ครูติ๋ว สุธาสินี น้อยอินทร์
ในงาน World Palliative Care Day ที่โรงพยาบาลศิริราชที่ผมได้มีโอกาสไปเข้าร่วมด้วยเมื่อ 7-9 ตุลาคม 2009 ปีนี้ นอกเหนือจากได้ฟังปฐมปาฐกถาสุมาลี นิมมานนิตย์แล้ว อีก highlight หนึ่งของงานต้องเป็นวาระที่ได้เข้าฟังการสัมภาษณ์ชีวิตของคุณครูติ๋ว แม่ติ๋ว หรือคุณสุธาสินี น้อยอินทร์

โฆษณาของไทยประกันชีวิตชุดนี้สร้างความประทับใจให้ประชาชนชาวไทยอย่างมากอยู่ระยะหนึ่งทีเดียว (ก่อนที่ชุดล่าสุด Que sera sera จะออกมา) หลังจากผมชมภาพยนต์โฆษณาชิ้นนี้ไม่นาน ก็ได้ทราบว่าเรื่องราวของ "แม่ต้อย" นั้น ทำมาจากเรื่องจริง ชีวิตจริงของคุณครูติ๋ว แห่งบ้านโฮมฮัก
ที่จริงมูลนิธิส่งเสริมสาธารณสุข (มสส) และกลุ่มจิตวิวัฒน์ได้เชิญตัวจริง เสียงจริง แม่ติ๋ว ไปสนทนากันแล้วครั้งหนึ่ง แต่ผมพลาดรายการนั้นไปเพราะอะไรไม่รู้ ไม่งั้นเราจะได้ dialogue กันให้สมใจ แต่รายการนี้ที่ศิริราช พอเห็นผมก็รู้เลยว่าชะตาของเราจะได้นำพามารู้จักและฟังเรื่องราวของแก ก็ได้เตรียมตัว (ฟัง) อย่างดี
อย่างที่เราทราบกัน แม่ติ๋ว เป็นโรคมะเร็ง และยังรับการรักษาอยู่ กระนั้นก็ตามเรื่องนี้มีแต่ทำให้สิ่งที่แม่ติ๋วหรือครูต่ิ๋วกำลังทำอยู่นั้นยิ่งมีค่า มีความหมายมากขึ้น เพราะแม่ติ๋วกับ "บ้านโฮมฮัก" ได้ช่วยดูแลเด็กถึง 117 ชีวิตจากทุกสาระทิศ อาศัยพลังงานเพียงหนึ่งเดียวคือ "ความรัก" ที่หล่อเลี้ยงคนทุกคนด้วยกันในบ้านนี้ บ้านโฮมฮักอยู่ที่ เลขที่ 3 หมู่ 12 บ้านประชาสรรค์ จังหวัดยโสธร เด็กๆที่มาอยู่ที่นี่ อาจจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เด็กที่เป็นโรคเอดส์ (AIDS) เด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และเด็กที่พ่อแม่เสียชีวิตไปก่อนอย่างรวดเร็ว ซึ่งเด็กแต่ละคนมีความบอบช้ำ ไม่เพียงแค่ทางกาย แต่ทั้งทางจิตและทางสังคมด้วย
แม่ติ๋วเล่าเรื่องราวความเป็นมาของเธอให้ผู้เข้าร่วมงานฟังตั้งแต่เริ่มแรก คือตอนเธอเป็นเด็ก โตขึ้น และเริ่มค้นหาภาระงานหน้าที่แห่งชีวิตและมาลงเอยที่บ้านโฮมฮักแห่งนี้ เธอเล่าเรื่องชีวิตตอนเด็ก ที่ได้ตามไปอยู่กับพ่อที่จังหวัดอุบลราชธานี ได้เรียนรู้และซายซึ้งถึงความจงรักภักดีต่อแผ่นดิน ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจากคุณพ่อ ซึ่งได้ฝังรากลึกลงในจิตใต้่สำนึกจนทุกวันนี้ เธอเล่าว่าตอนเด็กๆ เธอค่อนข้างจะซนและมีความคิดอะไรเป็นของตนเอง เรียกร้องหาความรักจากคุณพ่อในรูปแบบของเธอ และในตอนนั้นเองที่ได้ไปลองใช้ยาแบบเพื่อนๆดู เกิดปัญหาทะเลาะกับคุณพ่อ และในที่สุดจึงตัดสินใจเดินทางกลับมาอยู่กับแม่ที่กรุงเทพฯ รักษาตัวให้หายขาดจากการผลของยา และตั้งแต่นั้นเธอก็ได้รับทราบถึงความทุกข์ทรมานจากการรับรู้เรื่องการขาดความรัก ความอบอุ่น สิ่งนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจและกลายเป็นปณิธานในการดำเนินชีวิตของเธอในเวลาต่อมา
แม่ติ๋วจะค่อนข้าง sensitive กับเด็กๆ กับการ "ขาดความรัก ความอบอุ่นของเด็กๆ" เธอเคยขึ้นไปทำโรงเรียนให้เด็กชาวเขาที่ภาคเหนือ เคยเดินเท้าจะไปบวชที่เชียงราย ระหว่างทางต้องขุดดิน กินแมลง กินไส้เดือน พอไปถึงวัด ถูกทดสอบให้นั่งสมาธิ ตรวจสอบจิตใจ แต่ด้วยความอ่อนเพลียและร่างกายที่ไม่พร้อม ทำให้เธอต้องกราบลากลับมา ไม่สามารถไปบวชได้ตามความตั้งใจ เธอลงมาทำโครงการเล็กๆดูแลเด็กที่สลัมคลองเตย แล้วก็พบว่า ตรงนี้เป็นส่วนปลายสุดของปัญหา เพราะมีทั้งอาชญากรรม เศรษฐกิจ การศึกษา ยาเสพติด เป็นสมุฎฐานของสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะสะท้อนกลับไปที่ประเด็นเดิม นั่้นคือ การขาดความรักและความอบอุ่นของเด็กและเยาวชน
และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการบ้านโฮมฮัก
สังคมแห่งความรัก
แม่ติ๋วบอกว่า ถ้าสังคมยังสามารถโอบกอด ให้ความรักแก่เด็กที่ต้องการมากที่สุดได้ สังคมนั้นๆก็จะยังมีความหวังอยู่ เด็กที่เป็นเอดส์ พ่อแม่เสียชีวิตจากโรคเอดส์ ไม่เพียงแต่เจ็บป่วยและต้องการการดูแลรักษาทางกายเท่านั้น แต่การมี stigmata หรือสังคมรังเกียจจากโรคที่เป็น ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นความผิดอะไรของเด็กเหล่านี้ ยิ่งทำให้ความบอบช้ำทางกายถูกซ้ำเติมด้วยความชอกช้ำทางจิตใจเพิ่มเข้าไปอีก แม่ติ๋วจึงริเริ่มโครงการรับเด็กเหล่านี้เข้ามาดูแล ด้วยกำลังกายและกำลังทรัพยากรเท่าที่มี แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นต้นทุนมหาศาลของโครงการนี้ก็คือ ความมุ่งมั่นที่จะมอบความรักที่ปราศจากเงื่อนไขให้แก่เด็กผู้ต้องการ
บ้านโฮมฮักจึงเป็นที่ที่เด็กๆโรคเอดส์ถูกส่งมาอยู่ด้วย หลังจากที่ที่อื่นๆไม่รับ และภายหลังแม่ติ๋วก็พบว่า ไม่เพียงแค่เด็กเอดส์เท่านั้นที่ป่วยเป็นโรค "ขาดรัก" เธอยังได้พบความโหดร้ายของสังคมมากขึ้น เมื่อมีเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศบ้าง เด็กกำพร้าที่พ่อแม่เสียชีิวิตและไม่มีญาติบ้าง ที่มาลงเอยมาอยู่ร่วมชีวิตกันในบ้านโฮมฮักของเธอ
แม่ติ๋วรักเด็กทุกคน เหมือนลูก เหมือนเพื่อน เหมือนน้อง เหมือนลูกศิษย์ เพราะนี่คือความสัมพันธ์ภาคปฏิบัติจริงๆที่เกิดขึ้นในบ้านโฮมฮักแห่งนี้ เด็กทุกคนทำงานเท่าที่มีกำลัง เพราะไม่มีคนอื่นจะมาช่วยเหลือ เด็กๆจะปลูกผักสวนครัว เก็บมากินกันเอง หาปุ๋ยเท่าที่หาได้มากิน (แม่ติ๋วบอกว่า จะกินผักของแม่ติ๋ว อาจจะต้องระวังนิดนึง เพราะลูกๆจะช่วยกันเยี่ยวรดมาเยอะ ไม่ใช่แกล่้งนะ แต่เป็นการให้ปุ๋ยบำรุงผักให้งาม เป็นความกตัญญูเล็กๆน้อยๆจากใจไร้เดียงสาบริสุทธิ์ของเด็ก)
จากการดูแลเด็กตามกำลังที่มี ยาที่แม่ติ๋วจ่ายมากที่สุด กลับไม่ใช่ยาโรคเอดส์ แต่เป็น "ความรักความห่วงใยของแม่ต่อลูก" บางครั้งเด็กที่ป่วยหนัก มีแผล มีอักเสบ นอนอยู่ข้างตัวแม่ติ๋ว หอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อย เหมือนกับกำลังจะตายอยู่ได้ทุกเมื่อ แม่ติ๋วทนไม่ไหว ค่อยๆลุกขึ้นมา เดินไปหาจอมปลวก หาดิน หาใบอะไร เพราะคิดว่าสัตว์มันหามาทำบ้าน ทำรัง น่าจะมีสารอาหาร มีประโยชน์ ก็ค่อยๆรวบรวมมา เอามาผสมโน้นผสมนี่ เอามาประคบ มาทา แล้วก็โอบกอดเด็กไว้กับอ้อมอก ปรากฏว่าบางคนก็กลับค่อยๆหายดี อาการค่อยๆดีขึ้น โดยไม่ทราบว่าเพราะอะไร
แม่ติ๋วรับทราบว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งลำไส้มาได้ประมาณ 8 ปีแล้ว อาการแม่ติ๋วก็ทรงๆทรุดๆ บางครั้งก็เหนื่อยแทบจะเดินไม่ไหว ระยะทาง 10-20 เมตรที่บ้านโฮมฮัก บางทีใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ไม่ใช่เพราะว่าเหนื่อยอย่างเดียว แต่ระหว่างเส้นทางที่ว่านี้ แม่ติ๋วต่้องหยุดทำแผลให้เด็กคนนี้ หยุดเปลี่ยนเสื้อให้ลูกคนโน้น หยุดล้างหน้าล้างตาให้น้องคนนั้น เป็นสิบๆคน แม่ติ๋วเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งแกอ่อนเพลียมาก เดินไม่ไหว ต้องใช้ไม้เท้าเป็น frame 4 ขาเดิน จึงจะไม่ล้ม มีอยู่ครั้งหนึ่งแกก็ค่อยๆเดินไป ใช้ walker ที่ว่านี้ไป ปรากฏว่าก็มีลูกๆตัวเล็กๆของแกเดินมาเกาะเต็มไปหมดเป็นสิบๆคน จนไม้เท้าถูกดึงบ้าง ผลักบ้าง หลุดไปจากมือแก ไม่รู้จะทำยังไง แกก็ต้องค่อยๆเดินต่อไป กลัวลูกๆที่เกาะแข้งเกาะขาจะล้ม แกก็ประคับประคองตัวให้ได้ ไปๆมาๆ ก็เลยพบว่า อ้าว.. นี่เรากำลังเดินโดยไม่ได้ใช้ไม้เท้านี่หว่า เดินมาได้ตั้งไกลโดยไม่รู้ตัว
สัจธรรมแห่งชีวิต
การดูแลคนไข้เอดส์ เป็นการทำมรณานุสติอย่างหนึ่งโดยแท้ เพราะเด็กหลายๆคน นอนๆกันอยู่ด้วยกันคืนนี้ วันพรุ่งนี้ก็อาจจะจากไปแล้ว ที่บ้านโฮมฮักนี่ แม่ติ๋วและเด็กๆโตๆก็มีหน้าที่อีกประการคือการต่อโลงศพให้ลูกๆที่ตายจากไป ก็ต่อโลงกันเอง เนื่องจากทำฝาไม่เป็น โลงจึงเป็นโลงไม่มีฝา ข้างบนใช้ผ้าคลุม ลูกๆทั้งที่เป็นเอดส์ ไม่เป็นเอดส์ ก็ร่วมมือกันตอก ช่วยกันต่อ ช่วยกันยก ใครจะลาใคร ก็พูดกันไป เออ เอ็งไปก่อน เดี๋ยวข้าก็จะตามไป บางทีก็อาจจะมีพ่อหรือแม่เด็กมาช่วยด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ช่วยกันต่อโลงเสร็จ เอาร่างของน้องใส่โลง พอยกขึ้น ปรากฏว่าเสียสมดุล เอียงไปเอียงมา โลงเลยตกลงบนพื้น แม่ที่ดูอยู่ด้วยก็ตกใจและเสียใจมาก ร้องห่มร้องไห้ ด่าว่าคนที่ช่วยยกว่าทำไมไม่ตั้งใจ ทำไมไม่ใส่ใจเลย ทำลูกแกหล่นลงบนพื้น แม่ติ๋วเข้าไปที่ร่างของลูกที่นอนบนพื้น เอามือตีไปที่ก้นสองสามที แล้วบอกกับแม่ว่า "แม่ๆ ลูกมันตายไปแล้ว นี่ฉันตีขนาดนี้มันยังไม่ว่าอะไรเลย" แม่ก็เลยฉุกคิดขึ้นมาได้ และรับรู้ว่าคนที่มาช่วยกันนั้น เขาไม่ได้ตั้งใจจะให้หล่นลงเลย
แม่ติ๋วบางทีต้องขับรถเป็นร้อยๆกิโล พาลูกที่ป่วยไป รพ.ที่อุบลฯ บางวันมากกว่าหนึ่งรอบ บางครั้งระหว่างทางจะไปถึงก็มีโทรศัพท์มาจากที่บ้าน ลูกบอกว่าอีก 3 คนที่บ้านอาการไม่ค่อยดีแล้วแม่ แม่ติ๋วก็ต้องตัดสินใจ แม่ขอพา 4 คนนี้ไปที่ รพ.ก่อนนะลูก แล้วค่อยกลับไปว่ากันใหม่
ตอนที่บ้านเรามีข่าวเด็กตามหาพ่อญี่ปุ่นกันครึกโครม เจอพ่อ พ่อมาเมืองไทยมาเจอลูก มีคนแสดงความยินดี จัดหาที่พัก บริจาคเงินกันมากมาย ออกข่าวทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ เด็กบ้านโฮมฮักก็ได้ยินข่าวด้วย ปรากฏว่า มีเด็ก 10 ขวบ 2 คน และ 4 ขวบ 2 คน มาบอกแม่ติ๋วว่า เขาก็จะตามหาพ่อด้วย แม่ติ๋วฟังก็อึ้งไปนิด เพราะทราบว่าพ่อเด็กพวกนี้ตายไปแล้ว ก็ถามว่าลูกจะไปหาที่ไหน ลูกๆก็บอกว่า โอ๊ย จำได้ๆ เนี่ย เดินไปจนถึงถนนใหญ่ เลี้ยวซ้ายที ขวาไปทีก็ถึง คือเด็กจำได้เลาๆเท่านั้นตอนเดินทางมา แต่ด้วยความที่เห็นเด็กในข่าวเจอพ่อ แกเลยอยากเจอพ่อขึ้นมาบ้าง
แม่ติ๋วตอนแรกก็นึกเสียใจ เอ.. เราเป็นอะไร ทำอะไรไม่ถูกหรือเปล่า ลูกถึงยังอยากจะหาพ่ออีก เราเป็นแม่ยังไงนะเนี่ย นึกไปนึกมา เอ้า นี่จิตเราตกไปเอง ลูกอยากหาพ่อ มันก็เป็นเรื่องธรรมดา ดันไปว่าตัวเองได้ยังไง แม่ติ๋วเล่าให้เราฟังอย่างเรียบๆ แต่เรามองเห็น awareness และสติ ที่ดึงรั้งปัญญาให้อยู่กับที่ได้อย่างน่าทึ่ง แม่ติ๋วบอกว่า ไอ้เราจะไปห้ามลูกหาพ่อก็คงจะไม่ได้ เอ้า เป็นไงเป็นกัน ก็อนุญาตไป พออนุญาต เด็กๆก็ช่วยกัน pack ของคนละถุง สิ่งที่ไม่ลืมกันเลยก็คือถุงยาประจำตัว แล้วทั้งสี่คนก็เริ่มเดินต๊อกแต๊กออกจากบ้านไป เริ่มออกเดินทางตั้งแต่ตอนเย็น
แม่ติ๋วอยู่ที่บ้าน เห็นลูกๆมันเดินออกไป ก็มองตาม สักพักก็เป็นห่วง เออ..แน่ะ มันจะไปจริงๆ แล้วมันจะเป็นไรไหมเนี่ย ในที่สุด แม่ติ๋วก็ทนไม่ได้ เรียกสมุน เอ๊ย ลูกโตๆมาอีกสองสามคน นี่ มานั่งรถเป็นเพื่อนกันหน่อย แล้วก็ค่อยๆขับตามเจ้าสี่ีคนนั้นไปช้าๆ ห่างๆ เจ้าสี่คนนั้นก็เดินไปเรื่อยๆอย่างไม่ย้อท้อ คนที่ขับตามก็ตะโกนถามเป็นระยะๆ เหนื่อยไหม จะพักก่อนไหม หิวไหม เดินเป็นชั่วโมง ปรากฏว่าเริ่มค่ำ เจ้า 4 ขวบสองคนเริ่มไม่ไหว ทิ้งระยะห่าง กลายเป็นสองกลุ่ม ไปๆมาๆ รถแม่ติ๋วก็ขับอยู่ตรงกลาง ข้างหลังเป็นเจ้าตัวเล็ก 2 คน ข้างหน้าเป็นเจ้าตัวใหญ่ 2 คน แม่ติ๋วก็หันรีหันขวาง ข้างหลังก็เริ่มมืด เจ้าตัวเล็กมันจะเดินได้ไหมเนี่ย ข้างหน้าก็เกือบจะถึงถนนใหญ่แล้ว มันจะเดินได้ไหมเนี่ย เป็นห่วงมาก ยังดีในที่สุดเจ้าตัวเล็กก็ยอมก่อน และก่อนจะถึงถนนใหญ่ เจ้า 10 ขวบสองคนก็ยอม ขอกลับบ้านเพราะหิวข้าวแล้ว ยังไว้เชิงว่า ไม่ได้ยอมแพ้นะ แต่ขอกลับไปกินข้าวก่อน แล้วค่อยว่ากันใหม่ ทั้งสี่คนก็ได้กลับมาบ้านโฮมฮัก หมดการผจญภัยไปอีกหนึ่งวัน
เรื่องตามหาพ่อของลูกแม่ติ๋ว 4 คน คงจะไม่โด่งดังเท่าเด็กกำพร้าลูกครึ่งญี่ปุ่นที่คนไทยดูจะตื่นเต้นครึกโครม แต่ก็เป็นเรื่องของเด็กหาพ่อไม่ต่างกันเลย เพียงแต่ version หลังนี้ มีเพียงแม่ติ๋วที่ประคบประหงมดูแล ไม่มี high profile hotel มารับรอง ไม่มีการบริจาคติดต่อข้ามชาติ ไม่มีสถานกงศุลสถานทูตมาเกี่ยวข้อง เพราะเป็นแค่เด็กไทยธรรมดาๆ 4 คนเท่านั้น
แม่ติ๋วเล่าให้ฟังว่าคนที่มาเยี่ยมบ้านโฮมฮัก บางคนก็มาเพราะคิดว่าจะเห็นเด็กๆน่าสงสาร ทุกข์ทรมาน ก็บอกไว้เลยว่าจะผิดหวัง เพราะเด็กๆที่นี่ แม้แต่คนที่เป็นโรคเอดส์ ก็ยังมีเสียงหัวเราะ มีวิ่งเล่น มีความไร้เดียงสา แม่ติ๋วขอร้องว่า ใครก็ตามที่จะมาช่วย มาเยี่ยม อย่ามาเพราะความสมเพชเวทนา หรือสงสาร เพราะเราสงสารใคร เราคิดว่าเราเหนือกว่าเขา สุขกว่าเขา แต่ให้มาเพราะความรัก และเพราะความอยากจะให้ เพราะมันควรจะให้ เพราะการให้เป็นเรื่องที่ดี เพราะการรักและการแสดงความรักเป็นเรื่องที่ดี ขอให้มาเพราะอยากจะโอบกอดเด็ก เพราะนั่นคือสิ่งที่เด็กๆทุกคนต้องการ เด็กๆไม่ได้ต้องการความสงสาร เวทนา แต่ต้องการแค่ความรัก ความอบอุ่น
ครั้งหนึ่งที่แม่ติ๋วป่วยหนัก นึกว่่าตัวเองจะตาย แม่ติ๋วจึงเดินทางมาอยู่กับแม่ชีศันสนีย์ เพราะอยากตายนุ่งขาวห่มขาว ปรากฏว่าไม่ยักกะตาย อาการดีขึ้น ตอนนั้นแม่ติ๋วจึงได้โอกาส ฝากฝังบ้านโฮมฮักไว้กับแม่ชีศันสนีย์ แม่ติ๋วบอกว่า บ้านโฮมฮักต้องการคนที่จะสามารถให้ความรักแก่เด็กได้โดยไม่มีเงื่อนไข บ้านนี้ถึงจะอยู่ต่อไปได้ แกเลยต้องหาคนที่จะให้สิ่งที่เด็กต้องการได้ คือแม่ชีศันสนีย์ แกว่าสำคัญกว่าคนที่อยู่ใกล้ๆ หรือมาสะดวก
ณ ขณะนี้ บ้านโฮมฮักดูแลเด็กเป็นร้อยๆคน จำนวนขึ้นบ้างลงบ้าง ตายไปก็มีทุกอาทิตย์ มาใหม่ก็มีตลอด เด็กมาใหม่ๆ หรือเด็กอยู่เก่าๆ หาอย่างเดียวคือความรัก ลูกๆแม่ติ๋วถามแม่ติ๋วว่า "แม่ๆ ความดีคืออะไร แม่? เห็นคนว่ากันนัก ให้ทำความดีๆ" แม่ติ๋วตอบว่า "ความดีคือการทำให้คนอื่นยิ้ม ทำให้คนอื่นหัวเราะไงลูก" เด็กๆก็เข้าใจ
ใครต้องการจะไปเยี่ยมบ้านโฮมฮัก มอบความรักแก่เด็กๆ หรือบริจาค เข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ website มูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์ บางทีท่านอาจจะหาอะไรทำที่มีส่วนในการสร้างสังคมที่ยังมีความหวังอย่างที่แม่ติ๋วฝัน และกำลังทำความฝันตอนตื่นอยู่นี้ได้
ชีวิตที่มีค่าคืออะไร?
ตามมาดูแล้วมีคำถามให้ตัวเองเลยคะ ขอบคุณนะคะ
สวัสดีครับ คุณจตชรกมลและคุณป้าเหมี่ยว
มาเร็วมากเลยครับ ตอนนั้นผมยังเขียนไม่จบเลย แต่เป็นความผิดของผมเองที่ชอบเขียนขยักขย้อน พอดีอยากจะลอง clip ว่า work รึเปล่าน่ะครับ clip นี้โดนใจมาก แต่พอได้ยินเรื่องราวทั้งหมดของครูติ๋วจะทราบว่าไม่ได้เสี้ยวของเรื่องจริงเลยนะครับ
สวัสดีค่ะ
ประทับใจและชื่นชม...น้ำใจของ "แม่ต้อย" ค่ะ
และยิ่งชื่นชมผู้ที่นำเรื่องดี ๆ เหล่านี้มาเผยแพร่...ให้ได้ตระหนักรู้ว่า....
ในโลกนี้มีคนดี ๆ สิ่งดีงาม น้ำใจที่กว้างขวางไม่สิ้นสุด ... อย่ามัวแต่หมกมุ่นกับ "ความทุกข์อันน้อยนิดของตัวเอง" อยู่เลย
ขอบคุณค่ะ
(^___^)
สวัสดีค่ะ
แม่ติ๋วดวงประทีปแห่งความหวังของเด็กๆ ดวงนี้ไม่รู้จะมีแรงส่องแสงสว่างให้กับเด็กน้อยผู้ด้อยโอกาสได้นานซักเท่าไร ท่ามกลางความวุ่นวายแก่งแย่งชิงดิชิงเด่นทำเพื่อตัวเอง เด็กๆกลายเป็นผู้รับเคราะห์กรรม จะมีใครสักกี่คนที่อาสาหยิบยื่นโอกาสและความหวังให้การช่วยเหลือเด็กๆเหล่านี้ สิ่งที่แม่ติ๋วทำนั้นได้อธิบายซึ่งความรัก ความเมตตากรุณา ความเสียสละในฐานะผู้ให้และจะให้จนกว่าตัวเองจะตายไว้ได้อย่างชัดเจน ชิวิตที่มีค่ายิ่งกับอีกหลายชีวิต จะเป็นกำลังใจให้กับแม่ติ๋วครับ
เป็นอีกต้นเรื่องและต้นแบบที่ควรค่าต่อการศึกษามากที่สุดในยุคนี้เหมือนกัน
ขออนุญาตนำบทกวีของคุณไพวรินทร์ ขาวงามมากล่าวไว้ในบันทึกนี้ว่า
ตีนเมื่อเดินติดดินกลิ่นจะหอม
ใจเมื่อยอมเสียสละสีจะขาว
มือเปื้อนดินจะเปื้อนดินให้เป็นดาว
ใจเหน็บหนาวและเคี่ยวหนาวเป็นเปลวไฟ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ คุณคนไม่มีราก
เรื่องของ "แม่ต้อย" เป็น clip 3 นาทีที่ทรงพลังจริงๆครับ แต่เรื่องของ "แม่ติ๋ว" เป็นรจนาแห่งชีิวิตที่สามารถเป็นน้ำหล่อเลี้ยงให้กำลังคน หรือสังคมได้อีกมากนัก
เรียกว่าเรื่องแบบนี้ "ไม่เล่าต่อไม่ได้แล้ว"
สวัสดีครับคุณพยอม
ยินดีที่มาร่วมยินดีครับผม
สุรเชษฐครับ
สิ่งที่แม่ติ่๋วทำ เป็นเรื่องที่เรียกได้ว่า "ตัวตายแต่ชื่อยัง" โดยแท้ ร่องรอยที่เราสามารถหลงเหลือไว้บนโลกนี้ นอกเหนือจากกล่องโฟม ซากมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์ น่าจะเป็นเรื่องของ "จิตใหญ่แห่งความเป็นมนุษย์" ที่เรามีตัวจริง ชีวิตจริง ที่ถูกเล่าสู่กันฟัง และภาคภูมิใจว่า "นี่คือตัวอย่างหนึ่งของคนไทย ที่เราภูมิใจ"
สวัสดีครับ อ.แผ่นดิน
ครับ
ตอนที่แม่ติ๋วบรรยายเสร็จ สิ่งแรกที่ผมทำก็คือเดินเข้าไปขอกอดแน่นๆสักที ซึ่งแม่ติ๋วก็ใจดี เรากอดกันพักนึงด้วยความรู้สึกตื้นตัน ทำให้ผมได้รับรู้ว่าเด็กๆบ้านโฮมฮักน่าจะรู้สึกอย่างไรจริงๆเวลาพวกเขาเจอแม่ติ๋ว
แม่ติ๋วเอาจุลสารมูลนิธิมาให้ผมฉบับนึง ในนั้นมีเรื่องราว เรื่องเล่าอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของแม่ลูกอ่อนอาสาสมัคร ที่เล่าว่าที่บ้านโฮมฮักแห่งนี้ ตอนนี้มีเด็กทารกวัยกินนมอยู่ 7 คน ไม่มีนมกิน แม่ๆเหล่านี้ก็เลยมาช่วยแบ่งนมแม่ให้ พวกเธอเล่าประสบการณ์ว่า ตอนที่เด็กๆโรคเอดส์เหล่านี้ถูกอุ้มครั้งแรกเข้ามาในอ้อมกอด ตัวจะปวกเปียก ไร้เรี่ยวแรง เย็นชืด แต่พอเอาหัวนมเข้าปาก เริ่มกระตุ้นให้ดูด เด็กเริ่มรับรู้ว่าตนเองอยู่ในอ้อมกอด มีน้ำนมไหลเข้ามา ตัวก็เริ่มอุ่นขึ้น ตัวเริ่มกระดุกกระดิก โอบกอดแม่ เธอรู้สึกถึง "ความมีชีวิต" ได้ไหลผ่านไปมาระหว่างเธอกับเด็กน้อยคนนี้ รู้สึกเหมือนแสงริบหรี่ กำลังเริ่มมีพลัง และเปล่งความสว่างขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เป็นการพรรณนาที่สวยงามที่สุดที่ผมเคยรับรู้มาเลยทีเดียว
ขอบคุณสำหรับบทกวีมากๆครับ ความเป็นบทกวีสามารถยื่นขยายความสุนทรีย์ลึกๆที่เราแสดงออกมาแบบภาษาธรรมดาๆไม่ได้ ขึ้นมาอีกเยอะมากเลยทีเดียวนะครับ
แวะมาเยี่ยมค่ะอาจารย์ ยุ่งงานพักใหญ่เลยไม่ได้มาอ่าน เรื่องของแม่ติ๋วนี่เคยดูสัมภาษณ์ทางทีวี เขาว่าแม่ชีศันสนีย์ที่เสถียรธรรมสถานรับปากว่าจะดูแลเด็กๆ ต่อให้ ทำให้แม่ติ๋วก็เลยคลายห่วงลงไปได้บางส่วน ผู้หญิงคนนี้เข้มแข็งจริงๆ สิ่งที่เขาทำยิ่งใหญ่มาก ไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่าในโลกนี้มากกว่าการช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ค่ะ
สวัสดีครับคุณซูซาน
เรื่องราวของแม่ติ๋วเป็นได้ทั้งแรงบันดาลใจ (สำหรับคนยังไม่ได้เริ่ม) เป็นกำลังใจ (สำหรับคนกำลังทำ) และเป็นความรู้สึกอบอุ่น สังฆะ (สำหรับคนที่นำมาใคร่ครวญไตร่ตรอง) ต่อยอดออกไปไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ ความดีไม่ได้ตกอยู่เพียงแต่ผู้รับประโยชน์โดยตรงคือเด็กๆ ลูกของแม่ติ๋วเท่านั้น หากแต่เป็นมฤดกโลก ที่ควรนำมาเล่าต่อ เผยแพร่ คิดใคร่ครวญไปเรื่อยๆเลยนะครับ
เข้ามาเรียนรู้สิ่งดีๆจากอาจารย์หมอขอรับ..
หากเราพึงตระหนักรู้ได้ว่า
อตฺตานํ อุปมํ กเร.พึงเอาใจเขามาใส่ใจเรา..
สังคมนี้คงมีแต่สิ่งที่งดงามมากขึ้นนะขอรับอาจารย์หมอ..
Hi Ajan Sakon, I read this story throughly and got the idea that ones who intend to do something no matter what it is could be possible or not is have something special that is "unconditional love and see the opportunity in every obstacle" .Thanks for invaluable story.
ท่านมหาวิชิต
ครับ
เป็นหัวใจจริงๆครับ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ที่เกิดปัญหาเดี๋ยวนี้ก็พวก "เอาใจเราไปใส่ใจของเขา (ให้ได้)" นะครับ
เคยติดตามข่าวเหมือนกันค่ะ...เป็นผู้หญิงแกร่งอีกคนนึงค่ะ
เพิ่งมาอ่าน
แม่ต้อย หรือครูติ๋วเป็นคนที่มี "จิตใหญ่แห่งความเป็นมนุษย์" ที่มีตัวจริง ชีวิตจริง จริง ๆอย่างที่อาจารย์เขียนไว้
เมื่ออ่านเรื่องที่อาจารย์บอกว่า ไม่เล่าไม่ได้ แล้ว ก็ต้องกดตามลิ้งค์ ด้วยความรู้สึก ไม่กดลิ้งค์ไม่ได้ และ ไม่ช่วยไม่ได้ เช่นกันค่ะ
ขอบคุณเรื่องเล่าดี ๆ ขนาดนี้ของคนดีขนาด..นิยามไม่ได้
ขอบคุณค่ะ