ผมกำลังเรียนรู้ "Teaching & Learning Process" ซึ่งเป็นสื่อกิจกรรมบำบัดรูปแบบหนึ่ง...โดยนำมาประยุกต์กับความรู้ทางศึกษาศาสตร์ที่เคยอบรม "ความเป็นครู" แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ผมคิดและคาดหวังไว้ในแผนการสอนครับ

อาทิตย์นี้ผมนัดแนะกับอาจารย์รุ่นน้องว่าจะออกแบบการจัดการเรียนรู้ "การตรวจกล้ามเนื้อด้วยหัตถการ" ซึ่งมีชั่วโมงบรรยาย 2 ชม. และปฏิบัติการอีก 6 ชม.

เรื่องบรรยายนั้น ผมนิยมใช้ Interactive Lecture เพราะต้องการเป็บผู้ตั้งโจทย์กระตุ้นให้นักศึกษาคิดและตอบในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้คือ เพิ่มทักษะการคิดพิจารณาการตรวจกล้ามเนื้อทางคลินิกกิจกรรมบำบัด

ใน 2 ชม. แรก ผมต้องอดทนและใจเย็น เพื่อให้นักศึกษาและอาจารย์ร่วมสอนคุ้นเคยกับกระบวนการเรียนรู้ที่ผมตั้งใจแสดงหรือสาธิตให้เห็น ซึ่งอาจขัดแย้งกับความคิดของหลายคนที่คาดหวังว่า "ผมจะป้อนเนื้อหาเกี่ยวกับการตรวจกล้ามเนื้อทั้งหมดไปทีละขั้นตอน"

แต่ผมเลือกที่จะ "แบ่งนักศึกษาให้เลือกที่จะเรียนรู้เนื้อหาผ่าน powerpoint ที่มีรูปภาพเล็กน้อยพอที่จะเห็นความสำคัญในการนำการตรวจนี้ไปใช้ทางคลินิก และเน้นให้เรียนรู้และฝึกฝนด้วยตนเองเพื่อ "เลือกการตรวจกล้ามเนื้อบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับความต้องการและความสามารถของผู้ป่วยในเวลาการประเมินและการสร้างสัมพันธภาพครั้งแรกกับผู้ป่วย อาจารย์และนักศึกษาหลายคน "งง" ว่าทำไมผมไม่บอกอะไรให้ชัดเจน ทำไมต้องให้กลับไปทบทวนต่อเอง ทำไมไม่บอกขั้นตอนทีละกลุ่มกล้ามเนื้อ ทำไมไม่สอนให้เป็นลำดับที่นักศึกษานำไปใช้หรือฝึกต่อได้เลย

ผมยังคงใจเย็น และบอกนักศึกษาให้แบ่ง 4 กลุ่มๆ ละ 5 คน มาจับคู่ฝึกและคิดไปตามแบบฟอร์มการให้คะแนนความรู้สึกของผู้ป่วยต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและแบบฟอร์มการตรวจกล้ามเนื้อบางกลุ่มทีมีรูปประกอบแต่ต้องอ่านคำอธิบายข้างภาพด้วย (แจกเพียง 1 ชุดต่อกลุ่ม) และแจก CD ให้ไปเปิดดูในห้อง IT อีก 3 กลุ่มๆ ละ 5 คน หากกลุ่มใดมีคำถามก็ให้ปรึกษาอาจารย์ร่วมสอน โดยสลับกระบวนการเรียนรู้ระหว่างสื่อ CD และจับคู่ Think-Do-Talk

ก่อนจะจบการเรียนรู้แบบ Interactive Lecture ผมสรุปโดยเน้นให้ทุกคนทบทวนความสามารถของตนเองในการฝึกทักษะการตรวจกล้ามเนื้อ แล้วกลับไปทบทวนจากหนังสือด้วยตนเอง (ห้องสมุดคณะฯ) จนพบกันอีกในอาทิตย์หน้า เราจะฝึกปฏิบัติการกันเต็มที่คล้ายการสอบ Rotating Lab โดยแบ่งเป็นรอบๆ ละ 5 คน นักศึกษาแต่ละท่านเข้าฐานที่มีอาจารย์ประจำฐานๆ ละ 1 ท่าน นักศึกษาในแต่ละฐานอ่านชื่อกล้ามเนื้อแล้วตรวจกล้ามเนื้อของอาจารย์ 3 กลุ่มกล้ามเนื้อ ซึ่งท่านจะทราบแล้วว่าจะแสดงบทบาทสมมติว่าเกรดกล้ามเนื้ออ่อนแรงเท่าไรและท่าทางอย่างไร นักศึกษาแต่ละท่านมีเวลาเพียง 5 นาทีในการฝึกตรวจแต่ละฐาน เมื่อหมดเวลา อาจารย์ประจำฐานต้อง Feedback ว่า ตรวจได้ดี หรือ ต้องกลับไปทบทวนใหม่ โดยใช้เวลา 1 นาที จากนั้นนักศึกษาวนไปที่ฐานอื่นๆ จนครบ 5 ฐาน รวม 15 กลุ่มกล้ามเนื้อ ที่สำคัญเน้นให้นักศึกษามีความมั่นใจในการแนะนำตัวและสื่อสารกับผู้ป่วยสมมติเกี่ยวกับ Subjective Scores of Muscle Strength (None 0 to Greatest 10) และแปรผลจาก Scoring System of Manual Muscle Testing (0-5) ให้ผู้ป่วยเข้าใจ

ผมพบว่า ต้องใช้สถานที่ กำลังอาจารย์ และเวลา มากทีเดียว ขณะที่นักศึกษากลุ่มที่ยังไม่เข้าฝึกตามฐานก็อิสระจนเกินไป นักศึกษาไทยหลายคนไม่ชอบที่จะศึกษาด้วยตนเอง ต่างจากนักศึกษาออสเตรเลียที่ผมเคยช่วยฝึกสอนเมื่อตอนเรียนโท-เอก ที่นั้น นอกจากนี้เกิดปัญหาว่า อาจารย์บางท่านใช้เวลาเกินที่กำหนด นักศึกษาบางคนก็ไม่วนตามฐานที่กำหนด (อาจไม่ได้ติดลูกศรหรือไม่เข้าใจกระบวนการวนฐาน) ...มีอาจารย์หลายท่านได้แนะนำผมว่า ทำไมไม่แบ่งกลุ่มย่อยแล้วให้อาจารย์ประจำฐานสอน สาธิต และตรวจสอบนักศึกษาให้ฝึกตามลำดับกลุ่มกล้ามเนื้อ แทนกระบวนการเรียนรู้แบบที่ผมทำ ผมเองก็เห็นว่าเป็นความคิดทีดี แต่ยังไม่แน่ใจว่า เราจะเช็คความถูกต้องของนักศึกษาในทักษะการตรวจของแต่ละคนในเวลาที่ปฏิบัติทางคลินิกจริงได้อย่างไรกัน และอาจารย์ประจำฐานต้องเตรียมสอนปฏิบัติการมากกว่าที่ควรจะเป็น (นักศึกษาควรมีเวลาคิดและฝึกด้วยตนเองมากกว่าที่อาจารย์จะสอนแบบบรรยายหรือสาธิตตลอดชั่วโมง) และอาจารย์ประจำฐานจะมีกลยุทธ์อย่างไรที่จะสอนเชิงปฏิบัติการได้มาตราฐานตรงกัน ...   

ผมจึงทดลองให้นักศึกษาที่ยังไม่ได้ฝึกอีกหลายคนมาเข้าฐานเป็นกลุ่ม (ฐานละ 3 คนแล้วจับคู่ฝึกให้อาจารย์ดู นักศึกษาอีก 1 คนคอยสังเกตแล้วสลับกับเพื่อน นักศึกษา 1 คนจะได้ฝึกเอง 1 กลุ่มกล้ามเนื้อ) ปรากฎว่า "ได้ผลดีเกินคาด" ...นักศึกษาพร้อมที่จะเรียนรู้ในขณะที่มีอาจารย์คอยชี้แนะและวนฐานตามเวลาที่กำหนด ผมจึงตั้งใจว่า จะขยายผลการเรียนรู้นี้ต่อไปในอาทิตย์หน้า โดยใช้แบบลูกผสม คือ อาจารย์ประจำฐาน 3 ท่านต่อกลุ่มนักศึกษาจำนวนไม่เกิน 10 ท่าน จากนั้นอาจาย์ประจำฐานเตรียมสาธิตการตรวจกล้ามเนื้อที่จำเป็นทางคลินิกไปพร้อมๆ กัน (มีการฝึกสอนระหว่างอาจารย์ล่วงหน้า) แล้วคอย feedback การฝึกแบบจับคู่นักศึกษาภายในกลุ่ม ใช้เวลาทั้งสิ้น 3 ชม. ขณะที่ผมและอาจารย์อีกหนึ่งท่านเตรียมทำหน้าที่สอบนักศึกษาตามลำดับเลขที่ ไม่เกินครั้งละ 5 คู่นักศึกษา ต่อการใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที เพื่อ feedback ให้นักศึกษากลับไปทบทวนเพื่อสอบปฏิบัติจริงๆ 

อีกรายวิชาหนึ่งผมก็ได้เรียนรู้ว่า Knowledge Management ช่วยฝึกนักศึกษาให้สลับกันมานั่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในโจทย์ที่ตั้งขึ้นมาหลังการศึกษากรณีผู้ป่วยจากวิดีทัศน์ แรกๆ นักศึกษาดูไม่เข้าใจว่าจะเป็นคุณอำนวย คุณลิขิต คุณกิจ ได้อย่างไร โดยใช้เวลาตอบโจทย์ให้คิดต่อยอดความรู้ภายใน 30 นาที ปรากฎว่า ผมนักศึกษาต่างคนไม่รู้จัก "การเชื่อมโยงความคิดของเพื่อนๆ ต่างคนต่างตอบและคิดวนไปมา-ตอบไม่ตรงประเด็น"

ผมจึงเริ่มใหม่โดยสาธิตเป็นคุณอำนวย และให้อาจารย์อีกท่านเป็นคุณลิขิต ให้นักศึกษาดูเป็นตัวอย่าง พร้อมมีแผนภาพความคิดแบบ Keywords ในประเด็นที่อาจารย์จะค่อยๆ แนะนำว่า สิ่งที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันมีความคิดรวบยอดอย่างไรและตรงกับแนวคิดบน powerpoint อย่างไร มีการชื่นชมหากนักศึกษาแสดงความคิดเห็นที่ชัดเจนและต่อยอดจากโจทย์หรือสร้างโจทย์ให้สื่อสารกันอีกในกลุ่มต่อไป

นักศึกษาของผมทำได้ "ดีเกินคาดอีกแล้ว" ภายใน 2 ชม. นักศึกษาร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลังศึกษากรณีศึกษาอย่างย่อ ซึ่งตอบโจทย์ในประเด็นว่า กรณีศึกษามีข้อจำกัดทางจิตสังคมที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้อย่างไร เชื่อมโยงต่อโจทย์อื่นๆ เช่น นักกิจกรรมบำบัดจะช่วยเหลือได้อย่างไร อะไรเป็นปัญหาเร่งด่วนที่น่าจะจัดการได้ตามแนวคิดกิจกรรมบำบัดสากล

วันนี้ผมได้เห็น "พลังความคิดนักศึกษาอย่างยอดเยี่ยม" ผมใช้เทคนิค "ม้าหมุน" ได้แก่ การแบ่งกลุ่มนักศึกษาเรียนรู้ 6 สถานีที่เกี่ยวข้องกับ การใช้ Google Scholar การอ่าน Journal การจัดการ Project การเรียนรู้ระบบคานในร่างกาย การคำนวณแนวแรงโมเมนต์ของร่างกาย และการคำนวณแนวแนงโมเมต์ของร่างกายที่ทำกิจกรรมถือของ แต่ละสถานีเริ่มศึกษาด้วยตนเองโดยมีผมและอาจารย์อีกท่านคอยเป็นพี่เลี้ยง - ชี้แนะให้นักศึกษาเข้าใจบางประเด็นเพื่อคิดต่อ - ไม่อธิบายทั้งหมดเพื่อให้พวกนักศึกษาคิดเองต่อ 

จากนั้นเริ่มต้นให้จัดตัวแทนนักศึกษาที่จะทำหน้าที่ "สอนเพื่อนๆ" ในแต่ละสถานี และมีกลุ่มนักศึกษาอีก 6 คน แยกกระจายไปสังเกตการณ์ว่า "เพื่อนสอนเพื่อนเข้าใจเพียงไร" จากนั้นค่อยๆ ทำม้าหมุน คือ กลุ่มนักศึกษาแต่ละสถานีเริ่มวนไปเรียนรู้สถานีอื่นๆ ใช้เวลาสบายๆ โดยผมจะคอยสังเกตว่าพวกเขาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันพอดีเวลาอย่างไร จึงบอกให้หมุนต่อไปเรื่อยๆ จนครบทุกสถานี 

บทสรุปก่อนจบการเรียนรู้ ผมให้ตัวแทนนักศึกษาและผู้สังเกตการณ์ (ยุวฑูต) แต่ละสถานีออกมา Lecture หน้าชั้นเรียน ผมประทับใจกับนักศึกษาเหล่านี้ เพราะเขาสอนได้ดีและใช้ภาษาได้เข้าใจอย่างมหัศจรรย์...ผมรับรู้ว่า ได้ผู้ช่วยสอนตัวน้อยๆ ร่วมกระบวนการฝึกคิดและเรียนให้มีชีวิตชีวาได้แล้วครับ...