สวัสดีครับพี่โอ๋
วันนี้นอนไม่ค่อยหลับ เลยเปิด net (gotoknow) หาอะไรอ่าน (ไม่ได้แปลว่าอ่านแล้วจะหลับนะครับ แปลว่าไหนๆสมองยังทำงาน ก็หาอาหารดีๆปรนเปรอให้คุ้ม) พอดีโจทย์ข้อนี้น่าสนใจ และน่ารวบรวมคำตอบ หรือแรงสะท้อนไว้เหมือนกัน
"เรียน (ป.เอก) ไปเพื่ออะไร?"
ถาม "วิธีเรียน" ก็คงจะมีคนตอบได้เยอะ หลากหลาย แต่อย่างที่เราทราบกันว่า "วิธี" นั้นตามมาทีหลัง เราต้องมี "เป้าหมาย" ก่อน วิธีค่อยตามมา เหมือนแพทยศาสตรศึกษา OLE คือต้องมี objectives ก่อน เราถึงจะได้วางแผนทำ learning experiences ได้ว่าควรจะทำยังไง เรียนยังไง
การเรียนรู้อาจจะมีสามยุค คือ Do what ทำอะไรกัน, Do how ทำยังไงกัน, และ Do why มันมีที่มาที่ไปยังไงถึงได้มาทำ ก็เคยมีคนถามเยอะนะครับว่าเรียน ป.เอกแล้วได้อะไรขึ้นมา กลับมาทำอะไรมั่ง ไม่เห็นมันทำอะไรเลย ฯลฯ แต่ผมใคร่ครวญหาคำตอบดูแล้ว ป.เอก เป็นการเรียนลงลึกภายในตัวเราเอง (มากกว่าลงลึกไปใน field ใด field หนึ่งอย่างที่อาจจะมีหลายๆคนเข้าใจ)
ใน methodology ไม่ว่าจะทาง basic sciences พวกทำแลป ทดลอง หรือจะเป็นงานวิจัยทาสังคมศาสตร์ มนุษยวิทยา ป.เอกทางกฏหมาย แล้ว ผมเห็นด้วยว่าถ้าคนทำ "อึด" พอ มันต้องจบลงจนได้ "อึด" นี่คือ วิริยะ แต่ความอึดไม่ใช่แรงผลักของคนทำ ป.เอก มันออกไปทาง "คุณสมบัติ" มากกว่า
ในโพชฌงค์ 7 ก่อนจะถึง "วิริยะ" ต้องผ่าน "สติ ธัมมะวิจัย" ก่อน
มีสติ ใคร่ครวญ รู้ตัว จนเกิดฉันทาคติ มีการ "บ่ม" สัมมาทิฎฐิให้ดีก่อน ก่อนที่จะ "ทนทู่ซี้" ทำอะไรไป 4-5-6-7-8 ปี ดังนั้นเราอาจจะเห็นคนจบเอกหลากหลายรูปแบบทางภายนอก แต่ผมคิดว่าเราอาจจะเห็น "การเปลี่ยนภายใน" ของบางคนแล้ว จะเข้าใจว่าเขาเรียนเพื่ออะไร ทำอะไร และน่าจะกลายเป็นทรัพยากรแบบใด ส่วนพวก "ทนทู่ซี้" จนจบ นั่นเป็นเพราะ "ระบบประเมิน" ที่ไม่ได้ประเมิน "ปรัชญา" (ทั้งๆที่สำหรับ doctor of philosophy degree) แต่ดันไปประเมินแค่ methodo และ output มองหาแต่ publications แต่ไม่ได้มองที่ character development
กระบวนการที่สำคัญที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าเป็นคำถาม (ที่มักจะผุด) ในใจของนักเรียน ป.เอกว่า เราเกิดมาทำอะไร เรากำลังทำอะไร และใครได้อะไรจากสิ่งที่เรากำลังทำ อยู่บ้าง และคำถามนี้ไม่ได้หยุดแค่ตอนได้รับปริญญา คำถามทั้งสามคำถามกลายเป็นคำถามประจำวัน อยู่กับปัจจุบัน และเข้าใจกับตัวตนของตนเองมากขึ้นๆ เกิดฉันทาคติ และสัมมาทิฎฐิในหน้าที่การงานความรับผิดชอบ และเกิด "ความรัก" การเรียนรู้ (philos, sophia) เข้าไปในเนื้อตัว
ถ้าเราคง "แรงผลัก" หรือที่มาของสิ่งที่เราได้่ทำ พยายามทำ เอาไว้ ไม่ให้สูญหายไปหลงเหลือแต่ advanced & very deep knowledge (ที่จะกลายเป็นล้าหลัง obsolete ไปในเวลาไม่กี่ปี) เราจึงจะ "รักการเรียนรู้" ไปตลอดทั้งชีวิต เพราะ ป.เอก นั้น สามารถกลายเป็น mental model เลยไปจากระดับ personal mastery ไปได้อีกระดับหนึ่ง
เรื่องพวกนี้ เอาเข้าจริงๆ ต้องมานั่งจับเข่าดูดาว ฟังเสียงลม ชมใบไม้ด้วยกันใต้เงาจันทร์ มันถึงจะเพียงพอนะนี่นะ
ขอบคุณที่จุดประกาย และทำให้คืนที่นอนไม่หลับ มีความหมาย ครับ