บางคนฟังไม่ถึงความรู้สึก จึงชอบสอนคนอื่น โดยที่เขาไม่ต้องการคำสอน
เพื่อนผมคนหนึ่ง เวลามีปัญหาในการทำงานแล้วชอบโทรศัพท์มาเล่าให้ผมฟัง โดยบอกว่าไม่อยากโทรไปหาเพื่อนอีกคน เพราะเพื่อนคนนี้ เวลาโทรไปแล้วชอบสอน ที่โทรมาหาผม เพราะผมฟังโดยไม่สอนครับ
ในการประชุมอบรมครูครั้งหนึ่ง หลักสูตร Group Counseling ให้คุณครูเข้ากลุ่ม กลุ่มละ 10 คน ในกลุ่มก็มีอาจารย์ผู้ทำหน้าที่เป็นกระบวนกร โดยให้คุณครูแต่ละท่านเล่าปัญหาของตนเอง ที่เหลือเป็นผู้ให้คำปรึกษา
คุณครูท่านหนึ่งเล่าเรื่องของตัวเอง ที่ไม่เข้าใจกับแม่ สมาชิกในกลุ่มต่างก็ให้คำปรึกษาด้วยการสอน ท้ายสุด คุณครูท่านนี้บอกว่าเธอไม่ต้องการให้ใครมาสอน เธอเพียงแต่ต้องการเล่าให้ฟัง แล้วให้ทุกคนรับรู้และเข้าใจ ท่านอาจารย์ที่เป็นกระบวนกรก็บอกว่า การฟัง ต้องฟังให้ลึกในมุมมองของผู้พูด ส่วนใหญ่ผู้มีปัญหาเขาจะรู้ปัญหาของเขาเอง เราไม่มีหน้าที่ไปแก้ให้เขา หรือ ไปสอนไปบอกเขา วิธีทีดีที่สุด คือ ใช้คำพูดสะท้อนให้เขาสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวของเขาเอง กรณีนี้ จะเห็นว่าทุกคนฟังไม่ถึงความรู้สึก
ตัวผมเอง เวลามีปัญหา ผมก็จะเลือกไปปรึกษากับคนบางคนเท่านั้นครับ ที่เขาไม่สอน เพราะหลายๆคน "ชอบสอน" ครับ
ที่ "ชอบสอน" เพราะ "ฟังไม่ลึก" ครับ เป็นการฟังในระดับ I in me เท่านั้นเอง นั่นคือ ฟังตัวเอง มากกว่าฟังคนอื่น
I in me ชอบสอน (เพราะฟังตัวเอง คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น)
I in it ชอบตัดสิน (เพราะฟังข้อมูล จึงชอบตัดสินจากข้อมูล)
I in you ชอบฟัง (เพราะฟังทั้งข้อมูลและความรู้สึก จึงไม่สอนไม่ตัดสิน)
I in now ฟัง ( ฟังอย่างมีสติ)
จากประสบการณ์ของผม การฟังส่วนใหญ่ อย่างดีก็แค่ I in it ครับ
เรียนท่าน Small man
ใครๆ ก็ต้องการคนฟังอย่างเข้าใจค่ะ ต้องถามว่า อยากฟังคำแนะนำหรือไม่ หรือให้ฟังเฉยๆ
การฟังปัญหาโดยไม่เอาตนเองเป็นมาตรฐานตัดสินผู้อื่น Non-judgmental listening ทำยากนะคะ
มีบทความภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยค่ะ ลองดูที่นี่ค่ะ http://www.beyondintractability.org/essay/empathic_listening/
ขอบพระคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ
พี่เป็นคนหนึ่งค่ะที่ชอบฟังและเป็นที่ปรึกษาของคนหลายๆคน
เพราะไม่ต้องการสอนใครค่ะ
เค้าโตๆกันแล้ว
เพียงบางเรื่องเราให้คำแนะนำหรือช่วยหาทางออกที่ดีที่สุดให้เค้าได้
และที่สำคัญเรื่องบางเรื่องก็คือจบที่เราคนฟัง
บางครั้งฟังจนตัวเราเองเครียดแทนเค้าก็มี
แต่เค้ามาระบายแล้วสบายใจก็จากไปค่ะ
* การฟังปัญหาโดยไม่เอาตนเองเป็นมาตรฐานตัดสินผู้อื่น Non-judgmental listening ทำยากนะคะ
ผมเห็นด้วยครับ ว่าทำยากจริงๆ เพราะหลายๆคน ชอบสอน ชอบบอกครับ อันน่าจะมาจากวัฒนธรรม "อำนาจนิยม" ของไทยเรานะครับ
http://www.beyondintractability.org/essay/empathic_listening/ จะตามไปดูครับ
ขอขอบคุณอาจารย์อ้อมมากครับ ที่เข้ามาเสริมเติมเต็ม
แต่เค้ามาระบายแล้วสบายใจก็จากไปค่ะ
สุดยอดเลยครับ ขอชื่นชมด้วยใจจริง
สวัสดีค่ะ...
ส่วนใหญ่จะมีคนชอบมาเล่าให้ฟัง ได้ฟังมั๊ง ไม่ฟังมั๊ง (อาจจะเป็นนักฟังที่ไม่ดีนัก) ถ้าเขาถามว่าจะทำอย่างไร ก็บอกวิธีแก้ให้เขาไป แต่ถ้าไม่ถามเราก็ได้ฟังเฉย ๆ เก็บไว้เป็นประสบการณ์ค่ะ บางครั้งเราบอกไปก็ไม่ดีในบางเรื่อง เพราะจะย้อนกลับมาหาตัวเรา ต้องระวังค่ะ...
* หลายคนมาบ่นให้ฟัง ผมก็มีหน้าที่ฟังเขาบ่นครับ ฟังให้จบให้เขาสบายใจ โดยไม่ต้องไปสอน หรือ ไปแนะนำ ครับ เพราะเขาไม่ต้องการ
* แต่ว่าถ้ามาขอปรึกษาเรื่องข้อมูล อันนี้ ก็ต้องให้คำแนะนำไปครับ
เรียนท่านรองฯ
ได้ข้อคิดเรื่องการฟังอย่างใส่ใจค่ะ เมื่อวานสามเณรลูกศิษย์ของพระอาจารย์สมปองมาบรรยายธรรม "ธรรมะเดลิเวอรี่"ที่โรงเรียน ท่านคุยสนุกและได้สาระสไตล์พระมหาสมปองเลยค่ะ ตอนหนึ่งท่านให้เด็กฟังอย่างตั้งใจ ..และใส่ใจ ... ด้วยการให้คนหนึ่งเป็นคนเล่าเรื่อง อีกคนหนึ่งเป็นผู้ฟัง และให้พูดเพียงคำว่า "เหรอ...." คราวนี้ล่ะค่ะที่ภาคปฏิบัติอย่างมีชีวิตเริ่มต้น เด้กจับคู่กันฟัง และตอบ "เหรอ..." สุดท้ายพระอาจารย์สรุปเรื่องการฟังอย่างใส่ใจ....เยี่ยมมาก ๆ ค่ะ
การฟังต้องฝึกนะคะอาจารย์
ตัวเองก็เคยเป็นผู้ฟังที่ไม่ดีเท่าไร
พอเริ่มได้เรียนรู้และฝึกฟังมากขึ้นจึงเห็นคุณค่ามหาศาล
ขอบคุณเรื่องราวที่เล่าให้ฟังค่ะ
Pually มองต่างไปอีกมุมหนึ่งนะคะ อันดับแรกผู้ที่ต้องการเล่าควรบอกวัตถุประสงค์ของการบอกเล่าก่อนว่า แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ ไม่ต้องการคำแนะนำใดๆ เพราะปัญหานี้/เรื่องนี้แก้ไขไปเรียบร้อยแล้ว
หากไม่มีการบอกกล่าวจุดประสงค์ของผู้เล่าก่อน ก็ต้องเห็นใจผู้รับฟัง เพราะรับฟังแบบใส่ความรู้สึกรักและห่วงใยด้วยความหวังดีไปกับเรื่องราวด้วยค่ะ
เป็นเทคนิคการฝึกฟังที่ดีมากเลยครับ ได้ทั้งคนพูดคนฟัง
ขอบคุณเทคนิคดีๆครับ
ผมเองก็ยังต้องฝึกฟังเหมือนกันครับ
ขอบคุณครับ
บอกวัตถุประสงค์ของการบอกเล่าก่อนว่า แค่เล่าให้ฟังเฉยๆ ไม่ต้องการคำแนะนำใดๆ เพราะปัญหานี้/เรื่องนี้แก้ไขไปเรียบร้อยแล้ว
ขอบคุณครับ