ศตวรรษที่ 19 คือยุคทองของการเขียนประวัติศาสตร์

 

          การเขียนประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 เป็นผลมาจากอิทธิพลของเหตุการณ์ปฏิวัติใหญ่ ๆ ด้วยกันเช่น
          การปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 สงผลให้ประชาชนขึ้นปกครองแทนกษัตริย์ แต่หลังจากที่นโปเลียนสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์ฝรั่งเศส แล้วขยายอำนาจไปทั่วยุโรป ทำให้เกิดความรู้สึกชาตินิยมในบรรดาชาติที่กดขี่
           การปฏิวัติในปี ค.ศ. 1820, 1830 และ 1848 ในยุโรป ในอังกฤษมีขบวนการปฏิรูปการปกครองในศตวรรษที่ 1830 ในปลายศตวรรษที่ 19 มีการรวมประเทศเยอรมนีและอิตาลี
           การปฏิวัติอุตสาหกรรมในอังกฤษช่วงกลางศตวรรษที่ 18 ถึง ต้นศตวรรษที่ 19 แล้วได้ขยายไปทั่วยุโรปก่อให้เกิดความขัดแย้งทางสังคม ชนชั้นกลางแสวงหาอำนาจทางการเมืองต่อสู้กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม
          การปฏิวัติวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์กลายเป็นวิชาเด่นที่สุดมีผลต่อวิชาอื่น ๆ โดยเฉพาะทฤษฎีวิวัฒนาการของชีววิทยา ทำให้เกิดความคิดทฤษฎีการกำเนิดของชาติพันธุ์
           การปฏิวัติต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาส่งผลให้ชาติต่าง ๆ ตื่นตัวหันมาศึกษาประวัติศาสตร์ของตนเอง เพื่อเน้นเอกภาพของคนในประเทศให้มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน ประวัติศาสตร์มีบทบาททางสังคมมากขึ้น เกิดนักอนุรักษ์นิยม นักเสรีนิยม นักธรรมชาตินิยม ใช้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เป็นโฆษนาชวนเชื่อในทางการเมือง อีกทั้งยังเพื่อความเข้าใจความจริงในปัจจุบัน
ในคริสตวรรษที่ 19 จึงกล่าวได้ว่าเป็นยุคทองของการเขียนประวัติศาสตร์เพราะ
  1. ประวัติศาสตร์กลายเป็นวิชาอิสระและเป็นวิชาชีพ ซึ่งแต่เดิมประวัติศาสตร์สอดแทรกอยู่ในสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น ประวัติศาสตร์กฎหมาย ประวัติศาสตร์ศาสนา ปรัชญา
  2. มีการก่อตั้งสถาบันประวัติศาสตร์เพื่อทำการศึกษา การเรียนการสอนประวัติศาสตร์อย่างจริงจังทั่วยุโรปและสถาบันอิสระศูนย์กลางศึกษาประวัติศาสตร์มากมาย
  3. มีนักประวัติศาสตร์เด่น ๆ มากมาย เช่น ที่อังกฤษมี แมคคอเล่ย์ ที่ฝรั่งเศสมี ออกุสต์ กองต์ และที่สำคัญที่สุดคือในเยอรมนี ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางของวิชาประวัติศาสตร์ในศตวรรษนี้ นักประวัติศาสตร์ที่สำคัญได้แก่ รังเก , เฮเกล
ในที่นี้จะขอกล่าวถึงนักประวิติศาสตร์คนสำคัญในศตวรรษที่ 19 คือเฮเกล
จอร์ด วิลเฮล์ม ฟริดริช เฮเกล (George Wilhelm Friedrich Hegel, 1770 – 1831 A.D.)
          เฮเกล ชาวเมืองสตุตการ์ด ได้รับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยทุบิงเง็น ขณะที่ศึกษาอยู่นั้น เขาได้อ่านงานต่าง ๆ ของรุสโซ และคานส์ งานเขียนของคานส์ได้ส่งอธิพลมาถึงเขาและงานเขียนด้วย
          ผลงานที่สำคัญที่สุดของเฮเกลคือ The Lectures In History. หรือ เหตุผลในประวัติศาสตร์ และThe Lectures on The Philosophy of History. หรือปรัชญาในวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยมที่สุดในปรัชญาประวัติศาสตร์ กล่าวคือเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับปรัชญาและถือเป็นมิติใหม่ทางประวัติศาสตร์ แสดงถึงพัฒนาการของมนุษย์ ว่าอะไรคือตัวแปรที่ทำให้สังคมมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ในท้ายที่สุดเยอรมันนีจะทำให้โลกสมบูรณ์ที่สุด และมีอิทธิพลอย่างมากต่ออคตินิยมทางการเมือง ตั้งแต่สมัยของเฮเกลเป็นต้นมา
          เฮเกลมีความเห็นว่าประวัติศาสตร์เป็นกระบวนการของความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลอย่างตรรกศาสตร์มีความคิด ๒ ด้านคือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่แสดงออกซึ่งความคิดของมนุษย์ในยุคต่าง ๆ แต่ละความคิดของแต่ละยุคไม่จำเป็นต้องเชื่อโยงกัน และความคิดที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นั้นมีความเกี่ยวพันอย่างมีเหตุผล นักประวัติศาสตร์ต้องวินิจฉัยเหตุการณ์และค้นหาความหมายของความคิดที่เชื่อมโยงกันเพื่อทำความเข้าในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
          เฮเกลมีความเห็นต่อไปว่าประวัติศาสตร์ทั้งหมดเป็นประวัติศาสตร์ของความคิด ถูกกำหนดโดยจิต โดยแบ่งเป็น ๒ ความคิดคือ ความคิดที่มีเหตุผลสามารถอธิบายได้ และ ความคิดที่ไม่มีเหตุผลไม่สามารถอธิบายได้ และอีกส่วนประกอบคืออารมณ์ จิตหรือความคิดที่มีเหตุผลของ เฮเกล แบ่งออกเป็น ๒ ภาพคือ ภาพที่ปรากฏ (คิดและทำ) ภาพที่ไม่ปรากฏ (ความคิดที่อยู่เบื้องหลังภาพที่ปรากฏ)
          เฮเกลสนใจภาพที่ไม่ปรากฏ จุดมั่งหมายคือ สืบค้นความสมบูรณ์ของความคิดเพื่อมุ่งไปสู่ความสมบูรณ์ของจิต ต้องผ่านขั้นตอน 3 ขั้นตอนที่เรียกว่ากฎแห่งความขัดแย้งคือ
  1. ตัวตั้ง คือสิ่งที่ทุกคนยอมรับ (จิต ความคิด)
  2. มีบทแย้ง สิ่งที่ปฏิเสธบทตั้งหรือความขัดแย้งหับสิ่งที่มีอยู่แล้ว
  3. บทสรุป ผลแห่งการประทะกันของตัวตั้งกับบทแย้ง
          กฎแห่งความขัดแย้ง 3 ประการเหล่านี้ขยายความว่าการเกิดตัวตั้งแล้วตามมาด้วยบทแย้งแล้ว หลังจากนั้นก็เกิดการรวมตัวของตัวตั้งและบทแย้งจนกลายเป็นบทสรุปและบทสรุปนั้นจะทำให้เกิดภาวะใหม่อีกครั้งคือตัวตั้งไปเช่นนี้เสมอ การเปลี่ยนแปลงสภาวะดังกล่าวเป็นกระบวนการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น บทสรุปจากบทแย้งหลังย่อมดีกว่าบทสรุปที่มีมาก่อนเสมอ จนกระทั่งถึงความจริงอันแน่นอน