
กลับมาจากหยุดหลายวัน ได้พบเห็นการแสดงความคิดเห็นของ คุณนฤมล ภูจอมดาว ถามว่า " มีหลานเป็นเด็กผู้ชาย อายุ 1 ขวบกับ 2 เดือน แม่คลอดก่อนกำหนด ( คลอด 7 เดือน ) น้ำหนักตัวน้อย เข้าเตาอบต้องพาไปหาหมอตามนัดตลอด ล่าสุดผ่านมา 2-3 วันไปพบหมอ หมอบอกให้เร่งพัฒนาการ " ( ตอนนี้น้องเขาไม่เดิน ) อยากจะรู้วิธีเร่งพัฒนาการต้องทำอย่างไรบ้าง ทานอาหารอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า ?
อ่านแล้วสะท้อนได้ถึงความรู้สึก ความรัก ห่วงใย เศร้า ของผู้ปกครอง พ่อแม่ ญาติ ตลอดจนคนในครอบครัวทุกคนเลยค่ะ
เพราะก็มีประสบการณ์ตรงจากตัวเองและคนรอบข้างโดยเฉพาะเพื่อนสนิทด้วยค่ะ อยู่ได้ด้วย "กำลังใจ" และ " การมองโลกแบบเชิงบวก" ค่ะ
ขออนุญาติเอามะพร้าวมาขายสวนเล็กน้อยค่ะ เดี๋ยวจะว่าไร้สาระ แฮะ ๆๆ

สาเหตุการพัฒนาการล่าช้า มีดังนี้ค่ะ
1. พันธุกรรมที่ได้รับจากพ่อและแม่ เช่น โรคทางพันธุกรรมบางอย่างที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก เช่น โรคที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม ดาวน์ซินโดรม ฯลฯ หรือการที่พ่อกับแม่บังเอิญเป็นญาติ มีโอกาสที่ยีนผิดปกติจะแสดงออกมาทางลูกได้สูง
2. สุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ของแม่ขณะตั้งครรภ์ เช่น แม่ที่ไม่ดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ลูกก็มีความเสี่ยงกับการเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่
3. ภาวะการคลอดที่ไม่ราบรื่น เช่น เด็กคลอดก่อนกำหนดคือ ก่อน 9- 10 เดือนค่ะ คลอดหลังกำหนด คืออายุครรภ์ 42 สัปดาห์ไปแล้ว ค่ะ คลอดยากต้องใช้ระยะเวลาในคลอดยาวนานกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อเด็ก เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เลือดออกในสมอง โรคปอดเรื้อรัง ตับวาย ไตวาย
4. สุขภาพของเด็กหลังคลอดและปัจจัยแทรกซ้อนช่วงหลังคลอดใหม่ๆ เช่น เด็กตัวเล็กหรือใหญ่เกินไป ตัวเหลืองจนต้องเปลี่ยนเลือด ต้องเข้าตู้อบเป็นเวลานาน
5. การเลี้ยงดูและภาวะโภชนาการที่ไม่เหมาะสม เช่น เด็กไม่ได้รับอาหารครบถ้วน กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ รวมถึงไม่ได้ส่งเสริมพัฒนาการเท่าที่ควร
เห็นอย่างนี้คงสรุปได้แล้วบ้างนะค่ะ ว่าสาเหตุใดทำให้ลูกหรือคนรอบข้างเรามีพัฒนาการล่าช้ากันบ้าง นอกจากปัญหาทางกายที่จะเกิดขึ้นกับเด็กแล้วยังมีปัญหาพฤติกรรมที่ ส่งผลให้พัฒนาการเด็กล่าช้าตามมา นอกจากนี้แล้วพฤติกรรมที่ส่งผลต่อพัฒนาการล่าช้า ยังมีอีกสองสาเหตุ คือ
1. ร่างกายผิดปกติ ส่งผลต่อพฤติกรรม เช่น พิการขา ทำให้เดินยากหรือลำบาก เป็นต้น
2. สิ่งแวดล้อมรวมถึงการเลี้ยงดูจากครอบครัว เช่น ตามใจลูกมาก หรือโอ๋ มากไป ไม่ยอมให้ทำอะไร "จะหยิบหมวก หมวกก็รีบเข้าไปหา" ทำนองพ่อแม่รังแกฉันค่ะ
* เด็กอยู่ไม่นิ่ง (ซนเกินไป) ไม่รู้จักรอคอย แม้เด็กวัยนี้อยากรู้อยากเห็นแต่การที่เด็กมีช่วงความสนใจสั้น วอกแวก รับรู้ช้ากว่าและไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตัวเองได้ เมื่อเทียบกับเพื่อนในวัยเดียวกัน ก็อาจบอกถึงความผิดปกติได้ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ มักจะเรียกว่าเด็กไฮเปอร์ (hyperactivity) หรือเด็กสมาธิสั้น
* มีพฤติกรรมก้าวร้าว ทำลายสิ่งของ ทำร้ายผู้อื่น และทำร้ายตัวเอง
ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวของตัวเองได้เด็กบางคนอาจจะตีอก ชกหัว ทำร้ายตัวเอง
* ทำพฤติกรรมซ้ำๆ นั่งโยกตัว สะบัดมือ ชกตัวเอง วิ่งไปทั่ว การแก้ไขพฤติกรรมของเด็กนั้น
ข้อสำคัญคือ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรดุด่าว่าตี เพราะยิ่งจะเป็นการสร้างภาวะกดดัน ซึ่งส่งผลไม่ดีกับพัมนาการและจิตใจเด็ก ซ้ำยังไม่อาจหยุดพฤติกรรมนั้นได้ ควรจะพาไปพบคุณหมอพัฒนาการเด็กก่อน เพื่อวิเคราะห์อาการที่เกิดขึ้นกับเด็ก
การสังเกตอย่างอื่น ต้องอาศัยนักสังเกตอย่างเช่นคุณพ่อคุณแม่ค่ะ เพราะขนาดตัวพวงเพชรเองเป็นถึงพยาบาล ก็ยังมองข้าม เหมือนคนโบราณว่า เส้นผมบังภูเขาค่ะ
Top to Toe Sign (สังเกตจากหัวจรดเท้า)
อาการผิดปกติของอวัยวะที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องใส่ใจ เนื่องจากอาการนี้จะส่งผลถึงพัฒนาการและกระทบไปถึงส่วนอื่นๆ ได้
* ศีรษะ Physical Sign :
ศีรษะเล็กหรือใหญ่เกินไป บ่งบอกถึงการเจริญเติบโตของสมอง อาจจะเกิดจากการที่สมองเจริญเติบโตผิดปกติ เช่น ขาดอากาศขณะคลอด หรืออาจจะเป็นโรคทางพันธุกรรม
Note : เส้นรอบศีรษะโดยปกติของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 เดือนแรก
จะมีความยาว 35 เซนติเมตร / 4 เดือน : 40 เซนติเมตร / 1 ปี : 45 เซนติเมตร / 2 ปี : 47 เซนติเมตร / 5 ปี : 50 เซนติเมตร
*** ฟังอย่างนี้แล้วไม่ต้องหาอะไรมาวัดหรอกค่ะ เพราะเมื่อเราคลอดเจ้าหน้าที่จะทำการวัดไว้แล้ว และลงผลไว้ในสมุดสีชมพู และเมื่อมาตรวจพร้อมให้วัคซีนตามนัด เจ้าหน้าที่ก็จะวัดและลงผลไว้ค่ะ
* หู Physical Sign :
ใบหูผิดรูป อยู่ต่ำหรือสูงเกินไปจนสังเกตได้ติ่งหูยาวผิดปกติ มีรูด้านหน้าหูหรือหูไม่มีรู
Development Sign :
อายุ 6 เดือนแล้วไม่สามารถหันตามทิศทางของเสียง และไม่ตอบสนองกับเสียงที่ได้ยินรอบข้าง เช่น ไม่สะดุ้งตกใจเมื่อมีเสียงดัง
Note : การให้ลูกฟังเสียงที่มีโทนเสียงแตกต่างกัน เสียงที่มีความซับซ้อน
รวมถึงการพูดคุยโต้ตอบเสียงที่ถูกเปล่งออกมา จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านการ ฟังของลูกได้
*** เด็ก ๆ จะฟังเสียงรอบข้างได้ตั้งแต่แรกเกิดแล้วค่ะ เราควรพูดคุยโต้ตอบ เล่านิทาน หรือเปิดเพลงเบา ๆ ให้เขาฟัง เป็นการกระตุ้นพัฒนาการอีกอย่าง
* หู Physical Sign :
ใบหูผิดรูป อยู่ต่ำหรือสูงเกินไปจนสังเกตได้ติ่งหูยาวผิดปกติ มีรูด้านหน้าหูหรือหูไม่มีรู
Development Sign :
อายุ 6 เดือนแล้วไม่สามารถหันตามทิศทางของเสียง และไม่ตอบสนองกับเสียงที่ได้ยินรอบข้าง เช่น ไม่สะดุ้งตกใจเมื่อมีเสียงดัง
Note : การให้ลูกฟังเสียงที่มีโทนเสียงแตกต่างกัน เสียงที่มีความซับซ้อน
รวมถึงการพูดคุยโต้ตอบเสียงที่ถูกเปล่งออกมา จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านการ ฟังของลูกได้
ตา Physical Sign :
ตา ห่างจนผิดปกติ ตาเหล่าเข้า-ตาเหล่ออกเห็นว่าแสงสะท้อนจากรูม่านตาเป็นสีขาว แสดงว่ามีความผิดปกติอยู่ด้านหลังรูม่านตา อาจจะเป็นต้อ มีเนื้องอก จอประสาทตาลอก อันนี้มักจะพบในเด็กเกิดก่อนกำเนิดค่ะ
Development Sign : มองตามวัตถุแล้วตาแกว่งไม่หยุดนิ่ง ไม่จับจ้องวัตถุ ไม่สบตา
Note : การให้เล่นของเล่นสีสันสดใสที่เคลื่อนไหวได้ เล่นจ๊ะเอ๋ เล่นซ่อนของ ช่วยกระตุ้นให้ลูกได้ฝึกเคลื่อนไหวดวงตาเพื่อมองตามวัตถุ
* จมูก Physical Sign :
ดั้ง จมูกบี้หรือเชิดมาก ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต้องดูหน้าตาโดยรวมด้วย เช่น หางตาชี้ กระหม่อมแบน ลิ้นใหญ่ ซึ่งอาจจะเป็นอาการของเด็กดาวน์ซินโดรม
Development Sign : ไม่ตอบสนองหรือไม่มีปฏิกิริยากับกลิ่นต่างๆ เลย เช่น ไม่นิ่วหน้าหรือจามเมื่อมีกลิ่นเหม็นฉุน
Note : ทารกเริ่มได้กลิ่นตั้งแต่อายุ 3 วันแล้ว ยิ่งเป็นกลิ่นคุณแม่เขาจะพยายามหันไปหาด้วยความคุ้นเคย
* ปาก Physical Sign :
ปากบางเป็นปากปลา (ไม่เห็นริมฝีปากเลย) หรือปากแหว่งเพดานโหว่
Development Sign : พูดไม่ชัด ติดอ่าง เสียงผิดปกติ ไม่เล่นเสียงและส่งเสียงอ้อแอ้ ไม่โต้ตอบคำพูดตามวัย มีพัฒนาการทางภาษาช้า เช่น สองขวบแล้วยังพูดคำที่ไม่มีความหมาย ไม่ทำตามคำสั่งและไม่พยายามพูดกับคนอื่น
Note : สามารถกระตุ้นพัฒนาการการพูดได้จากการตอบสนองเสียง อ้อแอ้ ชวนลูกคุยโต้ตอบให้เหมือนคุยกันรู้เรื่อง ชวนลูกออกเสียงคำง่ายๆ ให้เด็กได้เลียนเสียง ชวนเล่นเกมเป่าฟองสบู่ เป่าลูกโป่งหรือเป่าน้ำในแก้ว ซึ่งจะช่วยฝึกกล้ามเนื้อเพดานช่องคอและการใช้ลมออกเสียง
* ลิ้น Physical Sign :
ลิ้นใหญ่ ลิ้นยืดออกมาขณะพูด การสบของฟันปกติ
Development Sign :
น้ำลายไหลย้อย เด็กมักอ้าปากกว้างไม่หุบ ไม่กลืนอาหาร ไม่เคี้ยวข้าวหรือเคี้ยวนาน ไอหรือสำลักอาหารบ่อยๆ
Note : สามารถนวดกระตุ้นกล้ามเนื้อรอบริมฝีปาก เพื่อให้เกิดการดูด
โดยวางหัวนิ้วแม่มือลงบนคางใต้ริมฝีปากล่างแล้วลากออก เป็นเส้นตรงจนสุดขอบปากล่างทั้งสองประมาณ 5-10 ครั้ง
* แขนขาและบริเวณลำตัว Physical Sign :
แขนขา ยาวไม่เท่ากันทั้งสองข้าง นิ้วยึดติด นิ้วเกิน 5 นิ้ว นิ้วกุด กล้ามเนื้อแขนขาเกร็งเกินไป คือเด็กเคลื่อนไหวลำบากและเคลื่อนไหวผิดปกติ ข้อยึดติด ข้อสะโพกหลุด แบะออกมามากเกินไปหรือหนีบติดกันไม่ยอมแบะ
Development Sign : กล้ามเนื้อแขนขานุ่มนิ่ม อ่อนปวกเปียก คือไม่มีแรงในการเคลื่อนไหว ยกแขนยกขาลำบาก ไม่สามารถควบคุมลำตัวเพื่อทรงตัวให้มีความสมดุลขณะถูกอุ้ม เช่น 3 เดือนคอยังไม่แข็ง 9 เดือนยังไม่คว่ำหรือยังไม่คลาน 1 ขวบแล้วยังหยิบขอเล่นไม่ได้ กำมือไม่ได้ ข้อเท้าติดบิดหมุนไม่ได้รอบ
Note : การกระตุ้นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ คุณแม่ควรได้รับคำแนะนำจากคุณหมอหรือนักกายภาพบำบัด เพื่อจะได้กระตุ้นกล้ามเนื้อได้ถูกต้อง

* ผิวหนัง Physical Sign :
สี ผิวผิดปกติ เช่น ตัวเหลือง หรือมีปานเป็นริ้ว เป็นแนวสีขาวหรือสีดำเป็นแถบใหญ่ มีปานตามผิวหนังมากกว่า 6 จุด
หลังมีปานลายเป็นต้นคริสต์มาส บวกกับกล้ามเนื้อนิ่ม เป็นสัญญาณบอกอีกกลุ่มหนึ่ง ผิวหนังแห้งอย่างมาก คันและต้องเกาอยู่ตลอดเวลา
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรค่ะว่า "ลูกพัฒนาการล่าช้า" คำตอบง่าย ที่สุดคือเราเปรียบเทียบพัฒนาการจากสมุดสีชมพู เมื่อถึงเดือนที่เด็กเป็น แล้วเราเปรียบเทียบดู ทำได้ตามนั้นหรือเปล่า เราควรส่งเสริมพัฒนาการเด็กตามนั้นค่ะ หากช้าหรือทำตามไม่ได้ ควรได้รับการตรวจจากผู้ชำนาญกว่าค่ะ เช่น หมอเด็กค่ะ
** หากพบว่ามีพัฒนาการล่าช้า เราไม่ควรโทษใครค่ะ เพราะเป็นการบั่นทอนจิตใจ คุณเอง ลูก คนรอบข้างแล้ว เราควรมองโลกในแง่บวก มีสติ มีความเชื่อมั่นในการพัฒนา กระตุ้นเด็ก เพราะคุณหมอเป็นเพียงผู้แนะนำ แต่ใครเลยจะปฏิบัติได้ดีเท่าคุณพ่อคุณแม่ เป็นกำลังใจซึ่งกันและกันค่ะ
เด็กมีประสาทสัมผัสที่ดีเยี่ยม เพราะถ้าหากเมื่อใดเราท้อแท้หมดหวัง เด็กจะพลอยหดหู่ไปด้วยค่ะ
---------
ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่
* ลิ้น Physical Sign :
ลิ้นใหญ่ ลิ้นยืดออกมาขณะพูด การสบของฟันปกติ
Development Sign :
น้ำลายไหลย้อย เด็กมักอ้าปากกว้างไม่หุบ ไม่กลืนอาหาร ไม่เคี้ยวข้าวหรือเคี้ยวนาน ไอหรือสำลักอาหารบ่อยๆ
Note : สามารถนวดกระตุ้นกล้ามเนื้อรอบริมฝีปาก เพื่อให้เกิดการดูด
โดยวางหัวนิ้วแม่มือลงบนคางใต้ริมฝีปากล่างแล้วลากออก เป็นเส้นตรงจนสุดขอบปากล่างทั้งสองประมาณ 5-10 ครั้ง
* แขนขาและบริเวณลำตัว Physical Sign :
แขนขา ยาวไม่เท่ากันทั้งสองข้าง นิ้วยึดติด นิ้วเกิน 5 นิ้ว นิ้วกุด กล้ามเนื้อแขนขาเกร็งเกินไป คือเด็กเคลื่อนไหวลำบากและเคลื่อนไหวผิดปกติ ข้อยึดติด ข้อสะโพกหลุด แบะออกมามากเกินไปหรือหนีบติดกันไม่ยอมแบะ

* ผิวหนัง Physical Sign :
สี ผิวผิดปกติ เช่น ตัวเหลือง หรือมีปานเป็นริ้ว เป็นแนวสีขาวหรือสีดำเป็นแถบใหญ่ มีปานตามผิวหนังมากกว่า 6 จุด
หลังมีปานลายเป็นต้นคริสต์มาส บวกกับกล้ามเนื้อนิ่ม เป็นสัญญาณบอกอีกกลุ่มหนึ่ง ผิวหนังแห้งอย่างมาก คันและต้องเกาอยู่ตลอดเวลา
</span></span>

สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
นับเป็นการเติมเต็มความรู้
จากผู้ที่มีประสบการณ์ตรงในสาขาวิชาชีพ
ดีจังค่ะ สามารถนำไปใช้แทรกในการสอนชีววิทยาได้อีก
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ ครูคิม
- ขอบคุณมากเลยค่ะอาจารย์
- การเรียนรู้ เรียนเท่าไหร่ก็ไม่จบจริง ๆ เลยค่ะ
สวัสดีค่ะ ครูแป๋ม
- ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
- เรื่องเรา ๆ นี่ก็เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งค่ะ
บันทึกนี้ดีค่ะ
พี่ครูอรวรรณจะเอาไว้คอยสังเกตหลานน้อยนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีค่ะครูอรวรรณ
- ขอบคุณค่ะ
- ร่วมด้วยช่วยกันค่ะ
- เด็กคืออนาคตของชาติค่ะ
สวัสดีค่ะคุณบุษรา
- ยินดีค่ะ
- แฟนพันธุ์แท้จริง ๆ ค่ะ
สวัสดีค่ะป้าเหมียว
- หนังสือเล่มโตค่ะ
- ต้องอ่านทุกวัน เด็ก ๆ นั่นเอง
- ทุกข์วัน อุ้ย ! ไม่ใช่สุขทุกวันค่ะ
***ขออนุญาตใช้พื้นที่ ฝากประกาศและประชาสัมพันธ์ครับ***
บริการทำกายภาพบำบัดเด็กที่บ้าน ในเด็กที่พัฒนาการช้า และบกพร่องทางการเคลื่อนไหว โดยนักกายภาพบำบัดด้านเด็ก และ"เทคนิคกดจุดวอยต้า"
ขอบเขตพื้นที่ แจ้งวัฒนะ ปากเกร็ด ติวานนท์ สนามบินน้ำ แคราย งามวงศ์วาน ประชาชื่น และรังสิต
สนใจติดต่อนักกายภาพบำบัด(ให้คำปรึกษาฟรี)
โทร : 061-4239158
Line ID : komgame423