วันนี้คลุกกับการเขียนบทที่สองของวิทยานิพนธ์ตลอดช่วงเช้าครับ พอบ่ายก็ไปสำนักวิทยบริการ เพื่อหาหนังสือเล่มที่อยากจะอ้างอิงในวิทยานิพนธ์ คือ ปรัชญาอิสลาม ของอ.อิมรอม มะลูลีม ซึ่งท่านผอ.สำนักเคยบอกว่ามีในห้องสมุด ต้องยอมรับครับว่า นานมากแล้วที่ผมไม่ได้มาหาหนังสือในสำนักวิทยฯ ปกติมาก็ประชุมหรืออื่นๆ แต่ไม่เคยมาหาหนังสืออ่านเลย เลยหลงทางเล็กน้อย ฮิฮิ ไม่นึกว่า หนังสือภาษาไทยจะอยู่ชั้นล่าง มาถึงก็เดินขึ้นชั้นสองเลย ฮา
ในระบบการจัดชั้นหนังสือแบบดิวอี้ ผมจำได้ว่า หนังสือปรัชญาอยู่ในหมวด 100 เลยไม่คิดอะไรมากครับ หาหนังสือในกลุ่มเลย ด้วยความทรงจำเดิมสมัยเรียนป.ตรี หนังสือเล่มนี้ไม่หนามากครับ ผมเคยอ่าน แต่มารอบนี้ต้องตกใจครับ หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนไป หนามากขึ้น ผู้เขียนเพิ่มขึ้น สรุปได้ว่า เป็นการเขียนใหม่ครับ ในชื่อเดิม อ่านแล้วได้เนื้อหาครบถ้วนมากๆ แต่ภาษาอาจจะกระโดดๆ บ้างครับ อันนี้ยอมรับได้ครับ เพราะหากจะหาหนังสือปรัชญาอิสลามที่เป็นภาษาไทยละผมนึกออกจากผลงานของ อ.อิมรอม ท่านเดียวจริงๆ และเล่มใหม่นี้ที่ผมเพิ่งได้เจอนี้แหละครับ (ขออัลลอฮ์ตอบแทนความดีแก่ผู้เขียนทุกท่าน)
วิทยานิพนธ์เป็นเรื่องของการออกแบบการเรียนการสอนตามทฤษฏีการศึกษาในอิสลาม เลยต้องนำเสนอฐานคิดเชิงเปรียบเทียบระหว่างปรัชญาตะวันตกกับแนวคิดในอิสลาม เพื่อให้เห็นถึงเหตุผลที่ผมเลือกเอาแนวคิดนี้มาใช้ในการออกแบบระบบ แต่เขียนไปเขียนมา เริ่มนักใจ เปรียบเทียบกันได้ยังงัย ปรัชญากับศาสนา มันอันเดียวกันทีไหนละ? เมื่อมันคนละอันเดียวกัน ผมเลยต้องนิยามกรอบให้ชัดขึ้นครับ ดังนั้นเลยต้องกลับไปอ่านเรื่องปรัชญาใหม่
ก่อนออกจากสำนักวิทยบริการก็ได้รับขอฝากจาก ผอ.สำนักครับ ต้องขอบคุณมาก อ่านหัวเรื่องและเนื้อในนิดหน่อย ก็นึกถึงที่คุยกันเมื่อวันก่อนกับท่าน ผอ.ครับ เนื่องจากบทเรียนจากประวัติท่านศาสนทูต (ซ.ล) คือ หลักสูตรการเรียนการสอนของท่านใช้เวลาเพียง 20 วันเท่านั้นเอง วิธีการของท่านเรียกว่า "ฮาลาเกาะห์" (เรียกตามชื่อที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย) หรือในหนังสือเล่มนี้เรียกว่า "ฮาลากอต" เสียดายที่เพิ่งได้รู้จักหนังสือเล่มนี้ไม่นานมานี้เองครับ ที่เสียดายก็เพราะบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่งส่งไปไม่กี่วันมานี้เองครับ
ก่อนกลับบ้านแวะไปละหมาดที่มัสยิด ก็ได้รับฟังข่าวดีแบบน่าทึ่งมาอีกหนึ่งเรื่อง (แหม่ช่วงนี้นานๆ เข้าไปในมหาวิทยาลัยที มีข่าวแปลกๆ ให้ได้ยินเป็นประจำ) รอบนี้ก็คุณพ่อเป็นหมอตำแยเองครับ ทั้งพ่อทั้งแม่เป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย ระหว่างเดินทางกลับจากหาดใหญ่ ฝ่ายภรรยาเกิดปวดท้องคลอด (ความจริงไม่ต้องระบุก็ได้ คิดว่ายังไงฝ่ายชายคงไม่ปวดท้องคลอดอยู่แล้ว) แต่ทั้งคู่คิดว่ากลับมาทันคลอดที่ยะลาครับ สุดท้ายก็ยังไม่ทันถึงโรงพยาบาล คลอดเสียก่อนระหว่างทาง คุณพ่อเลยเป็นคนทำหน้าที่แทนหมอเสียเลย อัลฮัมดุลิลลาห์ครับ ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี นึกเล่นๆ ว่า ถ้าเป็นผมๆ จะทำงัย ขนาดรู้ว่า ถ้าเริ่มปวดท้อง ก็อีกหลายชั่วโมงจะคลอด ผมยังขอพาไปรอที่โรงพยาบาลเลยครับ ไม่เสี่ยงพาไปใกล้ๆ คลอด ฮาฮา เพราะมั่นใจว่า ทำคลอดเองไม่เป็น
ระหว่างฟังเรื่องเล่า ก็มีเสียงแซวว่า ค่อยดูอาจารย์อีย์เอาไปเขียนบล็อกแน่ ฮาฮา จะพลาดได้งัยครับ มันน่าทึ่งจริงๆ จะมีใครกี่คน ถ้าไม่ใช่หมอสูติที่จะได้ทำคลอดลูกเอง แถมในรถ (และไม่ใช่รถติดใน กทม.ด้วย)
จบครับ จะได้ไปเขียนวิทยานิพนธ์ต่อ (ขอดุอาให้เขียนได้เสร็จเร็วๆ และมีคุณภาพดีด้วย อามีน)
( ยึดมั่นในศรัทธา+สติสัมปชัญญะ)
วันนี้อากาศสดใส แดดแรงแบบนี้ ผ้าอ้อมที่ตากไว้แห้งสบายๆ วันๆหนึ่ง 24 ชั่วโมง ทำอะไรกันบ้างเอ่ย.. สำหรับบางคน ก็ยังไม่รู้จะทำอะไรดี สำหรับบางคน มีอะไรที่ต้องทำเยอะแยะไปหมด สำหรับ ดิฉัน 24 ชั่วโมงที่มีอยู่ ขอทำอะไรที่มีประโยชน์ ทำงานแบบไม่มีวันหยุดมาเป็นข้อจำกัด ทำงานทุกที่ กลับบ้านก็ไม่ได้หมายความว่าเลิกงาน เด็มที่กับ บทบาทของบุคลกร บทบาทของลูกที่ดี บทบาทของภรรยา บทบาทของแม่ และบทบาทของนักศึกษา ภายใต้บทบาทของบ่าวที่ดีของอัลลอฮฺ อีกที มันก็เลย มีอะไรเยอะแยะ ที่ต้องทำ มีทางให้เลือกไม่มากคะ 1. คลอดในที่ทำงาน 2. คลอดในห้องสอบ 3. คลอดในรถ ยังไม่ทันได้ตัดสินใจเลือกข้อใหนเลยนะคะ
ตอบคำถามอาจารย์คะ ว่า "ถ้าเป็นผมๆจะทำยังไง" ทำยังไงคิดไว้ล่วงหน้าไม่ได้หรอกคะ ต้องรอให้ถึงเวลา เชื่อมั่นคะว่าอาจารย์ก็ทำได้เหมือนกัน ไม่เชื่อลองดูสิค่ะ(ท้าให้ลอง) ถ้าไม่มั่นใจ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักวิทยบริการคะ ฮา
"นายแม่"