เมื่อไม่นานมานี้ มีกรณีที่ต้องพิจารณาเสนอความเห็นเกี่ยวกับโรงพิมพ์ของมหาวิทยาลัย ไม่ต่อสัญญาจ้างให้กับลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ประเด็นปัญหาที่ยกมาคือ โรงพิมพ์จะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานให้หรือไม่
เมื่อสอบถามไปยัง นักกฎหมายแรงงาน ได้รับคำตอบจากท่านว่า เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาว่าโรงพิพม์กรมตำรวจ ไม่ถือเป็นส่วนราชการ ความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับโรงพิมพ์กรมตำรวจที่เป็นนายจ้าง ถือเป็นความสัมพันธ์ตามกฎหมายแรงงาน ประกอบกับกิจการของโรงพิพม์กรมตำรวจนั้นเป้นเรื่องของการแสวงหากำไร มิใช่งานตามภารกิจของกรมตำรวจ คดีพิพาทนี้จึงอยู่ในเขตอำนาจศาลแรงงาน และต้องจ่ายเงินค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างแก่ผู้ที่ถูกเลิกจ้าง
เมื่อถามไปยังนักกฎหมายมหาชน ก็มองว่า โรงพิพม์มหาวิทยาลัย เป็นหน่วยงานของมหาวิทยาลัย ที่จัดตั้งขึ้นโดยระเบียบมหาวิทยาลัย มีระเบียบกำหนดการบริหารโรงพิมพ์ กำหนดให้บุคลากรเป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัย และมีภารกิจในเรื่องของการสนับสนุนการจัดการศึกษา ทำวิจัย ให้บริการทางวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเป็นภารกิจตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยที่กำหนดไว้ตาม พ.ร.บ. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ความสัมพันธิระหว่างพนักงานกับโรงพิมพ์ ที่มีสัญญาจ้างต่อกัน มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง กรณีที่มีข้อพิพาทต่อกันต้องวินิจฉัยไปตามระเบียบข้อบังคับของโรงพิมพ์และข้อสัญญาที่มีต่อกันนั้น
แต่ในระหว่างนั้น ผู้ถูกเลิกจ้างก็ได้นำคดีไปฟ้องต่อศาลแรงงาน มหาวิทยาลัยจึงได้เสนอเรื่องให้พนักงานอัยการแก้ต่างคดีให้ โดยเสนอแนวทางต่อสู้คดีในประเด็นเรื่องเขตอำนาจของศาลแรงงาน ว่าคดีไม่น่าจะอยู่ในเขตอำนาจของศาลแรงงาน แต่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง โดยอาศัยเหตุผลของนักกฎหมายมหาชน ซึ่งพนักงานอัยการก็ดำเนินการให้ตามความประสงค์มหาวิทยาลัย
ต่อมา มิช้านาน ศาลแรงงานได้แจ้งคำวินิจฉัยมาให้ทราบว่า คดีนี้ ศาลปกครองและศาลแรงงานมีความเห็นพ้องกันว่า
มหาวิทยาลัยตร์เป็นสถานศึกษาและวิจัย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติ มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอนทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
และโรงพิมพ์มหาวิทยาลัย จัดตั้งขึ้นตามระเบียบของมหาวิทยาลัย กำหนดให้โรงพิมพ์ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) พิมพ์คำบรรยาย ตำรา คู่มือการศึกษา เอกสาร หรือสิ่งพิมพ์หรือจัดทำสื่อสารสนเทศอื่นตามความต้องการของมหาวิทยาลัย ส่วนราชการ องค์การรัฐวิสาหกิจ หรือบุคคลภายนอก (2) ดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวกับการพิมพ์โดยทั่วไป จึงถือได้ว่า โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย
ดังนั้น การที่มหาวิทยาลัยจำเลย จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำงานโรงพิมพ์มหาวิทยาลัยจึงเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือ มหาวิทยาลัยจำเลยเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเป็นสัญญาที่จำเลยตกลงให้โจทก์เข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรง กรณีพิพาทเกี่ยวกับการเลิกจ้างของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาศาลปกครอง พ.ศ.2542
จึงเป็นอันว่าประเด็นว่า ขึ้นศาลใดจบลงไปแล้วในชั้นแรก แต่ประเด็นว่าเมื่อไม่ต่อสัญญาจ้างแล้ว ยังจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้เขาหรือไม่ คงต้องรอกันต่อไปว่า ศาลปกครอง จะวินิจฉัยอย่างไร แต่ในชั้นนี้ มหาวิทยาลัยยังไม่จ่ายค่าชดเชยให้ เพราะไม่มีระเบียบ/ข้อบังคับใดกำหนดให้จ่ายค่าชดเชย ทั้งตามสัญญาก็ไม่มีข้อกำหนดให้จ่ายค่าชดเชย เรื่องจึงยังไม่จบครับ เว้นแต่คู่กรณีจะไม่ติดใจแล้ว