พื้นที่ภายในสวน…หากคิดทำอะไร  ย่อมทำได้มากมายนัก  การเป็นข้าราชการในคราบของคนสวน หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่…มิใช่เรื่องสำคัญ

สำคัญอยู่ที่ว่า…จะทำให้เกิดคุณค่าแห่งตนได้มากน้อยแค่ไหนต่างหาก

 

งานที่ใช้พลังแห่งชีวิต…จึงต้องเรียนรู้และสัมผัสด้วยตัวเอง

 

               บ่อปูนเก่า ๆ ถูกก่อขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์มากมาย ในหลาย ๆ เรื่อง  ตั้งแต่กักน้ำจากบ่อไว้ใช้ยามขาดแคลนน้ำช่วงหน้าแล้ง  หรือเป็นบ่อเลี้ยงปลาไว้กินเป็นอาหารยามขัดสน  แม้กระทั่งทำเป็นบ่อเก็บใบไม้แห้งไว้…สำหรับใช้ประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลไม้ผลแทนปุ๋ยเคมี…. ได้อย่างวิเศษ

 

 

 

บ่อปูนเก่า ๆ ที่ปล่อยทิ้งไว้

 

               มาวันนี้…คิดลองแปรเปลี่ยนสภาพบ่อปูน ที่ปล่อยว่างมาพอสมควร ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง  ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง….

 

                ด้วยความที่ไม่เคยเลี้ยงกบมาก่อน  การหาเอกสาร ความรู้มาอ่าน จึงเป็นเรื่องปกติสำหรับทุก ๆ คนที่สนใจ  วิธีเลี้ยงและความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงกบ จึงถูกเปิดอ่าน  ….อ่านอยู่หลายรอบ

 

ยอมรับว่า…ทฤษฎีการเลี้ยงกบเนี่ย!!  สวยหรูพอกำลังเลยทีเดียว 

 

                การเที่ยวหาประสบการณ์จากปากต่อปาก ด้วยการได้แหล่งเรียนรู้ จาก… ูนย์การเรียนรู้วิสาหกิจชุมชน ที่ตำบลไม้เรียง  อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่แนะนำโดยคนในแวดวงทางการเกษตร

 

                 หาประสบการณ์จากชุมชนแห่งนี้  ด้วยการใช้เวลาวันหยุด  ระยะทางจากสุราษฎร์ธานี  ไป ศูนย์การเรียนรู้วิสาหกิจชุมชน แห่งนี้ ไกลพอสมควร  และเป็นความโชคดี เมื่อไปถึงได้เจอบุคคลที่ยินดีให้ความรู้เป็นทาน  โดยมิได้คิดมูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญา  ถ้าจำไม่ผิดบุคคลท่านนี้ท่านชื่อ ุงจร

 

  

ูนย์การเรียนรู้วิสาหกิจชุมชน ที่ตำบลไม้เรียง  อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช

 

                 ลุงจรให้คำแนะนำความรู้ในการเลี้ยงกบ ด้วยคำพูดที่ฟังง่าย และเข้าใจง่ายด้วยเช่นกัน  ลุงจร บอกว่า…กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เลี้ยงไม่ยาก  สำคัญอยู่ที่การใส่ใจดูแลเรื่องน้ำที่กบอาศัยอยู่เป็นสำคัญ  น้ำที่กบอยู่ต้องหมุนเวียนและเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ  พูดง่าย ๆ ก็คือ การเลี้ยงกบในบ่อปูน ควรทำการเปลี่ยนน้ำวันเว้นวันเป็นการดี 

                  กบที่ลุงจร  แนะนำให้เลี้ยง  คือ กบดูฟร๊อก  กบชนิดนี้เป็นกบลูกผสม ที่เลี้ยงง่าย  โตเร็ว ไม่ค่อยมีโรคและเหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศในเมืองไทย  ลุงจรบอกอีกว่า…เนื้อกบจะอร่อย ไม่เหนียวเหมือนกบนาบ้านเรา 

 

และที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ มีตัวอย่างกบที่เลี้ยงไว้ให้ดู  …ทั้งกบที่เลี้ยงในบ่อปูน  และกบที่เลี้ยงแบบคอนโด(เรียกสั้น ๆ ว่า กบคอนโด )

 

 

                         รูปกบในบ่อปูน และกบคอนโดในศูนย์การเรียนรู้ฯ

 

               ระหว่างที่ศึกษารูปแบบการเลี้ยงกบ  ลุงจรยังบอกอีกว่า…กบเป็นสัตว์ที่ต้องพยายามเลี้ยงให้เค้ารู้สึกคุ้นเคยกับเรา  เสียงเพลง จึงเป็นตัวช่วยเพื่อสร้างความคุ้นเคยระหว่างกัน  บทเพลงทำให้กบรู้สึกผ่อนคลาย และคุ้นเคยกับคน และที่สำคัญ เสียงเพลงทำให้กบไม่เครียดด้วย  เหตุที่ลุงจรพูดเช่นนี้ เพราะ  วิถีธรรมชาติของกบแล้ว  เป็นสัตว์ที่ชอบอยู่ตามรู  อยู่ตามธรรมชาติ  เมื่อฝืนธรรมชาติ  การมีสิ่งทดแทนที่ขับกล่อม จึงทำให้กบผ่อนคลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เมื่อกบไม่เครียด  การดูแลก็ง่าย  อารมณ์ดี กินได้ และโตไว

 

                การได้มาที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ …ด้วยความอยากทำเป็นทุนเดิม จึงเป็นแรงบันดาลใจ ให้เริ่มต้น จากบ่อปูนที่ปล่อยว่างไว้หลังบ้าน จำนวน  1 บ่อ และควักกระเป๋าลงทุน เพิ่มเติมขึ้นอีก คิดในใจว่า….อย่างไรเสีย สิ่งที่ทำคือความตั้งใจ

 

                บ่อปูนขนาดกว้าง ประมาณ 1 เมตร และยาวประมาณ 1 เมตร แบ่งเป็นล๊อค ๆ เพื่อเลี้ยงกบคอนโด จำนวน 12 ล๊อค   

 

                ความรู้..อีกอย่างหนึ่งของบ่อปูนใหม่ ๆ ที่ทำเสร็จ ….การเลี้ยงสัตว์น้ำหรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำใด ๆ ก็แล้วแต่ลงมือเลี้ยงทันทีที่ทำเสร็จไม่ได้  เนื่องจากกลิ่นปูนและสารตกค้างของปูนซีเมนต์ ยังมีความรุนแรงอยู่  หากเลี้ยงสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ ก็จะทนไม่ได้ และตายในที่สุด เพราะสาเหตุคือ ปูนกัด

 

               วิธีแก้ปัญหานี้ก็คือ การหาต้นผักบุ้ง ปริมาณมากพอสมควร ถอนทั้งต้นและรากได้ยิ่งดี นำมาถู ๆ ขยี้ ๆ ภายในพื้นที่บริเวณบ่อปูนนั้น และแช่ต้นผักบุ้งเหล่านั้นไว้  ทิ้งไว้ ประมาณ ครึ่งเดือน  ก็สามารถที่จะย่นระยะเวลารอคอยเพื่อให้เป็นบ่อปูนที่เหมาะสม สำหรับเลี้ยงสัตว์น้ำหรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำใด ๆ ได้เป็นอย่างดี

 

 

รูปบ่อปูนที่สร้างขึ้นมาใหม่และล้อรถยนต์สำหรับเป็นที่อาศัยของกบ

 

               การเตรียมวัตถุดิบเพื่อเลี้ยงกบคอนโด สิ่งหนึ่งที่ขาดเสียไม่ได้คือ ล้อรถยนต์   ล้อรถยนต์นี่แหละ ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของกบ แทนการนอนในรูตามธรรมชาติ

               ตอนที่ไปซื้อ ล้อรถยนต์เก่า ๆ มาจากร้านปะยางรถยนต์ ในตัวเมืองจังหวัด  อดยิ้มกับตัวเองไม่ได้ว่า…ูมิปัญญาชาวบ้านเนี่ย!!ช่างวิเศษซะจริง ๆ  คนที่คิดเลี้ยงเป็นคนแรก ๆ เนี่ย!!   เค้าช่างสรรหาวิธีการเลี้ยง เพื่อทดแทนธรรมชาติของกบได้อย่างน่ายกย่อง….  เพราะอะไรหรือ 

คงเป็นเพราะกบชอบอยู่ในรู  ในรูเป็นที่มืด  ล้อยางสีดำแทนความมืดของสถานที่ที่กบอาศัยอยู่ได้  และที่สำคัญน้ำที่หล่อเลี้ยงตัวกบ ตามล้อยางทุกล้อ แทนน้ำหล่อเลี้ยงตามธรรมชาติของกบได้เป็นอย่างดี

 

 

                  การเตรียมความพร้อมของสถานที่และวัสดุที่กล่าวมาข้างต้น ยังไม่พอ และสิ่งต่อไปนี้ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเลี้ยงกบด้วยเช่นกัน  สิ่งนี้ คือ 

น้ำหมักชีวภาพ

น้ำหมักชีวภาพ  เป็นสิ่งที่ลุงจรแนะนำไว้  เพราะลำพังเพียงน้ำบ่อที่สูบเข้าบ่อเลี้ยงกบอย่างเดียวไม่พอ…กบอยู่ได้เพราะน้ำและอาหาร  น้ำที่อยู่ในบ่อกบ จึงต้องปรับสภาพความเป็นกรด – ด่าง ให้สมดุล  และที่สำคัญ ลุงจรบอกอีกว่า  น้ำหมักชีวภาพนี้ ป้องกันโรคต่าง ๆ ในสัตว์ได้ (ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ รักษาสัตว์  ลดต้นทุนในส่วนนี้ได้เป็นอย่างดี)

 

ูตรทำน้ำหมักชีวภาพ ที่จดมาจากปากคำของลุงจร มีดังนี้

           -  กล้วยน้ำหว้าสุก  มะละกอสุก และผลฟักทองแก่  รวมกัน ประมาณ  3 กิโลกรัม

           -  น้ำตาลทรายแดง หรือกากน้ำตาล ประมาณ 1 กิโลกรัม

           -  นำทั้งหมดไปหมักในภาชนะที่มีฝาปิด  ทิ้งไว้ ประมาณ 7 วัน ก็จะได้น้ำหมักชีวภาพ

 

ลุงจร บอกเช่นนั้น  นำน้ำหมักนี่ไปเป็นส่วนผสมทุกครั้งที่ทำการเปลี่ยนน้ำใหม่ให้กบอย่างสม่ำเสมอ  น้ำหมักชีวภาพนี้ สามารถเก็บไว้ได้นาน 6 เดือนถึง 1 ปี เลยทีเดียว

 

รูปโอ่งที่ใช้ทำน้ำหมักชีวภาพ

 

                จากคำบอกเล่าของลุงจร ผ่านการลงมือทำจริง  …เป็นการลองทำครั้งแรก  ผลออกมา หมักนานเกิน 7 วันแล้ว เปิดฝาตุ่มน้ำที่ใช้เป็นภาชนะหมัก ออกดู ยังไม่มีน้ำหมักชีวภาพออกมาให้เห็น มีเพียงฟองของอากาศ และกลิ่นบูดของวัตถุดิบ  ก็คิดว่า.. ไม่เป็นไร  ลองใหม่ดูอีก ครั้ง

ครั้งนี้…สับวัตถุดิบที่ใช้ ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ เติมน้ำตาลแดงลงไป คลุกเคล้าให้ทั่ว และแอบใส่น้ำลงไปด้วยตามความเหมาะสม (จากคำบอกเล่าของลุงจร อาจไม่ได้จด หรือฟังไม่ทันก็เป็นได้) ปิดฝาตุ่ม ทิ้งไว้ ประมาณ 7-10 วัน  เมื่อครบกำหนด เปิดฝาตุ่มออกมาดู  พบว่า มีน้ำหมักชีวภาพจากการหมักครั้งนี้ จริง ๆ  นำขวดเปล่ามาตวงน้ำหมักชีวภาพเก็บไว้ได้หลายขวดทีเดียว

 

 

                เมื่อสถานที่พร้อม  วัตถุดิบพร้อม  …..กบที่สั่งซื้อมาจาก ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ ร่วม 2,000 ตัว ก็ทยอยลงสู่บ่อปูนที่จัดเตรียมไว้  แยกกบลงบ่อปูนที่แบ่งเป็นล็อค ขนาดพื้นที่ 1 ตารางเมตร ล็อคละ ประมาณ 100 ตัว ส่วนกบที่เหลือนำลงบ่อปูนเก่า

 

                 เป็นความแปลกใหม่ของการใช้ชีวิตเพื่อเรียนรู้แบบเศรษฐกิจพอเพียง…มีความพอใจในสิ่งที่กำลังทำอยู่นะตอนนี้ ที่เหนื่อยและยุ่งยากบ้าง ทั้งการเปลี่ยนน้ำและการให้อาหาร  เตือนตัวเองทุกครั้งว่า อย่าลืม!! ใส่น้ำหมักชีวภาพที่ทำไว้  ทุกบ่อ ทุกครั้ง ที่เปลี่ยนน้ำให้กบ(ใส่น้ำหมักชีวภาพ ประมาณ 1-2 ช้อนกินข้าว ต่อบ่อ พื้นที่ 1 ตารางเมตร)

 

 

รูปกบที่เลี้ยง

  

อาหารที่ใช้เลี้ยงกบ คือ  อาหารเม็ดสำเร็จรูป สำหรับเลี้ยงปลาดุก ที่ซื้อหลังจากเลิกงาน  ราคาอาหารปลาดุก ตกที่ประมาณกระสอบละ 450-480 บาท

กบที่เลี้ยงครั้งนี้ โตเร็วมาก …อาจเป็นเพราะนำลูกกบขนาดที่โตแล้ว ตัวละ ประมาณ 4-5 บาท มาเลี้ยง  ซึ่งอัตราการรอดตายสูงกว่าลูกกบตัวเล็ก ๆมาก

 

 

ข้อควรระวังจากการเลี้ยงกบ

              -  การสูบบุหรี่ บริเวณสถานที่เลี้ยงกบ  ต้องพึงระวังเป็นอย่างสูง หากขี้บุหรี่ หล่นลงบ่อกบ  กบก็จะตาย

              -  กบมีฟันค่อนข้างคมพอสมควร  การจับกบ จึงต้องระวัง เพราะโดนกบงับมืออยู่หลายครั้ง และเจ็บทุกครั้งที่ถูกกัด

              -  กบชอบภาวะแวดล้อมตามธรรมชาติที่สุด  การจัดสภาพแวดล้อมให้ร่มรื่น เป็นสิ่งที่ควรทำ  การกางสแลนเพื่อกรองให้แดดเข้าน้อย(แสงรอดผ่าน 20-40 %) จึงเป็นเรื่องดี เพราะความมืด คือภาวะแวดล้อมเดิมของกบ

              -  การฉีดสารเคมีต่างๆ เช่น ยากำจัดวัชพืช บริเวณ รอบ ๆ บ่อเลี้ยงกบ ทำไม่ได้  เพราะสารเคมีเหล่านี้รุนแรง และสามารถฆ่ากบให้ตายได้ จากละอองยาที่ปลิวเข้าบ่อกบ  หากหญ้าขึ้นรก ใช้จอบถากหญ้าที่รก บริเวณรอบบ่อ เพื่อป้องกัน ศัตรูตามธรรมชาติของกบมาอาศัยอยู่และกินกบเป็นอาหาร เช่น งู เป็นต้น

 

ถากหญ้าที่ขึ้นรอบ ๆ บริเวณบ่อกบป้องกันศัตรูตามธรรมชาติ 

 

                สังเกตวิถีการดำรงชีวิตของกบเหล่านี้แล้ว….เริ่มเข้าใจได้ว่า ชีวิตทุกชีวิตต้องรู้จักปรับตัว เพื่อความอยู่รอด  กบที่เลี้ยงครั้งนี้ก็เช่นกัน  เมื่อเลี้ยงได้ขนาดใหญ่พอ 3-4 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม ในช่วงระยะเวลา 2-3 เดือน กบก็พร้อมขายออกสู่ตลาด

 

                 การหาตลาดขายส่ง….เป็นอีกช่วงหนึ่งที่รู้สึกท้าทาย เพราะมิใช่การทำเป็นอาชีพ  พ่อค้าคนกลางจึงไม่มี  ใช้วิธีการเดินสำรวจตลาดขายสัตว์น้ำของตลาดสดเทศบาลประจำจังหวัด  

                 พ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้  บางคน ทำหน้าที่ขายและรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำด้วยซึ่งมีทั้งปลาประเภทต่าง ๆ หอย กุ้ง ปูและอื่น ๆ  รวมทั้งกบ ด้วยและถือว่าโชดดี ที่เจอคู่สามี-ภรรยาที่ทั้งขายและรับซื้อ กบและปลาดุก โดยสามี ทำหน้าที่เป็นผู้ชำแหละ  ส่วนภรรยาทำหน้าที่ขาย  และวันนั้นโชดดีที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าทำงาน ทำให้รู้สึกว่า โทนเสียงที่เค้าคุยกับเรา สุภาพ ซึ่งต่างกับการสำรวจตลาด ด้วยชุดทำงานในสวนครั้งก่อนที่  เสื้อผ้าที่สวมใส่หมองกางเกงก็แลดูไม่สะอาดตา การพูดคุย ก็จะเป็นอีกแบบ ด้วยน้ำเสียงที่ห้วน หรือบางทีก็ห้าวด้วยซ้ำไป  เสื้อผ้าบ่งบอกเศรษฐานะของคนได้จริง ๆ เลยนะ… คิดแล้ว ก็อดเห็นใจคนจน ๆ ที่ด้อยโอกาสไม่ได้    พวกเค้าไม่มีโอกาสแต่งสวยแต่งหล่อได้ตามใจปรารถนา

 

                  คนเราเนี่ย!  บางครั้งก็ตัดสินใจและตีราคาค่าตัวด้วยการคาดคะเนจากสายตา และลักษณะทางกายภาพ   รู้สึกได้เพราะ เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้เกิดจากความเคยชิน จึงมีข้อเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจน  ผลของการสำรวจตลาดครั้งนั้น  ทำให้รู้ว่า ราคากบก็ไม่ใช่ถูกนัก………. พ่อค้าคนกลาง ชำแหละกบ แล้ว ขายกบในราคากิโลกรัมละ 95-100 บาท ขณะที่ราคาขายส่ง อยู่ที่ กิโลกรัมละ  65 บาท

 

กบที่เลี้ยงทั้งในบ่อปูนและกบคอนโด

 

                กบที่ได้ขนาด จากบ่อเลี้ยงกบ ถูกรวบรวมใส่ถุงปุ๋ยที่ผ่านการล้างแล้ว  มัดปากถุง หลวม ๆ ตั้งทิ้งไว้หลังกระบะรถยนต์  การเป็นชาวสวนแบบนี้ เนี่ย! ต้องออกแรงเยอะ….กว่าจะได้เงินเป็นหลักพันในการขายแต่ละ ครั้ง  อีกทั้งต้องหิ้วด้วยพละกำลังที่มีอยู่สองมือ  บางครั้งก็เป็นชุดทำงานบ้าง(ตอนเย็น ๆ) หรือหากเป็นวันหยุด ก็เป็นชุดที่ใช้ทำสวนบ้าง(ชุดนี้ยกแบกขึ้นบ่าได้อย่างสบาย)

 

                 หักลบกลบหนี้แล้ว….ลงทุนไว้ได้ทุนคืน สิ่งที่เป็นกำไรกลับมิใช่เป็นตัวเงิน  แต่กลับเป็นสิ่งก่อสร้างที่ลงทุนไว้ และประสบการณ์ในชีวิต ครั้งหนึ่ง… ที่สาละวนอยู่กับการเลี้ยงกบ… ในวิถีธรรมชาติแบบเศรษฐกิจพอเพียง

 

 

                นั่งทบทวน….ประสบการณ์ในครั้งนี้ พบว่า  การที่จะให้ได้มาซึ่งเงินเพื่อยังชีพ  ไม่ว่าวิถีใดก็ตาม  ย่อมมีบทเรียนชีวิตย้อนกลับให้เรียนรู้เสมอ  ในครั้งนี้ รู้สึกสนเท่ห์กับการได้มาและการจากไปของสรรพสิ่ง

 

                 จากการเรียนรู้  ที่ทำให้รู้ว่า…เงินมีค่าพอที่จะเปลี่ยนความทุกข์เป็นความสุขได้  แต่หากสุขบนความทุกข์ความลำบากของผู้อื่นมากเกินไป  จึงเป็นความลาดเอียงของความสุขที่มิควรแสวงหา

 

พ่อค้าคนกลาง…จึงเป็นความลาดเอียงที่ถูกบ่มเพาะไว้เสมอ  หากวันใดตราชั่ง…ตรงจากภายในแล้วละก็!! เป็นสิ่งที่น่ายินดียิ่งนัก  และหากย้อนคิดแบบสม่ำเสมอและบ่อย ๆ จึงเป็นสิ่งที่สมควรเห็นใจเกษตรกรผู้ผลิตให้มาก  เพราะรู้สึกถึงขั้นตอน ที่ผ่านจากการเรียนรู้ของตัวเองแล้ว มากมายนัก  ที่กว่าจะได้เม็ดเงินตอบแทนความอุตสาหะของตนเอง

 

ดอกไม้ที่ปลูกไว้ข้างบ้าน 

 

ข้อคิดทางธรรม

                การเลี้ยงสิ่งมีชีวิตก็มิใช่สะดวกราบรื่นไปซะหมด  ชีวิตมีอยู่ก็มีตาย…เป็นวัฎสงสาร อยู่เช่นนี้

การเลี้ยงกบครั้งนี้ มีตายบ้าง….คิดทุกครั้งที่หยิบชีวิตของกบที่ไม่มีลมหายใจ  ออกจากบ่อ ใส่ถุงนำไปฝังดินใต้ต้นมังคุด  ขุดหลุมฝังกบเหล่านี้ ภายในใจของตัวเอง  แผ่เมตตาให้เสมอ….

 

สัพเพ   สัพตา  สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์  เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อะเวรา   จงเป็นสุขเป็นสุข เถิด

….

….

 

              และวันสุดท้ายขายกบหมดบ่อ  วันนั้น เป็นวันที่ตั้งใจแวะซื้อ ุดสังฆทาน วมทั้งเงินใส่ซองจำนวนหนึ่ง ขับรถไปวัด เพื่ออุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลให้กับชีวิตที่สูญสิ้นไป และคิดเสมอว่า…เค้าคือผู้ที่มีบุญคุณต่อเรา และ ชีวิตยังคงต้องดำรงอยู่  และการดำรงอยู่ของชีวิตจึงมิอาจหลีกเลี่ยงได้    การได้ทำบุญจึงเป็นหนทางที่ได้กระทำแล้วมีความสุขเสมอ  และนี่คือ….การใช้ชีวิตที่ตัวเองเป็นผู้ลิขิต