ปัญหาหลังการได้รับเอกราชของพม่า
ภูมิหลังการเมืองของพม่าและการเข้ามาของอังกฤษ
 
 ลักษณะภูมิศาสตร์ (http://th.wikipedia.org สืบค้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๒)
ที่ตั้ง : ประเทศพม่าตั้งอยู่ที่ละติจูดที่ 28 องศา 30 ลิปดา ถึง 10 องศา 20 ลิปดาเหนือ ภูมิประเทศตั้งอยู่ตามแนวอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามันทำให้มีชายฝั่งทะเลยาวถึง 2,000 ไมล์ และมีหาดที่สวยงามเก่าแก่บริสุทธิ์อยู่หลายแห่ง พม่ามีชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือติดกับบังคลาเทศและอินเดีย และทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับธิเบตและจีน ส่วนทางตะวันออกติดกับลาว และทางตอนใต้ติดกับไทย รูปพรรณสัณฐานเหมือนกับว่าวที่มีหางยาวล้อมรอบเกือกม้าขนาดใหญ่คือแนวเทือกเขามหึมา และภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ มียอดเขาสูงอยู่มากมายตามแนวเทือกเขาของพม่า และมีหลายยอดที่สูงเกินกว่า 10,000 ฟุต ตามแนวชายแดนหิมาลัยทางเหนือของพม่าที่ติดกับธิเบตเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “ฮากากาโบ ราซี” 19,314 ฟุต ต่ำลงมาจากแนวเขาเหล่านี้เป็นที่ราบกว้างใหญ่ภายในประเทศพม่า รวมทั้งเขตแห้งแล้งกินอาณาเขตกว้างตอนกลางของพม่า และยังมีที่ราบลุ่มบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดีที่อุดมสมบูรณ์ทอดยาวลงไปทางตอนใต้ เป็นนาข้าวกว้างใหญ่ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
 
ลักษณะภูมิประเทศ
ภาคเหนือ เทือกเขาปัตไก เป็นพรมแดนระหว่างพม่าและอินเดีย
ภาคตะวันตก เทือกเขาอาระกันโยมากั้นเป็นแนวยาว
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นที่ราบสูงชัน อากาศค่อนข้างเย็น และค่อนข้างแห้งแล้ง ร้อนชื้น
ภาคใต้ มีทิวเขาตะนาวศรี กั้นระหว่างไทยกับพม่า
ภาคกลาง เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดี ภาคกลางตอนบนแห้งแล้งมาก เพราะมีภูเขากั้นกำบังลม ส่วน ภาคกลางตอนล่าง เป็นดินดอนสามเหลี่ยม ปากแม่น้ำขนาดใหญ่ ปลูกข้าวเจ้า ปอ
 
พม่าในศตวรรษที่ ๑๖ สามารถรวบรวมประเทศเป็นปึกแผ่นในสมัยราชวงศ์ตองอู สามารถควบคุมหัวเมืองใหญ่ ๆ ไว้ได้เช่น แปร พะโค ยะไข่ หงสาวดีซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของมอญ รวมถึงอาณาจักรอยุธยา แต่เมื่อสิ้นบุเรงนอง กษัตริย์ที่ปกครองพม่าต่อมาไม่มีความสามารถ รัฐต่าง ๆ ที่เคยตกเป็นอาณานิคมเริ่มแยกตัวออกเป็นอิสระ การเมืองภายในวุ่นวาย ขุนนางมีอำนาจเหนือกษัตริย์ และยังต้องกันการถูกรุกรานจากภายนอก คือ จีนซึ่งอยู่ในสมัยราชวงศ์แมนจูได้ติดตามมาตีพวกราชวงศ์เหม็งที่หลบหนีเข้ามาในพม่าเสมอ การเป็นปัญหาทางการเมืองระหว่าประเทศที่พม่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ความอ่อนแอทางด้านการปกครองทำให้ชนกลุ่มน้อยเช่นมอญก่อการกบฏขึ้นมาในปี ค.ศ. ๑๗๔๑ และสามารถยึดพม่าตอนล่างไว้ได้ทั้งหมด โดยความช่วยเหลือของฝรั่งเศส และยังขึ้นไปตีอังวะแตกในปี ค.ศ. ๑๗๕๒ ทำให้ราชวงศ์ตองอูที่ยิ่งใหญ่สิ้นสุด พม่าเริ่มรวมตัวกันได้อีกครั้งในสมัยราชวงศ์อลองพญา (ค.ศ. ๑๗๕๓ – ๑๘๘๕) หรือราชวงศ์คองบอง โดยมีชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งชื่อ หม่อง อองไจยะ ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกต่อต้านพวกมอญ จนได้รับชัยชนะ และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์พม่า ทรงพระนามว่าพระเจ้าอลองพญา ชาวพม่าเข้ามาสวามิภักดิ์มาก และสามารถรวบรวมพม่าเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง (ศิวพร ชัยประสิทธิกุล, ผศ., ๒๕๕๐ : ๑๒๑ – ๑๒๒)
            อดีตที่ผ่านมา พม่าประสบปัญหาเรื่องการรวมชาติให้เป็นปึกแผ่น เนื่องจากประชาชนที่อยู่ในพม่านั้นมีมากมายหลายเชื้อชาติ ซึ่งแต่ละชนชาตินั้นมีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่ต่างกัน พวกเขาเหล่านั้นต่างก็คิดว่าดินแดนที่อาศัยอยู่นั้นเป็นดินแดนของพวกเขาโดยชอบธรรม เมื่อมีการรวบรวมรัฐ จึงทำให้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรง และเป็นปัญหาควบคู่กับประวัติสาสตร์พม่ามาโดยตลอด พม่าแทบจะอยู่ภายใต้ภาวะของสงครามตลอดเวลา ด้วยปัญหาทางด้านการปกครองนี้เองที่ทำให้ชาติตะวันตกสามารถเข้าแทรกแซงได้โดยง่าย
            อังหฤษสนใจประเทศพม่าเนื่องจากต้องการรักษาผลประโยชน์ของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษในแคว้นเบงกอลในอินเดียซึ่งติดกับดินแดนของพม่า กลัวว่าผลจากการทำสงครามภายในของพม่ากับชนกลุ่มน้อย เช่น ยะไข่ ไทยใหญ่ กระเหรี่ยง มอญ ฯลฯ ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้หลบหนีการโจมตีเข้าไปในพรมแดนของอินเดียบ่อยครั้ง ทำให้มีผลกระทบกรเทือนของดินแดนอังกฤษ
            ใน ค.ศ. ๑๗๘๔ มีพวกชาวยะไข่และชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ในพม่าได้หลบหนีการโจมตีของพม่าเข้าไปในแคว้นเบงกอลซึ่งอยู่ในเขตการปกครองของอังกฤษ ในช่วงปี ค.ศ. ๑๗๘๔ – ๑๗๘๕ กองทัพพม่าได้ตามเข้าไปโจมตีในเขตการปกครองของอังกฤษบ่อยครั้งสร้างความไม่พอใจให้อังกฤษ และในระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๑๗ – ๑๘๒๕ พม่าได้มีชัยชนะเหนืออัสสัม ซึ่งอยู่บริเวณตอนเหนือของเบงกอล ทำให้อังกฤษกลัวพม่าจะรุกราน อังกฤษจึงได้เตรียมตัวต่อต้านพม่า
            อังกฤษได้ประกาศให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัย รัฐคะชาร์ รัฐเจนเตียที่อยู่ติดกับมณีปุระ อัสสัม เพราะกลัวพม่าจะบุกยึดแบงกอลของอังกฤษ
            การที่พม่าได้ประสบปัญหาการปราบปรามกับชนกลุ่มน้อยและได้ล่วงล้ำเข้าไปในเขตการปกครองของอังกฤษและเกิดการกระทบกระทั้งระหว่างพรมแดนบ่อยครั้งนี่เองที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสงครามระหว่างสองประเทศ สรุปได้ดังนี้
  1. ความขัดแย้งทางด้านการทูต อังกฤษไม่พอใจระเบียบพิธีการในราชสำนักพม่า
  2. จากประวัติศาสตร์ พม่าต้องการสร้างความยิ่งใหญ่ให้ตนเองเหมือนกับในอดีตที่เคยขยายอำนาจเข้ามาในฝั่งไทย และต้องการปราบปรามชนกลุ่มน้อยภายในประเทศให้สิ้นซาก อีกทั้งเพื่อประโยชน์ในการใช้กำลังคนและทรัพยากรของชนกลุ่มน้อยนั้น ๆ ดังนั้นพม่าจึงขายอำนาจเข้าไปในพรมแดนของอินเดีย คือ อัสสัม เจนเตีย คชา ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
  3. ชนกลุ่มน้อยที่ไม่พอใจต่อการปกครองของพม่า สนับสนุนให้อังกฤษทำสงครามกับพม่า
  4. อังกฤษต้องการขจัดอิทธิพลของฝรั่งเศส การที่ฝรั่งเศสสามารถตั้งสถานีการค้าในพม่าในแถบมะริดและตะนาวศรีได้ อังกฤษกลัวฝรั่งเศสจะขยายอิทธิพลทางการค้าเข้าไปในจีนที่อังกฤษมีผลประโยชน์อยู่ ดังนั้นอังกฤษจึงต้องขอเจรจากับพม่าเพื่อขอเข้าไปตั้งสถานีการค้า แต่ไม่ประสบผลสำเสร็จ จึงตัดสินใจทำสงครามกับพม่า
            ระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๑๑ – ๑๘๘๖ ทั้งสองประเทศทำสงครามกันถึง ๓ ครั้ง ในแต่ละครั้งอังกฤษสามารถยึดดินแดนต่าง ๆ ของพม่าได้ และมีอิทธิพลในพม่ามากขึ้นตามลำดับ พม่าพยายามดิ้นรนโดยการดึงฝรั่งเศสเขามาช่วย โดยเสนอผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจในพม่า เพื่อหวังให้คานอำนาจอังกฤษ หรือการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญเพื่อต่อต้านอังกฤษ แต่ก็ไม่เป็นการสำเร็จแต่อย่างใด เนื่องจากฝรั่งเศสมีความสนใจประเทศทางด้านฝั่งขวาของประเทศไทยคือกัมพูชาและเวียดนาม จึงเปิดโอกาสให้อังกฤษเข้าขยายอิทธิผลในพม่าได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเกรงใจชาติตะวันตกชาติใด ในสมัยพระเจ้าพุกามแมง มีนโยบายต่อต้านอังกฤษ ทำให้ขุนนาง ประชาชนทำการกดขี่ข่มเหงพ่อค้าชาวอังกฤษ มีการจับเรือ 2 ลำของอังกฤษ อังกฤษได้ขอร้องให้พม่าจ่ายค่าชดเชย แต่ทางพม่าไม่ยอมเจรจาด้วย ทำให้อังกฤษยกกำลังทหารยึดพม่าตอนล่างไว้ทั้งหมด และผนวกพม่าเข้ากับอินเดียให้อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ
 
พม่าภายใต้การปกครองของอังกฤษ
 
             พม่าตอนบนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย และในปี ค.ศ. 1886 อังกฤษได้เนรเทศพระเจ้าธีบอและราชวงศ์ไปอยู่อินเดีย อังกฤษไม่ได้ตั้งใครขึ้นเป็นกษัตริย์พม่าอีกเลยผลของสงครามครั้งสุดท้ายทำให้สถาบันกษัตริย์ที่มีมาอย่างยาวนานของพม่าต้องเป็นอันล่มสลาย ประเทศพม่าตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษทั้งหมด
 อังกฤษปกครองพม่าสรุปได้ดังนี้
  1. ยุบพม่าลงเป็นมณฑลหนึ่งของอินเดีย นำกฎเกณฑ์การปกครอง และกฎหมายที่ใช้กับชาวอินเดียมาใช้กับพม่า ซึ่งทั้งสองประเทศมีลักษณะของวัฒนธรรมการดำรงชีวิตต่างกัน
  2. ยกเลิกการปกครองในหมู่บ้านแบบเก่า จากเดิมที่เคยผูกขาดโดยชนชั้นสูงในหมู่บ้าน ด้วยการแต่งตั้งหัวหน้าหมู่บ้านแบบหมุนเวียนกัน นำระบบเทศบาลเข้ามาใช้ตามเมืองใหญ่ ๆ ทางตอนล่างของพม่า เพื่อยกระดับการเก็บเกเก็บเgdบภาษีให้สูงขึ้น นับว่าเป็นการทำลายระบบทางสังคมแบบเก่าของพม่า เกิดการขัดแย้งระหว่างประชาชนและผู้ปกครองที่มาจากต่างหมู่บ้าน
  3. นำระบบการปกครองแบบรัฐบาล ๒ ระดับเข้ามาใช้ คือรัฐบาลของเมืองแม่คืออังกฤษ และรัฐบาลของคนพื้นเมือง
  4. จัดระบบการเก็บภาษีแบบเดียวกันหมดและให้ปฏิบัติตามคำสั่งของอังกฤษ
  5. ยุบสถาบันพระมหากษัตริย์ ขับไล่พระเจ้าธีบอและพระบรมวงศานุวงวงศ์ไปอยู่ที่อินเดีย ส่งผลให้สาบันศาสนาที่อุปถัมภ์โดยกษัตริย์ล่มไปด้วย วัดไม่ได้เป็นศูนย์กลางในการดำรงชีวิตของประชาชนอีกต่อไป วิถีชีวิตของชาวบ้านถูกปล่อยปละละเลย พระสงฆ์ไร้ระเบียบวินัย
  6. ปล่อยให้ชาวอินเดียเข้ามาทำงานในพม่า เกิดการแย่งงาน ชาวอินเดียกลายเป็นนายทุนเงินกู้และเจ้าของที่ดินรายใหญ่
  7. ออกกฎหมายห้ามชาวพม่าว่างงาน ต้องทำงานเพื่อมิให้จับกลุ่มกันก่อกบฏ ทำให้ชาวพม่าซึ่งเคยหยุดงานเมื่อทำการเก็บเกี่ยวเสร็จ ไม่สามารถพักผ่อนได้ ต้องออกมาหางานทำ
  8. อังกฤษควบคุมนโยบายใหญ่ ๆ เช่น การคลัง การต่างประเทศ รัฐบาลพื้นเมืองดูแลเพียง การ ศึกษา สาธารณสุข ป่าไม้ เท่านั้น
  9. ปฏิรูปการศึกษาเป็นแบบตะวันตก ชาวพม่าเลิกสนใจภาษาพม่ามาสนใจภาษาอังกฤษเพื่อการเข้ารับราชการ ส่งเสริมการเรียนภาษาอังกฤษ ให้พูดภาษาอังกฤษ และปฏิบัติตนตามแบบตะวันตกทุก ๆ ด้าน เพื่อประโยชน์ต่อระบบราชการและความมั่นคงทางธุรกิจของอังกฤษ
  10. มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยร่างกุ้ง ใช้การเรียนการสอนแบบอังกฤษ เปิดโอกาสให้คนเรียนดีเข้ารับราชการและได้รับทุนการศึกษา คนกลุ่มนี้นิยมอังกฤษ เข้ารับราชการการอังกฤษ ไม่สนใจการเมืองและสังคมในพม่า ทำให้ชาวพม่าส่วนใหญ่ไม่ชอบนักการเมืองพม่า และกลุ่มนักศึกษาที่หางานทำไม่ได้ รวมกลุ่มกันตั้งขบวนการชาตินิยมต่อต้านอังกฤษ และได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมาก
            ระหว่างปี ค.ศ. 1906 - 1937 การศึกษาแบบตะวันตกของพม่าได้ขยายกว้างไปทั่วประเทศ ประชาชนชาวพม่าไม่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษอีกต่อไป อีกทั้งยังไม่ต้องการที่จะฟื้นฟูการปกครองในระบอบกษัตริย์อีกต่อไปด้วย การศึกษาช่วยเปิดหูเปิดตาให้คนหม่าเห็นโลกภายนอก การปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือไม่สามารถใช้ได้กับพม่าอีกต่อไป ชาวพม่าเริ่มรวมตัวต่อต้านอังกฤษ โดยการเริ่มต้นด้วยการประท้วงไม่ให้ชาวตะวันตกเข้าสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาโดยไม่ได้ถอดรองเท้า ซึ่งนับว่าเป็นการแสดงออกในการต่อต้านชาวตะวันตกอย่างชัดเจนที่สุด
 
การเรียกร้องเอกราชในพม่า
 
              การที่อังกฤษเข้ามาปกครองพม่า ยึดพม่าเข้าเป็นอาณานิคมด้วยวิธรการทำสงครามถึงสามครั้ง และทำการปกครองโดยนำระบบของอังกฤษที่อินเดียมาใช้ โดยไม่คำนึงถึงลักษณะวัฒนธรรมการเมือง การปกครองของพม่า จึงทำให้ชาวพม่าไม่พอใจกับการปกครองของอังกฤษ
ชาวพม่าต่อต้านอังกฤษอย่างรุนแรง เรียกร้องความเป็นเอกราช อังกฤษอ้างว่า พม่ายังไม่พร้อมที่จะปกครองตนเอง เนื่องจากขาดการจัดการบริหารปกครอง และยังไม่มีรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงมีการก่อตั้งขบวนการชาตินิยม ตะขิ่น (THAKIN)
ตะขิ่น (THAKIN) เป็นขวนการของนักศึกษาของมหาวิทยาลัยร่างกุ้งที่ก่อตั้งโดยอังกฤษเอง ซึ่งมีหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นแบบตะวันตก ทำให้นักศึกษาได้รับความรู้แบบตะวันตก โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องเสรีนิยมและสังคมนิยม ทำให้นักศึกษาเปรียบเทียบการปกครองของอังกฤษในเวลานั้น คนพม่าไม่ค่อยมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง คำว่า ตะขิ่น แปลว่า นาย (Master) เป็นคำที่อังกฤษบังคับให้ชาวพม่าเรียกตนเองว่า นาย อันเป็นความรู้สึกข่มขืนจิตใจของนักศึกษาชาวพม่า ที่ไม่พอใจต่อการปกครองของชาวอังกฤษ ในมหาวอทยาลัยร่างกุ้งมีการตั้งสโมสรนักศึกษา และตั้งกลุ่มตะขิ่นเพื่อเตือนความเจ็บช้ำที่อังกฤษบังคับตน
กลุ่มตะขิ่นก่อตั้งโดยนักศึกษาชาวพม่า นำโดย อองซาน อูนุ และเนวิน จุดประสงค์คือ
  1. เพื่อรณรงค์ให้อังกฤษแก้ไขการปกครองในพม่า
  2. แยกพม่าออกจากอินเดีย
  3. ให้ชาวพม่ามีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง
กลุ่มตะขิ่นไดชักชวนชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนา กรรมกร ตั้งกลุ่มย่อย ๆ ขึ้นมาเพื่อร่วมกันเรียกร้องให้อังกฤษแก้ไขและปฏิรูปการปกครอง ทำให้กลุ่มตะขิ่นเข้าถึงการปกครองในระดับล่างและได้รับคะแนนความนิยมจากประชาชนทั่วไป กลุ่มตะขิ่นมีฐานอำนาจมากขึ้นจนสามาถเจรจาต่อรองกับรับบาลอังกฤษได้
ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นยึดพม่าได้ มีการจัดตั้งกองทัพแห่งชาติเพื่อทำการขับไล่อังกฤษ โดยมีญี่ปุ่นให้การสนับสนุน ญี่ปุ่นอ้างว่า จะให้เอกราชแก่พม่า
กลุ่มตะขิ่นนำโดยอองซาน หาเชื่อน้ำคำของญี่ปุ่นไม่ แยกตัวออกมาจัดตั้งองค์กรต่อต้านญี่ปุ่น Anti Fescist People’s Freedom League (AFPFL) โดยร่วมมือกับอังกฤษ เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ อังกฤษเข้ามาปกครองพม่าดังเดิม อังกฤษยอมเจรจากับอองซาน ยอมให้ชาวพม่าเข้ามาปกครองทั่วไป พม่าเตรียมร่างรัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1947 และมีการเลือกตั้งในปีเดียวกัน ฝ่ายที่ชนะการเลือกตั้งคือพรรค AFPFL ที่นำโดยอองซานและรัฐมนตรี 8 คนถูกลอบสังหาร อูนุกลายเป็นผู้นำทำการร่างรัฐธรรมนูญ เจรจากับอังกฤษจนได้รับเอกราช และเป็นนายกรัฐมนตรีของพม่าในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1947
 
ปัญหาภายหลักจากการได้รับเอกราชของพม่า
 
ภายหลังการได้รับเอกราช พม่าก็ประสบกับปัญหาภายในและภายนอกมากมาย สามารถสรุปได้ดังนี้
              การไม่มีเสถียรภาพในการปกครอง เปลี่ยนแปลงผู้นำบ่อยครั้ง
การลอบสังหารอองซานซึ่งเป็นผู้นำคนสำคัญ ทำให้พวกคอมมิวนิสต์และพวกทหารกองทัพแห่งชาติ ต่อต้านรัฐบาลใหม่ของพม่า รัฐบาลอนุได้ปราบปรามอย่างรุนแรง
การที่อูนุเข้าไปฟื้นฟูศาสนาปล่อยให้พระเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากเกินไป ทำให้ประชาชนไม่พอใจในการกระทำของพระ โดยเฉพาะผู้นำทางทหาร นายพลเนวิน
เกิดความแตกแยกภายในกลุ่ม AFPFL ผนวกกับปัญหาสังคมและเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทำให้อูนุต้องเชิญเนวินขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อจัดการประเทศได้เรียบร้อยก็คืนอำนาจให้นายอูนุอีกครั้ง แต่รัฐบาลรอบสองของอูนุก็ประสบกับปัญหามากมายจนไม่สามารถประคับประครองต่อไปได้ ทำให้เนวินทำการรัฐประหาร ตั้งสภาคณะปฏิวัติ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นทหาร ซึ่งก็กลายเป็นรัฐบาลเผด็จการทหาร เกิดการเรียกร้องประชาธิปไตยจากประชาชนและนักศึกษา
รัฐบาลทหารของเนวินได้แก้ไขปัญหาบ้านเมืองและเศรษฐกิจโดยการนำระบอบสังคมนิยมมาใช้ มีการโอนกิจการต่าง ๆ ของเอกชนมาเป็นของรัฐ ไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ ปิดบังข่าวสาร ดำเนินนโยบายโดดเดี่ยว
        ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ
สืบเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ พม่าเสียหายอย่างหนัก แม้แต่อังกฤษเองไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เมื่อพม่าได้รับเอกราชจึงประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่รัฐบาลอูนุมีนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยม ทำให้เกิดปัญหาระหว่างนายทุนกับชนชั้นกรรมกร ถึงแม้รัฐบาลต่อมาจะนำระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์เข้ามาใช้ ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากไม่มีประสบการณ์และขาดการจัดการที่ดี เกิดสินค้าขาดแคลน มีการซื้อขายในตลาดมืด เป็นความล้มเหลวทางเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิง ภายหลังได้ยอมให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในกิจการบางอย่างเช่น น้ำมัน ป่าไม้ เหมืองแร่ เศรษฐกิจจึงได้กระเตื้องขึ้น
ปัญหาทางสังคม และชนกลุ่มน้อย
รูปแบบทางสังคมและวัฒนธรรมของพม่าได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก วิถีชีวิตดั่งเดิมถูกทำลาย ระบบตะวันตกเข้ามาแทนที่
ปัญหาชนกลุ่มน้อยที่มีมาอย่างยาวนาน ได้บ่อนทำลายเสถียรภาพทางการเมืองของพม่ามาตลอด เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชนกลุ่มน้อยก็มีอำนาจในการปกครองตนเองมากขึ้น ชนกลุ่มน้อยก่อกบฏขึ้นบ่อยครั้ง เกิดปัญหาในการรวมประเทศ รัฐบาลพม่าทำการปราบปรามอย่างหนัก และชนกลุ่มน้อยก็ทำการต่อต้านรัฐบาลอย่างหนักเช่นกัน ในปัจจุบันปัญหานี้ก็ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย
ปัญหาคอมมิวนิสต์
การที่พรรคคอมมิวนิสต์แตกแยกออกเป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มธงแดง และ กลุ่มธงขาว ซึ่งทั้งสองกลุ่มได้สร้างความวุ่นวายทางการเมือง เมื่อรัฐบาลพม่าประกาศยกเลิกพรรคคอมมิวนิสต์ จึงมีการต่อต้านใต้ดิน
      ปัญหาพรมแดนระหว่างพม่ากับจีน
เนื่องจากมีพรมแดนที่ติดกัน จึงทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันบ่อยครั้ง จนในปี ค.ศ. ๑๙๗๗ ทั้งสองจึงตกลงเจรจากันเรื่องดินแดน โดยมีการประสานผลประโยชน์ทางการเมืองร่วมกัน จีนรับรองความเป็นกลางของพม่า และพม่าขอจีนไม่ให้สนับสนุนคอมมิวนิสต์ในพม่า
ในปัจจุบันรัฐบาลพม่าภายได้การนำของนายพลตันฉ่วยได้สร้างภาพให้ชาวโลกเชื่อว่า ปัญหาต่าง ๆ ของประเทศได้รับการคลี่คลายโดยเฉพาะเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ภาพที่โลกเห็นนั้นต่างกับที่พม่าอยากให้เห็น ยังมีภาพการใช้กำลังอย่างรุนแรงปราบปรามชนกลุ่มน้อย การจำกัดสิทธิของประชาชนทางด้านการเมือง การเข้า-ออกประเทศ หรือแม้แต่ภาพการจำกัดสิทธิเสรีภาพของนางอองซาน ซูจี ถึงแม้จะมีการกดดันทางเศรษฐกิจจากต่างชาติอย่างหนักก็ตาม แต่พม่าก็หาได้สนใจ ปัญหาต่าง ๆ พม่าก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง