าที่จำหน่ายมีหลายชนิดทั้งพวกเหล้าสาโท และเหล้าที่ดองสรรพสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย...ข้าพเจ้ารีบเดินผ่านไป จนลืมกดชัตเตอร์ถ่ายรูปมา เพราะไม่ค่อยชอบเจ้าสรรพสัตว์เลื้อยคลานที่อยู่ในขวดเหล่านั้น ไม่รู้เค้าไปจับกันมาจากไหน มีเยอะจริงๆ เชียว หยึ๋ยส์ เห็นแล้วสยอง
 

 ป้ายทางเข้าหมู่บ้านช่างไห

 
ตอนแรกหมู่บ้านช่างไหก็เป็นแค่หมู่บ้านที่ปั้นไห แต่ต่อมามีการต้มเหล้าใส่ไหนั่นด้วย แล้วเหล้าก็ดันขายดีจนกลายเป็นสินค้ามีชื่อของหมู่บ้านเหล่านี้ไป...ข้าพเจ้าเดินชม รอบๆ หมู่บ้าน มีพวกผ้าทอมือ ผ้าซิ่นขายมากมายจนข้าพเจ้าชักอยากจะเปลี่ยนชื่อให้ว่าบ้านทอผ้าเพราะนับๆ จำนวนไหแล้วไม่น่าจะมากเท่ากับจำนวนผ้าที่วางขาย
 

 ผ้าทอมากมายหลายสี ที่มองดูแล้วน่าจะมีปริมาณมากกว่าไหเหล้า

 

หมู่บ้านนี้คงเป็นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งเพราะบ้านเรือนต่างๆ กระท่อม การทอผ้า การต้มเหล้าง่ายๆ เค้ายังอนุรักษ์ไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ชมและชิม
 
 

 คุณตานั่งเล่นเครื่องดนตรีพื้นบ้านอวดนักท่องเที่ยวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุข

 
ออกจากบ้านช่างไห พวกผู้หญิงได้ผ้าไปคนละสามสี่ผืน ส่วนผู้ชายก็ได้เหล้าติดไม้ติดมือไปคนละขวด...ยกเว้นพี่จ้อย ที่ได้มะเขือม่วงลูกโตและมะละกอ วัตถุดิบไปให้ตำส้มตำตอนเที่ยงนี้ด้วย...ไม่ได้ซื้อไม่ได้หา แต่เห็นแล้วน่ากิน เลยขอเค้ามา 555
         
 

พี่จ้อยกับมะเขือม่วงลูกใหญ่ที่ขอเค้ามา และภาพแม่น้ำสองสี ที่พอมองแล้วเห็นลางๆ ว่ามีสีเขียวและสีปูน

 
ตอนเที่ยงแวะรับประทานอาหารเที่ยงที่หมู่บ้านชาวประมง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับถ้ำติ่ง สถานที่ที่เราจะไปเที่ยวกันต่อในช่วงบ่าย มองจากร้านอาหารจะมองเห็นแม่น้ำเป็นสองสี...คือสีเขียวกับสีปูน สีเขียวเป็นสีของแม่น้ำอู ส่วนสีปูนนั้นเป็นสีของแม่น้ำโขงที่ไหลมาบรรจบกันตรงปากแม่น้ำอู ฤดูนี้อาจจะมองดูไม่ชัด แต่ก็พอเห็นได้บ้าง รับประทานอาหารเที่ยงเสร็จ อิ่มหนำสำราญ ก็พร้อมที่จะเดินทางต่อ ก่อนเดินทางลงเรือเห็นเด็กน้อยชาวลาวเล่นน้ำอยู่ บ้างก็เอานกมาขาย...ดูซื่อๆ น่ารัก หยิบกล้องมาว่าจะแอบถ่าย เจ้าตัวดันรู้ตัว ทำท่าราวกับนางแบบมืออาชีพหันหน้ามายิ้มโพสต์ท่าเป็นเงือกสาวแสนสวยเชียว
 
                    
 
ถ้ำติ่งตั้งอยู่ปากแม่น้ำอู (บางคนก็เรียกถ้ำติ่งว่า ถ้ำปากอู) ที่เรียกว่าถ้ำติ่งนั้น ก็มาจากหินติ่ง หรือหินงอกหินย้อยนั่นเอง ถ้ำติ่งเป็นถ้ำที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาติ ชาวลาวสมัยก่อนตั้งแต่สมัยที่นับถือผี จะใช้ถ้ำนี้เป็นสถานที่บูชาผีฟ้า ผีแถน รวมทั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกปักรักษาถ้ำแห่งนี้ ต่อมาเมื่อนางแก้วกัลยา (น้องหมีออกเสียงเช่นนี้) หรือนางแก้งเก็งยา ซึ่งเป็นพระธิดาของกษัตริย์เขมรได้อภิเษกกับเจ้าฟ้างุ้มและมาอยู่ที่ประเทศลาว เห็นพิธีบูชายัญ ซึ่งการบูชายัญในแต่ละครั้งก็สูญเสียชีวิตวัวควายไปมากมายกว่า 500 ชีวิต พระนางก็เกิดอาการ “ชั้นรับไม่ได้!” จึงให้เจ้าฟ้างุ้มไปอัญเชิญพระพุทธศาสนามาจากเขมร ประเทศลาวจึงได้กลายเป็นเมืองพุทธตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา....
 

 บริเวณท่าเรือหน้าถ้ำติ่งซึ่งมีเรือนักท่องเที่ยวจอดเรียงรายอยู่มากมาย

 

หลังจากที่เลิกมีการบูชายัญ ก็ได้มีการนำพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ในถ้ำติ่งแห่งนี้จำนวนมาก...มีหลายปาง ประมาณว่าการนำพระพุทธรูปมาไว้เหมือนการสะเดาะเคราะห์เสริมบารมี อะไรประมาณนั้น...พระพุทธรูปได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก่อนมีพระพุทธรูปทองคำด้วย แต่ว่าปัจจุบันได้ถูกลอกออกไปเป็นที่เรียบร้อยตามระเบียบ (ไม่รู้ระเบียบของใครเหมือนกัน) ทุกๆ ปี เจ้ามหาชีวิตจะเสด็จมาทำเพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในถ้ำแห่งนี้ 
 
      
 
 

  พระพุทธรูปในถ้ำติ่งที่อยู่มากมายนับไม่ถ้วน

 

ข้าพเจ้าเดินดูและพิจารณาพระพุทธรูปปางต่างๆ แล้วก็ไปสะดุดตากับวัตถุรูปร่างกลมๆ...จตุคามรามเทพนั่นเอง ข้าพเจ้าว่าคนที่นำไปวางไว้คงเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศไทยชัวร์ อย่างไม่ต้องสงสัย
 
               

 จตุคามรามเทพที่วางอยู่ในถ้ำติ่ง

 

  ทางขึ้นไปถ้ำเทิงอยู่ซ้ายมือของถ้ำติ่ง

 

ทางซ้ายของถ้ำติ่งมีบันไดขึ้นไปสู่ถ้ำเทิง หรือถ้ำชั้นบน ซึ่งต้องไต่บันไดขึ้นไปอีก 218 ขั้น และเนื่องด้วยในคณะประกอบไปด้วย สว. หรือ ผู้สูงวัย จำนวนเกินครึ่ง ท่านๆสว. เหล่านั้นสมัครใจที่จะไปนั่งเล่นจิบเบียร์รอในเรือมากกว่าขึ้นไปชมถ้ำด้านบน แต่สำหรับข้าพเจ้าที่ยังไม่จัดตนเองเป็นพวกสว. ก็ย่อมที่จะต้องเดินขึ้นบันไดเพื่อไปชมถ้ำด้านบน มาทั้งที พลาดได้ไง..
 
 

 ในที่สุดข้าพเจ้าก็มาถึงถ้ำเทิง

 

เมื่อไปถึงก็มีสาวลาวหน้าตาจิ้มลิ้มนั่งนับจำนวนคนเข้าชม มีดอกไม้ธูปเทียน และไฟฉายไว้ให้นักท่องเที่ยวเพื่อนำไปไหว้พระและเข้าชมภายในถ้ำ (มีกล่องบริจาคตั้งอยู่ให้บริจาคค่าดอกไม้ธูปเทียนตามศรัทธา) ซึ่งเมื่อเข้าไปภายในก็ไม่มีอะไรมากนัก...ที่น่าสนใจก็คือเสาไม้เก่าๆ ที่มีลวดลายงดงามแต่ทว่าส่วนมากได้ลบเลือนไปตามกาลเวลา...เสานี้เป็นเสาค้ำถ้ำตั้งแต่สมัยโบราณที่ยังเก็บรักษาเอาไว้ ส่วนพระพุทธรูปนั้นมีไม่เยอะเหมือนถ้ำติ่งด้านล่าง
                

 ประตูทางเข้าถ้ำเทิงที่มีลวดลายงดงาม

 

บางคนบอกว่าขึ้นมาแล้วไม่คุ้มเลย เพราะถ้ำเทิงไม่ค่อยมีอะไร...แต่ข้าพเจ้ากลับคิดว่า แม้ว่าต้องเสียเหงื่อไปหลายหยด...กว่าจะขึ้นถึงชั้นบน แต่ทางที่เดินขึ้นนั้นเป็นทางเรียบหน้าผา มีต้นไม้เรียงราย สีเขียวสดชื่นให้ความเพลิดเพลินใจดีจะตาย นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องรีบเร่งมีระยะเวลามีจำกัด ข้าพเจ้าคงจะค่อยๆ เดิน ค่อยชื่นชมธรรมชาติระหว่างทางเป็นแน่
 
 
 
ภายในถ้ำติ่งและถ้ำเทิง นอกจากพระพุทธรูปแล้วก็มีเซียมซี (วัดสมัยนี้เกือบทุกที่จะมีเซียมซีให้เสี่ยงทาย)....เมื่อมาถึงถ้ำติ่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งที มีหรือข้าพเจ้าจะพลาด และที่สำคัญกว่านั้นข้าพเจ้าอยากจะได้ใบเซียมซีจากประเทศลาวกลับไปเป็นที่ระลึกน่ะสิ ถามได้...อิอิ
 
 

ใบเซียมซีที่ข้าพเจ้าเสี่ยงได้จากถ้ำติ่งและเก็บมาเป็นที่ระลึก ใครอ่านออกแปลได้แปลให้ที...

จากถ้ำติ่งสามารถมองเห็นภูโลง ยอดเขาที่มีลักษณะเหมือนโลงศพตั้งอยู่ ตำนานเค้าว่าเป็นโลงศพของนางอั้วตามตำนานขูลูนางอั้ว
 

  ภูโลง...มองๆ ดูเหมือนโลงศพจริงๆแฮะ

To be continue...