ใกล้ถึงวันลอยกระทงอีกครั้ง ทำให้ระลึกขึ้นมาได้ว่า กลับมาเมืองไทยเกือบจะครบ 4 ปีเต็มแล้ว รู้สึกว่าวันเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ยังไม่ทันได้ทำอะไรให้สมกับที่หายไปเรียนต่อทั้งโทและเอกที่ต่างประเทศยาวนาน 6 ปีเลย (เทียบกับ 4 ปีตอนนี้แล้ว 6 ปีตอนนั้นรู้สึกเหมือนเวลามันยืดยาวไม่รู้จบเสียที) ชีวิตช่วงนั้นสักแค่เกือบๆ 20% เท่านั้นที่มีเพื่อครอบครัวและตัวเองจริงๆ นอกนั้นกว่า 80% จะใช้เพื่อการศึกษาทั้งนั้น ทำแล็บมากกว่าคนที่ทำปริญญาเอกด้วยกันเป็นสามเท่าได้ ซึ่งต้องถือว่าเป็นทั้งโชคดีและโชคร้ายของเรา ที่กว่าจะเรียนรู้ถึงวิธีการเรียนของเขา เราก็ยอมทำงานให้อาจารย์ไปมากมายหลายอย่าง เป็นทั้งเลขา ทั้งผู้ช่วย กว่าจะรู้ว่าอาจารย์ใช้ประโยชน์จากความเป็นคนชอบทำงาน ความมีระเบียบเรียบร้อย ความช่างค้นคว้า ความทุ่มเท ความบ้างานของเราก็เมื่อเวลาล่วงเลยจนเราทนไม่ไหวนั่นเอง ยังจำได้ไม่ลืมที่ขอยื่นคำขาดกับอาจารย์ว่า จะขอลงมือเขียนอย่างเดียวไม่ทำแล็บอะไรอีกแล้ว และหากอาจารย์ไม่ยอมอ่านและตรวจให้เสร็จในเวลาที่เรากำหนด ก็จะขอกลับบ้านโดยไม่รับใบปริญญาใดๆแล้ว เพราะรู้ว่า ใบปริญญาไม่ใช่จุดหมายของชีวิตเรา ไม่ใช่เครื่องมือเอามาส่งเสริมอนาคตหน้าที่การงานแต่อย่างใด สิ่งที่ได้รับมาและอยู่ในตัวเราแล้วนั้น สามารถเอามาชดใช้ให้บ้านเมืองไทยได้อยู่แล้วแน่นอน  

และนับว่าเป็นโชคดีอีกเรื่องที่อาจารย์ที่ปรึกษารอง ท่านเกษียณอายุราชการ และเห็นด้วยว่าเราทำงานมากจนเกินพอแล้ว ควรจะใช้เวลาขัดเกลาวิทยานิพนธ์ให้เสร็จสิ้น เพื่อจะได้จบกลับบ้านได้แล้ว (ไม่ต้องรอขอต่อเวลาไปอีกหลายเดือนตามสิทธิที่ทำได้ ตามที่อาจารย์หลักอยากให้เป็น) ท่านตรวจสอบแก้ไข พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเราอย่างเต็มที่จนเหมือนพ่ออีกคน ประทับใจมากๆที่แม้ในยามที่ท่านป่วยไปไหนมาไหนลำบาก ท่านก็ยังใช้เวลาตรวจวิทยานิพนธ์ให้เรา ให้ไปหาที่บ้าน เลี้ยงขนมเลี้ยงอาหารอีกด้วย ภรรยาของท่านก็น่ารัก ดูแลเอาใจใส่เราเช่นเดียวกัน เขียนบันทึก ครูที่เป็นครู เป็นแบบอย่างทางคุณธรรมจะประทับอยู่ในใจเราจริงๆ เมื่อนึกถึง"ครู" ทั้งสองท่านและอ่านวันนี้ก็บอกได้ว่า เขียนได้สมใจที่อยากเขียนแล้ว

สิ่งที่นอกเหนือจากวิทยาการ วิชาความรู้แล้ว ปริญญาเอกของเรา ก็ทำให้ได้เรียนรู้วิถีปฏิบัติของคนเป็น "ครู"จากอาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสองท่าน เรียกว่าได้ทั้ง Do และ Don't ให้เห็นกันชัดๆทีเดียว

กลับมาถึงชื่อบันทึกที่ตั้งไว้ เขียนเพราะช่วงนี้ได้อ่านหนังสือที่คนจบปริญญาเอก 2-3 ท่านเขียน (คนละเรื่อง คนละแนว ต่างๆกัน) ชอบความคิดที่เราได้หลังจากการอ่านหนังสือเหล่านั้น ปกติไม่ได้เป็นคนนับถือศรัทธาใครที่ปริญญาอยู่แล้ว และยิ่งตัวเองก็ผ่านประสบการณ์ของการได้ปริญญานี้มาแล้ว บอกได้ว่าไม่ใช่เครื่องวัดความ "พิเศษ"หรือ"เก่ง"แต่อย่างใด ใครที่ตั้งใจจริงและมีโอกาสก็จบปริญญาเอกได้ทั้งนั้น ปริญญาเอกไม่ได้สอนให้คนเป็นคนน่านับถือ น่าศรัทธาหรือเก่งกาจรู้อะไรเหนือใครแน่นอน ขอยืนยัน (สมัยก่อนมีอคติกับคนจบปริญญาเอกที่สอนอะไร พูดอะไรให้เราฟังไม่รู้เรื่องมาก่อนด้วยซ้ำ ตั้งใจไว้เสมอว่าจะไม่ทำอย่างนั้น) 

จากการอ่านหนังสือของ 2-3 ท่านที่ว่านั้น ทำให้คิดได้แล้วว่า สำหรับปริญญาเอกที่ตัวเองมี สอนให้รู้ว่า เราต้องสามารถทำให้คนอื่นๆอ่านความคิดของเรา ฟังความเห็นของเราแล้ว เขาเกิดความคิด ความอ่านของตัวเองที่เกิดประโยชน์ต่อๆไป (เหมือนที่เราได้จากการอ่านหนังสือ 2-3 ท่านที่กล่าวถึงนั่นเอง) เกิดความปิติขึ้นมาลึกๆว่า พอจะมองเห็นแล้วว่าเราควรพยายามทำอะไร

ต้องขอสารภาพว่า คิดเสมอๆว่าเรายังตอบแทนบุญคุณคนไทยในฐานะนักเรียนทุนรัฐบาล (จริงๆแล้ว ทุนไทยครึ่ง ออสเตรเลียครึ่ง)ได้ไม่เต็มที่ เพราะมัวแต่ไปยึดติดกับการคิดจะใช้สิ่งที่เรียนรู้มาให้เกิดประโยชน์ การทำหน้าที่การงานของตัวเองให้เต็มที่ ก็ยังดูเหมือนจะเป็นประโยชน์เฉพาะคนส่วนน้อย แต่การจะทำอะไรที่มีประโยชน์กว่านี้ ถ้าเป็นแบบที่ใครๆยึดถือกันว่า ต้องเป็นครู เป็นอาจารย์ ก็มองยังไม่เห็นช่องทางว่า จะเป็นไปได้อย่างไร เพราะระบบราชการที่เป็นอยู่ช่างขัดแย้งกับการใช้ประโยชน์คนเหลือเกิน อยากหาเวลาเขียนตำราในสิ่งที่อยากเขียน ก็เป็นไปไม่ได้เพราะมีงานอื่นๆที่ต้องรับผิดชอบมากเกินพอแล้ว (แต่ก็ยังไม่คิดว่าหมดหนทางนะคะ มองหาช่องทางอยู่ แต่สิ่งที่อยากเขียนก็ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เอาไปขออะไรไม่ได้อีกแหละ) ถ้าจะรับข้อเสนอไปเป็นอาจารย์ที่อื่นๆ ก็ยังไม่แน่ใจว่า เราจะได้ทำสิ่งที่อยากทำหรือไม่ และจะเป็นประโยชน์กับส่วนรวมได้กว้างขวางกว่าที่ทำอยู่จริงหรือเปล่า ประโยชน์ตนนั้นคงได้แน่ๆแต่ไม่รู้ว่าประโยชน์ส่วนรวมอย่างที่คิดว่าได้ทำเต็มที่อยู่นี้จะได้ทำหรือไม่

สำหรับตัวเองบอกได้ว่า ปริญญาเอกไม่ได้สอนให้มองหาทางเลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่งเอาเสียเลย โดยเฉพาะในระบบราชการบ้านเรา เพราะเมื่อย้อนดูเอกสารแล้วก็พบว่า เราเป็นนักเทคนิคการแพทย์ระดับ 6 มาตั้งแต่ปี 2537 กลับมาเมืองไทยจนถึงบัดนี้ก็เป็นเวลารวมแล้ว 15 ปีที่ไม่ได้เลื่อนไปไหนเลย เพราะตามระบบราชการปัจจุบัน เราต้องขวนขวายมองหาช่องทาง เงื่อนไขในการขอเลื่อนด้วยตัวเอง นึกไม่ออกเลยว่าเรามีงานชนิดไหนที่ทำมาในช่วง 4 ปีนี้ที่จะเอาไปใช้เพื่อการนี้ได้ เพราะงานที่ทำทั้งหลายนั้นเป็นงานเล็กน้อยที่ไม่มีใครอยากเสียเวลาทำหรือเป็นงานช่วยคนอื่นเสียมากกว่า แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรนะคะ เพราะเงินเดือนก็ยังคงเลื่อนไปได้อยู่ และยังถือว่าพอใช้ตามสมควรแม้จะค่อนข้างตึงมากเมื่อเรามีภาระมากขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้คิดก็คือ รู้สึกว่าเราไม่มีโอกาสที่จะได้ทำประโยชน์ให้เต็มศักยภาพของเราในสภาวะที่เป็นอยู่ เพราะภาระที่ต้องรับผิดชอบนั้นกินเวลาที่มีอยู่เกือบทั้งหมดแล้ว 

แต่มาวันนี้ คิดได้แล้วค่ะว่า การที่เราเขียนสิ่งที่เราคิด แล้วทำให้คนอื่นเกิดความคิด ความบันดาลใจที่จะทำประโยชน์ต่อๆไปใน GotoKnow ก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่า ประโยชน์อื่นๆที่เราจะทำได้นั้น ก็คงต้องแล้วแต่จังหวะและโอกาสที่ผ่านเข้ามา และการเขียนแบบที่ได้อ่านจากท่านๆ ดร.ทั้งหลายที่ช่วยให้คิดได้นี้ ก็จะเป็นเป้าหมายที่จะพยายามฝึกฝนตนเอง ให้ใช้สมองสร้างงานแบบนั้นบ้างในอนาคตค่ะ