".... การได้เรียนรู้เกี่ยวกับตนเองกับการเรียนรู้ชุมชนและสังคมรอบข้างเพื่อจัดวางตนเองและสนองตอบต่อสถานการณ์ต่างๆได้อย่างเหมาะสม เป็นสิ่งที่ต้องทำร่วมกับคนอื่น จึงมีความเป็นชุมชนอยู่ในตัวเอง ..."

ในส่วนที่แฟนเพลงที่คลั่งไคล้และฆาตรกรรมจอห์น เลนนอน นั้น ผมไม่ได้ตามศึกษารายละเอียดนี้มากพอที่จะวิเคราะห์ให้ฟังได้นะครับ อ่านเอาจาก จอห์น เลนนอน ในวิกิพีเดียภาษาไทย และ John Lennon ในวิกิพีเดียภาษาอังกฤษก็แล้วกันนะครับ

แต่เรื่องความไม่แยกแยะโลกในจินตนาการกับโลกความเป็นจริง รวมทั้งการนำมาปนเปกัน แล้วทำให้ผู้คนสนองตอบต่อสถานการณ์ต่างๆทั้งในชีวิตประจำวันและต่อเรื่องราวต่างๆทางสังคมอย่างไม่สร้างสรรค์นั้น เป็นเรื่องที่น่าเสวนาครับ เลยขอคุยแลกเปลี่ยนทรรศนะในส่วนนี้ก็แล้วกันนะครับ

มองอย่างคนทำงานแนวประชาคมและวิจัยชุมชนนั้น พอจะให้แนวเข้าใจเรื่องอย่างนี้ด้วยแนวคิดเรื่องการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning) กับการพัฒนาการกระทำต่อสังคม (Social action) เพื่อจัดความสัมพันธ์กับโลกรอบข้างของเราให้ถูกต้องและสมดุล มีงานวิจัยแนวนี้ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมแบบมีปฏิสัมพันธ์กันด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยโครงสร้างที่เท่าเทียมกันในแนวราบ (Horizontal Interaction learning) แล้วจะทำให้เกิดความเป็นกลุ่มก้อน ความเป็นชุมชน ความเป็นกลุ่มประชาคม พร้อมกับปัจเจกแต่ละคนก็มีความสมดุลในตนเองระหว่างการบรรลุจุดหมายส่วนบุคคลกับความสำนึกต่อส่วนรวม งานแนวนี้หาศึกษาได้จากพวกทำวิจัยชุมชนในแนว Civil society ทั้งในและต่างประเทศนะครับ

การศึกษาในแนวนี้กล่าวโดยสรุปได้ว่า หลายเรื่องในชีวิตของปัจเจกและหลายเรื่องที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมนั้น จะคิดและสร้างขึ้นด้วยจินตนาการจากตัวเราเองแต่โดยลำพังไม่ได้ รวมทั้งจะขาดองค์ประกอบด้านการได้ปฏิสัมพันธ์และการตรวจสอบหากาละ-เทศะ หรือความเหมาะสมต่อสถานการณ์จำเพาะต่างๆกับสถานการณ์อื่นๆและกับผู้คนอื่นๆไม่ได้ แม้แต่การได้มาซึ่งความเป็นตัวตนของตน ของตัวเราเอง

อย่างน้อยก็ต้องสร้างขึ้นจากมวลประสบการณ์ ๒ ชุด คือ การได้เรียนรู้เกี่ยวกับตนเองกับการเรียนรู้ชุมชนและสังคมรอบข้างเพื่อจัดวางตนเองและสนองตอบต่อสถานการณ์ต่างๆได้อย่างเหมาะสม เป็นสิ่งที่ต้องทำร่วมกับคนอื่น จึงมีความเป็นชุมชนอยู่ในตัวเอง

งานของ Peter Senge ใน The Fifth Discipline ก็เน้นเรื่องนี้เป็น Personal Mastery และ Team Learning เป็น ๒ ใน ๕ หลักวิชา ที่จะช่วยให้ปัจเจก กลุ่มประชาคม และชุมชนแห่งการเรียนรู้มีความเข้มแข็ง การมีความเป็นชุมชน จะเป็นโครงสร้างที่เอื้อต่อการเกิดความพอดีของความเป็นปัจเจกและส่วนรวมที่เขาเกี่ยวข้อง

การขาดองค์ประกอบเหล่านี้ จะทำให้การปฏิบัติของปัจเจกและความเคลื่อนไหวของสังคมเกิดความผิดปรกติ ไม่อยู่กับความเป็นจริง รวมทั้งเห็นแต่เพียงสิ่งที่อยู่ในความรู้และจินตนาการของตนเอง แต่ไม่สามารถเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับสังคมและโลกรอบข้าง

อย่างแฟนเพลงของจอห์นเลนนอนนี้ มองในแง่ปรากฏการณ์ทางสังคม ก็สามารถสื่อสะท้อนการเรียนรู้ที่สังคมสร้างขึ้นว่า ผู้คนที่อยู่ในจินตนาการผ่านสื่อและกระแสสังคมในสื่อ แต่ขาดการได้ปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมรอบข้างนั้น จะขาดความสมดุลต่อการใช้จินตนาการและการรู้โลกตามความเป็นจริง 

ก่อให้เกิดความสำนึกรู้ที่ผิดพลาดนั่นเอง ซึ่งทำให้ได้วิถีคิดที่ไม่เหมาะสมและกระทำสิ่งต่างๆต่อสังคมอย่างไม่พึงประสงค์ ดูเหมือนว่านักวิเคราะห์หลายคนจะสรุปว่าอาชญากรที่ยิงจอห์น เลนนอนนั้น ก่อเหตุขึ้นด้วยความอยากดังและอยากเป็นคนในประวัติศาสตร์คู่ไปกับชื่อเสียงของจอห์นเลนนอน เป็นแรงจูงใจ

จำเพาะกรณีนี้ ทำให้แนวคิดเรื่อง Community Innovation และ Social Innovation สำหรับบริบทใหม่ๆได้รับความสำคัญขึ้นมา เช่น การสื่อสารแบบปฏิสัมพันธ์สองทาง การสร้างความรู้เป็นกลุ่ม การวิจัยและการเรียนรู้แบบเป็นกลุ่มซึ่งเน้นปฏิสัมพันธ์กันของมนุษย์มากขึ้น เพราะความเคลื่อนไหวของสังคมตามกระแสนิยมเพลงจอห์น เลนนอน และวง The Beatles ของเขานั้น มองในแง่นี้ก็เป็นสื่อวัฒนธรรมแบบมหาชน (Mass culture) มีความเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว จากคนจำนวนน้อยไปสู่สังคมวงกว้างอย่างไม่เจาะจง ปฏิสัมพันธ์กันและเรียนรู้สิ่งต่างๆจากสื่อมหาชนซึ่งมีโครงสร้างที่จะกำหนดให้ผู้คนเกือบทั้งหมดอยู่ในฐานะการเป็นผู้รับฟังและรอตามบริโภคอย่างเดียว ทำให้กระแสส่วนรวมเข้มแข็ง แต่ปัจเจก กลุ่มก้อน และชุมชน จะอ่อนแอ

เราสามารถมองเรื่องนี้เพื่อนำมาเป็นบทเรียนสำหรับทำงานเชิงสังคม ให้สังคมมีอีกมิติหนึ่งเพิ่มขึ้นมาซึ่งจะทำให้ได้ทั้งความเข้มแข็งในวงกว้างและครอบคลุมความแตกต่างหลากหลายในรายละเอียดได้ เช่น หากอยู่ในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนก็ควรมีการคุยเรื่องราวที่เป็นความนิยมในสื่อเพื่อสร้างทรรศนะและได้กระบวนการตรวจสอบทรรศนะต่างๆกับคนอื่น

หากเป็นครูอาจารย์ก็สามารถนำเอาสื่อและสิ่งบันเทิงต่างๆเข้ามาสู่สถานการณ์การเรียนรู้แบบอภิปรายให้ปัจเจกทุกคนได้ความเแป็นตัวของตัวเองที่เหมาะสมในเรื่องนั้นๆ  หากเป็นคนทำสื่อและสื่อระดับต่างๆ ก็นำเอาสิ่งที่เป็นจินตนาการและความนิยมของสังคมมาเป็นหัวข้อการวิเคราะห์และสร้างการสื่อสารเรียนรู้สถานการณ์ของสังคม เหล่านี้เป็นต้น

กระบวนการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มองค์ประกอบด้านการได้เรียนรู้ทางสังคม และการได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆเพื่อตรวจสอบหากาละ-เทศะ สำหรับจัดวางตนเอง (Self-organized) ให้เหมาะสมในสถานการณ์ต่างๆได้ดีขึ้น