“มียาอะหยังก่อ ตี่หื้อเปิ่นกิ๋นแล้วก็หลับสบายๆไปอี้แหนะ...เปิ่นทรมานล้ำ”

ณ ช่วงเวลาบ่ายของวันที่ 29 ตุลาคม 2552 …สมาชิกบุคลากรทีมสุขภาพทั้งหลายที่มีความสนใจในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ก็ได้มารวมตัวกันโดยนัดหมายไว้ล่วงหน้า ที่ห้องประชุมของโรงพยาบาล...วันนี้ เรามีพันธะสัญญากันว่าจะมาทบทวน ทำความเข้าใจถึงระบบของการดูผู้ป่วยระยะสุดท้ายรวมทั้งผู้ป่วยที่ต้องการการดูแลแบบประคับประคองถึงแม้จะยังไม่ใช่ระยะสุดท้ายของชีวิตก็ตาม  นอกจากที่เราได้ทบทวนทำความเข้าใจในเรื่องของระบบบริการที่เราทำเป็นแนวปฏิบัติขึ้นกันแล้ว ก็มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องราวของการดูแลผู้ป่วยและครอบครัว ที่ชุมชนนักปฏิบัติของเราได้พบเจอ

 

วันนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง เมื่อคุณหมอ ประธาน/ผู้จัดการทีมการจัดการเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยระยะสุดท้ายของเราเปิดประเด็นขึ้นมาว่า “ความตาย” สำหรับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายนั้น ไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายหรือแสดงถึงความล้มเหลวของระบบ เหมือนกับที่เราคิดกันในโรคอื่นๆ ที่มักใช้อัตราตายที่ลดลงเป็นข้อบ่งชี้คุณภาพการของการดูแล

  

คุณหมอยกตัวอย่างกรณีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่น่าสนใจขึ้นมารายหนึ่ง ซึ่งพวกเราในทีมมีโอกาสได้ร่วมการดูแลกันอยู่หลายฝ่ายด้วยกัน...จึงเป็นโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเด็นนี้ด้วยกัน...เธอเป็นผู้ป่วยหญิงโสดวัยใกล้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคก้อนเนื้องอกที่สมอง ในช่วงแรกของการเจ็บป่วยญาติพี่น้องซึ่งมีน้องชายของผู้ป่วยที่เป็นผู้ดูแลหลัก ก็ดิ้นรนพากันไปรับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนท้ายที่สุดได้รับการรักษาโดยการใส่ท่อระบายน้ำหล่อเลี้ยงสมองให้สามารถระบายมาสู่ช่องท้องได้ซึ่งพอจะแก้ไขปัญหาอาการซึมลง ปวดศรีษะเนื่องจากก้อนเนื้องอกอุดตันระบบการระบายน้ำหล่อเลี้ยงสมองตามธรรมชาติได้  แต่โชคร้าย หลังทำไปได้เพียงระยะเวลาไม่นาน ท่อระบายนี้ก็เกิดอุดตันอีก ผู้ป่วยทรุดลง เธอไม่รู้สติอีกครั้ง ครั้งนี้เธอได้รับการใส่เครื่องช่วยหายใจเพื่อช่วยชีวิต จนในที่สุดก็รอด(ตาย)  แต่อยู่ในสภาพที่ไม่รู้สติ รับรู้เพียงการกระตุ้นสัมผัสหรือเสียงที่ดังๆเท่านั้นจึงจะมีอาการขยับแขนขาคล้ายสะดุ้ง  ต้องหายใจผ่านท่อหลอดลมซึ่งเจาะไว้ที่คอ ต้องรับอาหารเหลวที่ญาติป้อนให้ผ่านทางสายยางที่ใส่ไว้ทางจมูกสู่กระเพาะอาหารวันละ 4 ครั้งด้วยกัน  ซึ่งก่อนให้อาหารนั้นผู้ดูแลก็จะต้องทำการดูดเสมหะในท่อหลอดลมคอให้ก่อนทุกครั้งเพื่อป้องกันการสำลัก  อีกทั้งการดูแลปฏิบัติให้ได้รับการตอบสนองด้านกิจวัตรประจำวันส่วนตัวทั้งหมดล่ะ...

 

ปัจจุบันการดูแลที่กล่าวมานี้ น้องชายผู้ป่วยและน้องสาวอีกคนหนึ่ง รับภาระไว้ทั้งหมด...ที่บ้าน...โดยมีทางโรงพยาบาลและสถานีอนามัยให้การสนับสนุนด้านความรู้ ทักษะการดูแล วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ ตลอดจนคอยติดตามการดูแลเป็นที่ปรึกษาให้เป็นระยะๆ...

 

หลังจากดูแลที่บ้านในสภาพอาการดังกล่าวได้ประมาณ 2 เดือน...วันหนึ่งที่ Palliative Care Clinic  เราก็ได้รับคำถาม/การปรึกษาจากผู้ดูแลหลักของผู้ป่วยว่า...

“แม่เลี้ยง เปิ่นจะทรมานจะอี้ไปแหมเมินก่...

“ค๊ะ!...อือม์...แล้วตอนนี้ คนไข้เป๋นจะไดพ่องหละ?”

“ก็เหมือนเก่าหนะ...ถ้าเป๋นจะอี้ไปแหมเมินท่าจะบ่ไค่ไหว บ่มีไผผ่อ...”

……………………………………………………………………………………….

“มียาอะหยังก่อ ตี่หื้อเปิ่นกิ๋นแล้วก็หลับสบายๆไปอี้แหนะ...เปิ่นทรมานล้ำ”

 

เอาละสิ!...จะทำอย่างไรดีล่ะ?

พยาบาลประจำ Palliative Care Clinic บอกว่าตอนแรกที่ได้ยินก็...อึ้งนะ   ไม่ตกใจ  แต่ก็นิ่งเงียบไปพักหนึ่งเพื่อคิดต่อไป ว่าจะทำอย่างไรกับคำถาม/คำร้องขอเรื่องนี้ดี...ถ้าเป็นท่านล่ะคะ?