ข้อเท็จจริงที่ทำให้บุคคลได้สัญชาติไทยหรือเสียสัญชาติไทยหรือกลับคืนสัญชาติไทยนั้น ย่อมเป็นไปตาม “กฎหมายที่มีผลในขณะที่เกิดข้อเท็จจริง” นั้น ตั้งแต่ต้นประวัติศาสตร์ชาติไทยจนถึงปัจจุบัน อาจจะแบ่งแยกบทกฎหมายไทยว่าด้วยความเป็นไทยของบุคคลธรรมดาออกเป็น ๑๒ ช่วง กล่าวคือ
คำถาม : จะใช้กฎหมายไทยฉบับใดกำหนดความเป็นคนสัญชาติไทยของบุคคลดังต่อไปนี้
๑. นางศรีมาลาเกิดในประเทศลาวในปี พ.ศ.๒๔๓๕ จากบิดาและมารดาลาว ปรากฏหลักฐานว่า ในปี พ.ศ.๒๔๕๕ นางศรีมาลาได้เดินทางเข้ามาอยู่กินฉันสามีภริยากับนายสินคนสัญชาติไทย นางศรีมาลามีบุตรกับนายสิน ๓ คน นางศรีมาลาไม่เคยกลับไปประเทศลาวอีกเลย
๒. ดช.เจษฎา[1]เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๔ ในประเทศไทย ตามใบรับรองการคลอดบุตรเอก จากนายชัยชิดและนางลัดดา นายชัยชิดมีสัญชาติไทยในขณะที่บุตรเกิดตามบัตรประชาชน นางลัดดาเกิดที่เชียงใหม่จากบิดาและมารดาซึ่งเป็นเย้าซึ่งเป็นต่างด้าวอพยพเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง ในปัจจุบัน นางลัดดาไม่มีสัญชาติไทยเพราะถูกถอนสัญชาติไทยโดย ปว.๓๓๗ ในวันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ นางลัดดาถือบัตรชนกลุ่มน้อยประเภท “บัตรบุคคลบนพื้นที่สูง” (สีฟ้า) โดยมี ทร.๑๓ และแบบพิมพ์ประวัติบุคคลบนพื้นที่สูงเป็นเอกสารพิสูจน์ตนอื่นๆ อีกด้วย บิดาและมารดาได้จดทะเบียนสมรสกันก่อนการเกิดของ ดช.เจษฎาตามสำเนาภาพถ่ายใบสำคัญการสมรส
เมื่อ ดช.เจษฎาเกิดแล้ว ๑๐ วัน ผู้แทนของ ดช.เจษฎาได้ไปแจ้งการ เกิดของ ดช.เจษฎาต่อนายทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองเชียงใหม่เพื่อให้ออกสูติบัตรให้แก่ ดช.เจษฎา และให้เพิ่มชื่อของ ดช.เจษฎา ลงในทะเบียนบ้านอันเป็นภูมิลำเนาของบิดามารดาของ ดช.เจษฎา แต่นายทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองเชียงใหม่อ้างว่า ดช.เจษฎาเป็นคนต่างด้าวไม่ยอมดำเนินการให้ ดช.เจษฎาจึงไม่อาจได้รับใบสูติบัตรเพื่อเป็นเอกสารรับรองการเกิดในประเทศไทย ดังนั้น ดช.เจษฎาโดยนายชัยชิดซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมจึงฟ้องนายทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองเชียงใหม่ต่อศาลเพื่อขอให้ศาลพิพากษาว่า ดช.เจษฎาเป็นผู้มีสัญชาติไทยและบังคับให้นายทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองเชียงใหม่ออกสูติบัตร รับแจ้งการเกิดของ ดช.เจษฎา รวมถึงเพิ่มชื่อของ ดช.เจษฎา ในทะเบียนบ้านอันเป็นภูมิลำเนาของ บิดาและมารดาของ ดช.เจษฎา
๓. นางสาวเจินเจินเกิดในไต้หวันเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๒๔ จากนายสมบัติซึ่งมีสัญชาติไทยและนางไซเอ็งซึ่งมีสัญชาติจีน นางสาวเจินเจินอ้างใบสูติบัตรที่ออกโดยฝ่ายปกครองของไต้หวันซึ่งระบุถึงวันเกิด สถานที่เกิด และชื่อบิดามารดา
นายสมบัติบิดาเป็นคนสัญชาติไทยซึ่งเป็นบุตรที่เกิดในประเทศไทยใน พ.ศ.๒๔๙๙ จากปู่และย่าที่เป็นอดีตทหารจีนคณะชาติที่อพยพมาจากประเทศจีน ทั้งปู่และย่าซึ่งถือบัตรชนกลุ่มน้อยน้อยประเภท “อดีตทหารจีนคณะชาติ” คณะรัฐมนตรีมีมติให้สัญชาติไทยแก่ชนกลุ่มน้อยกลุ่มนี้ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๗ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งอนุญาตให้นายสมบัติมีสัญชาติไทยเมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๕ บิดาและมารดาของนางสาวเจินเจินจดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมายก่อนการเกิดของนางสาวเจินเจิน
๔. นางสาวลาน[2]เกิดที่ไชยปราการเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ โดยมีมารดาชื่อ นางแฮ ซึ่งเป็นคนสัญชาติไทย และบิดามีชื่อว่า นายทัน ซึ่งมีสถานะเป็นชนกลุ่มน้อยถือบัตรพม่าพลัดถิ่น จึงมีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่มิได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองแต่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยชั่วคราวในประเทศไทย บิดาและมารดาจดทะเบียนสมรสกันในขณะที่บุตรเกิด
๕. ดช.ไก่[3]เกิดที่เวียงจันทร์ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๓ โดยมีมารดาชื่อ นางนก ซึ่งเป็นคนสัญชาติไทย และบิดามีชื่อว่า นายเฉิน ซึ่งมีสถานะเป็นชนกลุ่มน้อยถือบัตรจีนฮ่ออิสระ จึงมีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่มิได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองแต่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยชั่วคราวในประเทศไทย บิดาและมารดาจดทะเบียนสมรสกันในขณะที่บุตรเกิด
๖. นายจิตร เกิดในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๓ จากนายทูยุและนางดาเล โดยนายทู้ยุเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง เกิดที่ประเทศพม่า โดยบิดาและมารดาของนายทู้ยุก็เกิดในประเทศพม่าเช่นเดียวกัน ต่อมา ในปี พ.ศ.๒๔๙๔ นายทู้ยุได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยและตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมา นายทู้ยุได้อยู่กินฉันท์สามีภริยากับนางดาเล ซึ่งเป็นชาวเขาเผ่าเดียวกันซึ่งเกิดในประเทศพม่าและเดินทางเข้ามาประเทศไทยตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๖ บุคคลทั้งสองมีบุตรด้วยกัน ๑ คน ชื่อนายจิตรซึ่ง ทั้งครอบครัวไม่มีเอกสารพิสูจน์ตนใดๆ เลย
๗. นายจิ๋ว เกิดที่อ่างขางเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓ โดยมีมารดาชื่อ นายหมี่จู และโดยมีบิดาชื่อ นายอาทู ทั้งบิดาและมารดาเป็นชาวเขาเผ่าอาข่าที่รอพิสูจน์สัญชาติไทย บุคคลทั้งสองถือบัตรบุคคลบนพื้นที่สูง จึงมีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่มิได้รับอนุญาตให้เข้าเมืองแต่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยชั่วคราวในประเทศไทย บิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสกัน
๘. ดญ.อาหมี่ เกิดเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๒ ที่แม่ยาว เชียงราย โดยมีบิดาชื่อ นายอาผ่า และมีมารดาชื่อ นางหมี่ตี่ ทั้งบิดาและมารดาเป็นชาวเขาเผ่าอาข่าที่รอพิสูจน์สัญชาติไทย บุคคลทั้งสองถือบัตรบุคคลบนพื้นที่สูง (บัตรสีฟ้า) โดยที่แบบพิมพ์ทะเบียนประวัติที่ทำในปี พ.ศ.๒๕๓๔ ระบุว่า บิดาเกิดที่เชียงรายเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙ ส่วนมารดาเกิดที่เชียงรายเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๒ บิดาและมารดามิได้จดทะเบียนสมรสกัน ดญ.อาหมี่ไม่มีใบสูติบัตร
๙. ดญ.อาเพียะ เป็นน้องของอาหมี่เกิดเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๕ ดญ.อาเพียะไม่มีใบสูติบัตรเช่นกัน
[1] ดัดแปลงจาก ฎ.๗๒๒๗/๒๕๓๗ โจทก์ ดช.เจษฎา วงศ์วิริยานนท์ จำเลย นายทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองอุบลราชธานีเรื่อง สัญชาติไทยของบุตรที่เกิดในประเทศไทยจากชายไทยและหญิงที่ถูกถอนสัญชาติไทยโดย ปว.๓๓๗
[2] ดัดแปลงจาก ฎ.๒๙๘๘/๒๕๓๕ เมื่อศาลฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้ง ๗ คนเป็นบุตรของนางแฮ แซ่เหวียน คนสัญชาติไทย และนายทัน เลวัน บิดาตามข้อเท็จจริงซึ่งมีสถานะเป็นญวนอพยพ ศาลจึงชี้ว่า ในปัจจุบัน โจทก์ทั้ง ๗ คน มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕
[3] ดัดแปลงจาก ฎ.๒๙๘๘/๒๕๓๕ เมื่อศาลฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้ง ๗ คนเป็นบุตรของนางแฮ แซ่เหวียน คนสัญชาติไทย และนายทัน เลวัน บิดาตามข้อเท็จจริงซึ่งมีสถานะเป็นญวนอพยพ ศาลจึงชี้ว่า ในปัจจุบัน โจทก์ทั้ง ๗ คน มีสัญชาติไทยตามมาตรา ๑๐ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ(ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕
เรียนปรึกษา แล้ว คนไท ที่แสดง ตน ช่วยชาติ อื่น กม.ว่าอย่างไรใหมครับ