โรงเรียนเตรียมเปิดเรียนภาคเรียนที่ ๒ ตั้งแต่วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ นักเรียนมาโรงเรียนน้อยมากประมาณร้อยละ ๖๐ สาเหตุเนื่องจากบางคนเจ็บป่วย บางคนไปรับจ้างและไปอยู่กับพ่อแม่ยังที่ไกล ๆ ไม่สามารถกลับมาทันเวลาได้ วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ โรงเรียนประกาศปิดเป็นการภายใน ๑ วันเพราะนำนักเรียนกลุ่มหนึ่งไปร่วมขบวนแห่และเดินขึ้นเขาช้างล้วง ไปเรียนรู้เรื่องประเพณีวันปักธงชัยของชาวอำเภอนครไทย ฉันป่วยเป็นไข้หวัดจึงไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมนี้ วันนี้วันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา เป็นวันที่จะต้องมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นปกติ ตอนเช้าอากาศที่บ้านเย็นสบาย แต่คาดว่าที่โรงเรียนจะต้องหนาวเย็นมากกว่านี้ จึงเตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วย เมื่อไปถึงโรงเรียนจึงรู้ว่าหนาวเย็นจริง ๆ และมีลมโกรกตลอดทั้งวัน เด็ก ๆ บอกว่า “อากาศแบบนี้พวกเขาและชาวบ้านชอบมาก เพราะอีกไม่กี่วันจะทำให้เห็ดบดเกิดตามธรรมชาติ จะได้ไปหาเห็ดมาทำอาหารทานกัน” เมื่อหลายปีการศึกษาที่ผ่านมา ระหว่างที่โรงเรียนปิดภาคเรียน จะทำให้เสียเด็กหญิงชั้นมัธยมศึกษาไปปีละ ๑-๒ คนเสมอ ภายหลังที่ได้แก้ปัญหาโดยกระบวนการนักเรียนจิตสาธารณะและนักเรียนธรรมาภิบาลขึ้น ปัญหาดังกล่าวได้ลดลงไม่มีนักเรียนออกกลางคัน ยกเว้นเด็กที่มีปัญหาเรื่องครอบครัวย้ายไปต่างถิ่น สำหรับปีนี้ฉันกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีกและถ้าหากรู้ปัญหาอาจจะแก้ไขได้ทัน จึงให้เด็ก ๆ นั่งล้อมวงและคุยกันเกี่ยวกับกิจกรรมโรงเรียนปิด โดยให้แต่ละคนเล่าบอกเพื่อน ๆ และฉันว่าไปทำอะไรมาบ้าง โดยเล่าแบบเปิดใจและเล่าคนละ ๒ รอบ เมื่อสงสัยฉันได้ซักถามเพิ่มเติม ทำให้ทราบว่านักเรียนไปทำอะไรมาบ้าง กลุ่มที่ ๑ เป็นกลุ่มที่ไปรับจ้างในชุมชน ได้แก่การหักข้าวโพด กรอกข้าวโพด เกี่ยวข้าว หอบข้าว ถางป่า ฉีดยาฆ่าหญ้า เก็บพริก ผสมดินปุ๋ย และสีข้าวโพด กลุ่มนี้มีรายได้ตั้งแต่ ๓๐๐ – ๒๔๐๐ บาท ทุกคนนำรายได้ให้กับผู้ปกครอง เมื่อต้องการใช้จ่ายจึงขอกับผู้ปกครองภายหลัง กลุ่มที่ ๒ ติดตามพ่อหรือแม่ไปทำงาน ได้แก่ทำงานก่อสร้าง ขนอิฐ ขนปูน รายได้ขึ้นอยู่กับเจ้าของงานจ่ายให้กับพ่อแม่ และตัดกล้วยได้ค่าจ้างหวีละ ๑ บาท การตัดกล้วยมีรายได้ ๑๕๐๐ บาท กลุ่มนี้มีรายได้เพียงคนเดียว เนื่องจากไปรับจ้างต่างจังหวัด เสียค่ารถกลับบ้านแต่ก็เหลือเงินมาซื้อรองเท้าและสิ่งของจำเป็น โดยไม่ต้องของผู้ปกครอง กลุ่มที่ ๓ อยู่กับบ้านไม่ไปรับจ้างแต่อย่างใด แต่ได้ช่วยพ่อแม่ทำงานในไร่บ้าง ทำงานบ้านบ้าง บางคนก็เลี้ยงน้อง หรือเลี้ยงหลาน เด็กกลุ่มนี้ไม่มีรายได้ แต่ก็ไม่ได้ใช้จ่ายระหว่างโรงเรียนปิด กลุ่มนี้มีเพียง ๑๑ คน กลุ่มที่ ๔ เดินทางไปเยี่ยมพ่อแม่ พี่ชาย พี่สาวที่กรุงเทพ ฯ และพัทยา มีเพียง ๒ ราย ไม่ได้ทำงานอะไรนอกจากถูกพ่อแม่ใช้ให้ทำจึงจะทำ รายแรก ไม่มีรายได้เมื่อถึงวันกลับแม่พามาส่งถึงบ้านยายให้เงินไว้ ๑๐๐ บาท รายที่ ๒ ไม่ทำอะไร ไม่มีโทรทัศน์ให้ดู จึงไปเล่นการพนันที่ตู้สนุกเก่อร์ใกล้ ๆ บริเวณที่พักคนงาน ซึ่งรู้และเข้าใจว่าเป็นการพนัน และเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำแต่ก็ไม่ทราบจะทำอะไร พี่ชายและพี่สาวก็รู้แต่ไม่ว่ากล่าว เพราะมีความเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดา กลุ่มที่ ๕ มีเพียง ๑ คนคือไปปฏิบัติธรรมกับยาย สถานที่ปฏิบัติธรรมต้องทานอาหารมังสวิรัติ เมื่อกลับบ้านจึงไม่อยากทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์อีกเลย ทั้ง ๆที่ก่อนหน้านี้ไม่ชอบทานผักทุกชนิด นอกจากนี้ได้รู้สำนึกถึงพระคุณของยายและพ่อแม่มากขึ้น ให้ความสนใจช่วยงานของยายมากขึ้นกว่าเดิม และคิดว่าจะต้องสนใจการเรียนมากกว่าที่แล้วมา มีนักเรียนชาย ๑ คนบอกว่า “เวลาว่างได้โทรศัพท์ไปถึงนักเรียนหญิงรุ่นน้องที่แอบชอบหลายครั้ง แต่ติดต่อไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว หากติดต่อได้จะถามว่า..สบายดีไหม กำลังทำอะไร วันนี้คิดถึงนะครับ…และ พยายามขับมอเตอร์ไซค์ไปวนที่หน้าบ้านหลายรอบก็ไม่เจอ”....(เพื่อน ๆ นิ่งเงียบฟังและฮานิดหน่อย) เมื่อถามว่า “เวลาว่างจากการทำงานหรือรับจ้างนักเรียนอ่านหนังสือบ้างไหม” มีเพียง ๖ รายบอกว่าอ่านหนังสือที่ยืมจากครูไป รวมทั้งบอกข้อคิดและประโยชน์ที่ได้รับจากการอ่าน และส่วนมากอ่านการ์ตูนบอกว่าให้ความบันเทิง ส่วนมากบอกว่าอยากจะอ่านแต่ไม่มีเวลาอ่าน ข้อสุดท้ายถามว่า “นักเรียนถูกพ่อแม่ ผู้ปกครองบ่นว่าในเรื่องใดบ้าง” นักเรียนตอบเหมือนกันทุกคนว่า “เรื่องการเที่ยวเตร่” การเที่ยวเตร่ของนักเรียนคือการออกจากบ้านไปบ้านเพื่อน ๆ นักเรียนในชั้นเดียวกัน ไปคุยกันสารพัดเรื่องตามประสาวัยรุ่น มีนักเรียนหญิงเพียง ๑ คนที่ไม่เที่ยวเตร่โดยพลการเพราะผู้ปกครองไม่อนุญาตแต่มีเพื่อนมาหาที่บ้าน รวมทั้งน้องนัทอีก ๑ รายไม่มีโอกาสออกไปเที่ยวตามลำพัง รองลงมาจากการเที่ยวเตร่คือ “การถูกผู้ปกครองบ่นว่าเรื่องทำงานบ้านช้า อาบน้ำดึก โต้เถียงพ่อแม่” “นักเรียนทุกคนพูดอย่างเปิดใจ ไม่ปิดบัง แม้ว่าการกระทำที่ไม่เหมาะสม และพูดถึงความรู้สึกที่ทำแต่ละอย่างได้อย่างมีความสุข”...โชคดีที่ไร้วี่แวว...ปัญหาที่คาดคิดไว้ พ่อแม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ถือว่าเด็กแต่ละคนสามารถเป็นกำลังของครอบครัว ออกไปรับจ้างทำงานหาเงินได้ ส่วนเรื่องการเรียน การอ่านหนังสือยามว่าง ถือว่าเป็นหน้าที่ของโรงเรียนเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบต่อความเป็นนักเรียน การที่ผู้ปกครองไม่พอใจเรื่องการเที่ยวเตร่ ครูมีความเข้าใจว่าพ่อแม่หรือผู้ปกครองห่วงใยเรื่องความปลอดภัย การคบเพื่อนหรือการถูกล่อลวง แต่ความจริงนักเรียนบอกว่า ผู้ปกครองต้องการให้ใช้เวลานั้นทำงานในบ้านมากกว่า
จออออออองงงงงงงงงงงงงค่ะ
ราตรีสวัสดิ์ค่ะ พรุ่งนี้มาอ่านค่ะพี่ครูคิมจ๋า
สวัสดีครับ
ถาม นักเรียน กับครู
รัก และสนิทกันมากขึ้น
ทำให้ผลการเรียนของนักเรียนดีขึ้น จริงหรือไม่
สวัสดีครับเกลอ มีแต่ความไว้วางใจเท่านนั้นที่จะมีบรรนากาศการพูดคุยอย่างนี้ครับ
“นักเรียนทุกคนพูดอย่างเปิดใจ ไม่ปิดบัง แม้ว่าการกระทำที่ไม่เหมาะสม และพูดถึงความรู้สึกที่ทำแต่ละอย่างได้อย่างมีความสุข"
แวะมาเยี่ยมครับ
ที่ทำงานเปิดวันที่8/11/52 คงได้วุ่นอีกไม่กี่วัน
อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่คิม
* สายฝนตกมาทักทายแต่เช้าตรู่ ส่งผลให้อากาศเย็นลงอีกเล็กน้อย ชอบจังค่ะ แต่คงเย็นน้อยกว่าที่นั่นนะคะ
* ฝึกให้เด็กๆได้รับผิดชอบงานบ้านหรือหารายได้ระหว่างเรียนเป็นเรื่องที่ดีนะคะ จะได้รู้ค่าของเงิน
* เด็กๆคงสบายใจที่ได้มีโอกาสพูด-คุยเรื่องต่างๆ กับเพื่อนๆและคุณครูใจดีนะคะ
บันทึกนี้อ่านสบายๆได้สาระ
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะพี่คิม
หายใจไข้หวัดหรือยังคะ?
บันทึกเปิดใจระหว่างครูและนักเรียน..อ่านแล้วมีความสุขค่ะ
ชักสงสัยแล้วสิว่า ถ้าดาวได้เป็นนักเรียนพี่คิม จะสามารถมีความลับกับคุณครูอย่างที่คิมได้ไหมเนี่ย อิอิ
สวัสดีค่ะน้อง♥paula ♥ที่ปรึกษาตัวน้อย✿
สวัสดีค่ะนาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
สวัสดีค่ะ
แวะมาเยี่ยม
ชอบเอาเห็ด 3 ชนิด มาผัดเป็นเห็ดสามสหายค่ะ
สวัสดีค่ะเกลอวอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
สวัสดีค่ะคนตานี
สวัสดีค่ะคนตานี
สวัสดีค่ะน้องK.Pually
สวัสดีค่ะท่านรองฯ small man
สวัสดีค่ะน้องดาวblue_star
สวัสดีค่ะน้องณัฐรดา
สวัสดีค่ะอาจารย์น้องขจิต ฝอยทอง
สวัสดีครับพี่ครูคิม
สุขสันต์วันเปิดเทอมนะครับ
มีเรื่องรบกวนครับ
พอดีต้นเดือนธันวาคมมีแผนจะไปเที่ยวภูหินร่องกล้า
เลยจะถามพี่ครูคิมว่า เคยไปไหมครับ หรือ ว่าพอจะทราบการเดินทางไหมครับ
ผมกะว่าจะขับรถไปเองแต่คิดว่าจะขึ้นบนภูอาจต้องไปกับรถอุทยาน
พี่คิมมีอะไรจะแนะนำไหมครับ