วันนี้ได้รับอีเมลจากลูกสาวคนโต เล่าเรื่องราวชีวิตการทำงานให้ฟังว่า
พ่อจ๋า
“ลูกลองคุยกับเพื่อนสนิทของลูก ..แล้วมาทบทวนชีวิตที่ผ่านมา.... เลยอีเมลเล่าเรื่องที่คุยกับเพื่อน และความในใจของลูกให้พ่อฟัง ลูกอยากได้กำลังใจจากพ่อด้วยค่ะ..”
..............................................................................................................
“เมื่อกี้ทางบริษัทที่เค้านัดสัมภาษณ์ฉัน เค้าโทรมาหาฉัน อยากให้ไปร่วมงานกับเขา เขาโทรมา 2 รอบ เค้าคงอยากให้ฉันไปร่วมงานกับเขา”
“เหรอ...”
“แต่ฉันก้อตอบปฏิเสธไป ...”
“ทำไม?”
“ ฉันนี่ปล่อยโอกาสให้หลุดเป็นครั้งที่ 2 อีกแล้วล่ะ ฉันตอบเค้าว่าฉันต้องการทำงานใกล้บ้านน่ะ
แต่คิดไปคิดมา ฉันว่า ทำงานที่ไหนมันก้อคงมีปัญหาไม่แตกต่างกันมากนักเนอะ … บ้านหลังใหม่ ใหญ่กว่า อาจเจอปัญหาหนักกว่า บริษัท....ของเรา หรือเปล่าไม่รู้ ไหนจะลักษณะงานที่เข้ม ๆ อีก”
“ความคิดแก ๆ ว่ายังงัยบ้างล่ะ” เพื่อนสนิทยังอยากรู้รายละเอียดต่อ
“ ความคิดและเป้าหมายของชีวิตฉัน คือ ถ้าออกจากบริษัทเรา.....แล้วฉันไม่มีทางเป็นลูกจ้างใครอีกเด็ดขาด เพราะไม่ว่าโรงงานไหนๆมันจะให้ฉันหรือแกสี่หมื่นห้าหมื่น สุดท้ายแล้วแกหรือฉันก็เป็นทาสเขาวันยังค่ำ ชีวิตไม่มีทางประสบความสำเร็จได้หรอก ฉันเกิดมาเกือบจะสามสิบปีแล้วยังไม่เคยได้ยินข่าวว่าใครมันจะประสบความสำเร็จหรือรวยได้เพราะเป็นลูกจ้างเขาเลย
เราเองอุตส่าห์เรียนจนจบ ปริญญาโท คิดแค่จะเป็นลูกจ้างเขาไปตลอดยังงั้นหรือ เรื่องพวกนี้น่าจะปล่อยให้พนักงานข้างล่างเขาคิดกันดีกว่าไหม? ”
พอลูกอยู่คนเดียวเงียบๆ ความนึกคิดหนึ่งของลูกก็ผุดขึ้นมา
“เกิดมาทั้งที อย่าให้มันเสียชาติเกิดซิ อายุแกก็เยอะแล้วน่ะ แกก็ดูอย่างตาอู๊ด ตาเล็ก เป็นตัวอย่างซิ ต่อไปข้างหน้าแกอยากเป็นแบบตาอู๊ด ตาเล็กหรืองัยที่ต้องโดนนายบ่นนายจิกหัวสั่งตลอดเวลาน่ะ มันมีความสุขตรงใหน ถึงพวกเขาเงินเดือนจะเยอะกว่าเราไม่เท่าไร เชื่อเหอะพวกเขาไม่มีความสุขหรอกถ้าโดนอย่างนี้ตลอดเวลา และฉันยังแปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขายังคิดที่จะหางานใหม่เพื่อที่จะเป็นลูกน้องเขาอีก …สิ้นคิดจริงๆ แทนที่พวกเขาจะคิดสร้างกิจการของตัวเอง อะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องได้เงินเยอะ แค่พออยู่พอกินไปตลอดชีวิต และมีชีวิตอิสระเป็นของตัวเอง เป็นเจ้านายของตัวเอง ฉันว่านี่แหละ คือ ความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นเรายิ่งเริ่มต้นนับหนึ่งเร็วเท่าไร เราก็จะประสบความสำเร็จในชีวิตเร็วเท่านั้น
แล้วชีวิตแกจะเริ่มนับหนึ่งเมื่อไรล่ะ หรือแกคิดจะนับศูนย์โดยการหางานใหม่ไปเรื่อยๆล่ะ หรือคิดจะนับศูนย์โดยการปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆล่ะ
จงเปิดใจและเปลี่ยนความอยากที่เกิดจากกิเลสของแกให้เป็นความอยากที่เกิดจากปัญญาของแก แล้วแกจะพบเส้นทางที่แกจะสามารถนับหนึ่ง.. สอง.. สาม..ได้จนประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน ...ลงมือทำซะ อย่ามัวแต่อ่าน อย่ามัวแต่ฟัง อย่ามัวแต่คิด เพราะมันไม่มีประโยชน์ถ้าแกไม่ลงมือทำ”
ความคิดลูกเป็นไงบ้างคะพ่อ...อยากฟังความเห็นพ่อค่ะ
รักและคิดถึงพ่อทุกลมหายใจ
ลูกสาวของพ่อค่ะ
พ่อจ๋า...ลูกอยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้จัง…
จงเปิดใจและเปลี่ยนความอยากที่เกิดจากกิเลสของแกให้เป็นความอยากที่เกิดจากปัญญาของแก
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Mr. ธนู ผลบุญ · 23 ต.ค. 2552
หนุ่มเอม · 23 ต.ค. 2552
beyondKM · 23 ต.ค. 2552
นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม · 23 ต.ค. 2552
เรียนอาจารย์ ธเนศ
ผมติดตามงานเขียนท่านมานานในวารสารวิชาการครับ ฟังลูกเขาเล่าก็มีเหตุผลดีครับ
เขาคงมีรูปแบบการคิดที่มองอนาคตมากว่าเพื่อน