ผู้สอนที่ควบคุมชั้นเรียนด้วยอำนาจให้นักเรียนทำตามด้วยการออกคำสั่ง ชอบสอนนักเรียนเหมือนกับที่ตนถูกสอนมา

ที่ทางใต้ของไทย มีผู้ที่สนใจเลี้ยงนกเขาเป็นจำนวนมาก บ้างก็เลี้ยงเพื่อความสนุกเพลิดเพลิน บ้างก็เลี้ยงเพื่อจะได้นำไปแข่งขันสร้างรายได้ ซึ่งบางตัวที่มีเสียงไพเราะมีมูลค่าถึงตัวละ คิดเป็นตัวเลข 6-7 หลัก จึงทำให้ผู้ที่ไม่เคยเลี้ยงจำนวนมาก หันมาเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายเป็นแฟชั่น มีลุงอยู่คนหนึ่ง ชื่อลุงหนุ่ย ท่านก็เอากับเขาด้วย ซึ่งปกติลุงก็ไม่ได้ทำอะไร เนื่องจากครอบครัวลูก – หลาย ค่อนข้างมีฐานะ จึงดื่มเหล้า ฟังเพลง เล่นดนตรีพื้นบ้าน ไปตามประสา หลังจากพยายามหาพันธุ์นกเขา ที่หลายคนกล่าวชมว่าตัวนั้นตัวนี้เสียงดี ก็ได้ไปหาซื้อมา แต่ไม่ได้ศึกษาถึงลักษณะและธรรมชาติของนก ลุงหนุ่ยก็ใส่กรงเอามาแขวนไว้ในห้องรับแขก ชอบกินอะไรก็ป้อนให้นกกิน จะเป็นสุราเอย จะเป็นกับแกล้มเอย ที่ตนชอบกิน ก็ให้นกเขากินด้วย แล้วก็เล่นดนตรีพื้นบ้าน ร้องโนราตามที่ตนชอบเพื่อกล่อมนกเขานั้น แต่นกเขาตัวนั้นปรากฏว่า ยิ่งเลี้ยงยิ่งหงอยเศร้าสร้อยโดยไม่แตะต้องอาหาร สุราที่ป้อนแต่อย่างไร และในที่สุด 3 วันภายหลังก็ตายไป
   ลุงหนุ่ยนั้น เลี้ยงนกเขาอย่างเลี้ยงคน วิธีเลี้ยงนกเขาของท่านไม่สอดคล้องกับธรรมชาติและความเคยชินของนกเขา นี่คือข้อเท็จจริง ที่เรามักประสบพบเห็นในสังคมและในการเรียนการสอนของเราทุกคนที่เป็นครู ชอบคิดว่าตนเป็นครู จะต้องเป็นผู้สอนที่ควบคุมชั้นเรียนด้วยอำนาจให้นักเรียนทำตามด้วยการออกคำสั่ง ชอบสอนนักเรียนเหมือนกับที่ตนถูกสอนมาโดยไม่คำนึงว่า นักเรียนที่ตนสอนนั้นเป็นนักเรียนชั้นไหน มอบหมายงานเสมือนนักเรียนของตนกำลังเรียนชั้นปริญญาตรี, ปริญญาโท โดยไม่คิดว่านักเรียนที่ตนสอนนั้นเป็นเพียงชั้นประถม มัธยมหรือชั้น ปวช. หรือปวส.เท่านั้น ชอบดำเนินการสอนตามอำเภอใจ เจ้าอารมณ์และบ่อยครั้งใช้อารมณ์ที่เก็บกดมาจากเพื่อนครูบ้าง ที่บ้านบ้าง หรือผู้บังคับบัญชาบ้าง แล้วมาใช้อารมณ์ลงที่นักเรียน ชอบยัดเยียดสิ่งที่ตนเองเห็นว่าถูกเห็นว่าดีให้กับนักเรียน โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่ตนคิดว่าเป็นความหวังดี เป็นการคิดแทนนักเรียนนั้น แท้จริงบ่อยครั้งหาใช่สิ่งที่นักเรียนประสงค์หรือต้องการไม่ เพราะครูจำนวนไม่น้อย มักนำเอาความรู้สึกนึกคิดของตน มาเหมาเอาว่าเป็นความรู้สึกของนักเรียน โดยบางครั้งเพียงแต่สั่ง / สั่ง และสั่งโดยไม่อธิบายหรือให้นักเรียนซักถามหรือมีส่วนร่วมในการคิด และแสดงความคิดเห็นใด ๆ เพียงแค่หลับหู หลับตาสอนตามที่ตนเองเห็นว่าดีเท่านั้น และบางคนซ้ำร้ายสั่งแล้วก็หายตัวไปและมา อีกครั้งก็วิจารณ์งาน ให้คะแนน หรือสอบ ส่งรายงานหรือผลงาน แล้วก็จบกันไป โดยไม่มีการชี้แนะแต่อย่างไร และครูหลายคนยังมักคิดเสมอว่าการกระทำของตนเองนั้นต้องถูกเสมอ โดยนำเอาวิธีการที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เป็นจริงมายัดเยียดกับนักเรียน โดยคิดว่าสิ่งเหล่านี้ “เป็นประโยชน์” ต่อนักเรียนของตน
     เช่นเดียวกัน ในผู้บริหารหลายคนก็เหมือนกัน มักมองผู้ใต้บังคับบัญชาของตนนั้นอ่อนหัด ด้อยความรู้ ด้อยประสบการณ์ ไม่รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี มองการณ์ไม่ไกล ไร้วิสัยทัศน์ ดังนั้น ผู้บริหารเหล่านั้นจึ้งต้องใช้อำนาจควบคุม ให้พวกเขาก้าวไปตามทางที่ถูกที่ควร
     แต่น่าเสียดายว่าผู้บริหารหลายท่าน ห่างเหินจากลูกน้อง หรือนักเรียนของตน จึงไม่เข้าใจสภาพของลูกน้องและนักเรียนเหล่านั้น ไม่รู้ความต้องการของเขาเหล่านั้น ในที่สุดจึงก่อให้เกิดภัยพิบัติ และความเสียหาย ทั้งต่อตนเองและหน่วยงาน รวมถึงอนาคตของนักเรียนเหล่านั้นไม่น้อย
     นกเขานั้นไม่กินกับแกล้ม แต่ลุงหนุ่ยดันทุรังป้อนให้มันกิน เพราะตัวเองชอบกินและคิดว่ามันเป็นอาหารที่ดีกว่า เม็ดข้าวเปลือกหรือผลไม้หรือเม็ดพืชที่นกเขาชอบ และนกเขานั้นไม่ดื่มเหล้า แต่ลุงหนุ่ยก็ป้อนและพยายามให้มันดื่มเนื่องจากลุงหนุ่ยชอบอีกทั้งอาจเห็นว่าสุรานั้นหอมหวนชวนดื่มกว่าน้ำเปล่าตั้งเยอะ โดยลืมความจริงง่าย ๆ ว่าธรรมชาติที่แท้จริงของนกคืออะไร ยิ่งดนตรีเสียงดัง ครึกโครม หนวกหู และเสียงร้องของคนขี้เมาสู้เสียงจิ๊บจ๊าบ ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ตามประสานก ๆ ไม่ได้
    ท่านเคยคิดถึงภาระหน้าที่อันแท้จริงของการสั่งสอน อบรม บ่มนิสัยหรือไม่ การชักนำชี้แนะ กระตุ้นให้เด็กเกิดการพัฒนาการทางสติปัญญา และความรู้ความสามารถนั้น ไม่ควรฝืนหลักแห่งธรรมชาติของเด็ก ความแตกต่างระหว่างบุคคล ความแตกต่างของภูมิหลังทางครอบครัว และการเรียนรู้ที่แตกต่างกันมา การคำนึงถึงความเหมาะสมพอดีของเด็กแต่ละคน ซึ่งจะเกิดประโยชน์มากกว่า และการให้เด็กมีส่วนร่วมในการคิดกิจกรรมในการเรียนรู้ โดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเท่าที่จำความได้เราก็พูดถึงแต่สิ่งเหล่านี้ แต่ความจริงคืออย่างไร และเมื่อใดจะเป็นความจริงได้ในการให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งคงจะต้องฝากครูและผู้บริหารทุกท่านที่จะขบคิดและลงมือให้เกิดขึ้นจงได้ แต่หวังว่าคงไม่ช้าเกินไปเช่นนกเขาตัวนั้น... น่ะครับ