เช้านี้แสงสุรีย์สาดส่องอย่างเจิดจ้าน่าเชยชม
คล้ายๆต้องการจะมุ่งหน้าเดินทางสู่ความปรารถนา ที่อยากจะไขว่คว้า
เฉกเช่นเราในโลกโดยมากมีความปรารถนา ทะเยอทะยาน หลากหลาย
แต่ทว่าบางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองปรารถนาวาดฝันอะไร
ความไม่แน่นอนเป็นกฎเกณฑ์ของชีวิตอย่างหนึ่งที่เราต้องพึงตระหนักรู้
เราเดินทางไปไหนสักแห่งหนึ่งกางแผนที่ไปพลาง
พอไปไม่ถูกโทร.ถามเพื่อนว่าจะขับรถไปทางไหน
เมื่อเพื่อนถามกลับว่าอยู่ตรงไหนแล้ว กลับบอกไม่ได้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน
แผนที่ในกำมือก็คือกระดาษที่ไร้ค่าดีๆนี่เอง
แต่ละคนมุ่งเดินทางสู่เป้าหมายที่ปรารถนาไว้โดยกำแผนที่ไว้ในมือ
แต่บางคนยังไม่รู้ว่าที่ๆตัวเองยืนอยู่ มันคือส่วนไหนของแผนที่
แล้วแผนที่จะมีประโยชน์อะไรละใช่ใหม
สำหรับบางคนการเรียนรู้บางอย่างในชีวิตมันช่างเจ็บปวดเกินคณานับ
และการที่ยอมรับความเป็นจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นก็อาจจะทำใจให้ปวดร้าวได้เช่นกัน
แต่ทว่าสิ่งเหล่านี้แหละเปรียบเสมือนปุ๋ยที่จะทำให้เราเติบโตได้อย่างงดงาม
เมื่อเราเลือกจะทำอะไรแล้วก็จงยอมรับผลของมันให้ได้
ความงดงามในชีวิตก็จะมาเยือนเราเอง
ดอสเตอยัฟซกี้ นักประพันธ์ลือนามของรัสเซียกล่าวไว้น่าฟังว่า..
...มนุษย์เราไม่ว่าจะเป็นใคร เมื่อไหร่ และที่ไหน
ต่างพอใจที่จะกระทำตามหนทางที่ตนเองเลือก
มากกว่าจะฟังคำสั่งและเหตุผล.........
ธรรมะสวัสดีขอรับ
ขออนุโมทนาบุญครับ
นมัสการพระคุณเจ้า
กราบนมัสการยามเช้าเจ้าค่ะ...
แผนที่เนี่ย เค้าก็ไม่ยักกะทำให้มันสำเร็จรูปเหมือน GPRS นะคะ
จะได้รู้ว่าอยู่จุดไหนแถมยังมีคนบอกว่าให้เดินไปทางไหนอีก...สะดวกสบายกว่าแผนที่แยะ..(แต่ไม่สนุก)
ว่าแต่แล้วเราจะทราบได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ ว่าเราอยู่ตรงไหนของแผนที่?
ทุกวันนี้หนุ่มๆสาวเลยทำกับข้าวไม่เป็นก็เพราะอย่างนี้แหละ
แม้แต่ธรรมมะก็ต้องการแบบสำเร็จรูป..
หากเราพึงตระหนักรู้อยู่ด้วยสติแม้ไม่มีแผนที่ก็สามารถที่จะเดินไปถึงที่หมายได้..
เรามัวแต่วาดฝันถึงปลายทางแต่ไม่เคยใส่ใจระหว่างทางที่เดิน
แล้วชีวิตแห่งการเดินทางนี้จะสนุกอย่างไรละ..
รึดาวฟ้าว่ายังไง...
นมัสการค่ะ ท่านธรรมฐิต
พอดีดาวเป็นพวก low technology ค่ะ ใช้พวก GPRS ไปเป็น...แถมยังอ่านแผนที่ไม่ค่อยจะถูก
ในความเห็นของดาว บางครั้งการเดินหลงทางไปบ้าง...ก็ทำให้เราได้รู้อะไรใหม่ๆ เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น
อาจจะไม่ใช่เส้นทางทีลัดที่สุด หรือถึงเร็วที่สุด แต่ก็สนุกดี มีความสุขกับการเดินทาง
จะเลือกเดินเส้นทางไหน..เราเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ต้องมีคนมาคอยบอก
อาจจะช้าบ้าง...ก็คงถึงจุดหมายสักวันเจ้าค่ะ
คงจะเหมือนบันทึกท่านธรรมฐิตที่ว่า "...มนุษย์เราไม่ว่าจะเป็นใคร เมื่อไหร่ และที่ไหน ต่างพอใจที่จะกระทำตามหนทางที่ตนเองเลือก มากกว่าจะฟังคำสั่งและเหตุผล........."
ชีวิตก็งี้แหละ..
รอลโล่ เมย์ นักจิตวิทยาผู้ลือชื่อของอเมริกันกล่าวไว้น่าฟังว่า..
...ถือว่าเป็นโชคอย่างหนึ่ง ถ้าผู้ใดประจักษ์แจ้งว่าตนเองก็มีด้านลบไม่ต่างจากผู้อื่น และอสูรในมุมมืดนั้นก็เป็นได้ทั้งฝ่ายธรรมและอธรรม จะเสือกใสไล่ส่งมันออกไปก็มิได้ จะอยู่โดยไม่มีมันก็ไม่ได้.......
กราบขอบพระคุณสำหรับแง่คิดเจ้าค่ะ...
คงต้องค่อยๆ ทำความรู้จักเรียนรู้กับอสูรในมุมมืด จะได้รู้ว่าเมื่อใดเค้าจะเป็นฝ่ายธรรมหรือว่าฝ่ายอธรรมเจ้าค่ะ
นมัสการเจ้าค่ะ...หลวงพี่
มีแผนที่อยู่ในมือก็ไร้ประโยชน์ หากตนยังยืนมึนหลงทิศหลงทางอยู่เช่นนั้น...น่าคิดนะเจ้าค่ะ
ขอบพระคุณเจ้าค่ะ
ท่านธรรมฐิตเจ้าคะ...
ชักสงสัยเจ้าค่ะว่า การที่เราสาธุ 3 ครั้ง กับสาธุครั้งเดียวเนี่ย...ใช้ในวาระต่างกันอย่างไรคะ?
เรื่องนี้คงยาวแน่ถ้าเล่าแต่มีที่มาที่ไปตามวิถีของชาวอินเดียตอนนี้ก็ยังเป็นอยุ่
ธรรมฐิตก็เคยสงสัยมาแล้วว่าทำไมต้อง
ทุติยัมปิ ตติยัมปิ
สงสัยสมองคงใหญ่กว่าเมล็ดถั่วแล้วแน่เลย..
สาธุสองครั้ง..
นมัสการครับ
สมัยพุทธการไม่ต้องมีแผนที่ก็ได้
มีเครื่องบินส่งไปถึงที่หมาย ถ้าเจอคนขับเครื่องบินเก่ง ๆ 55
มาสมัยปัจจุบันมีเครื่องบินกลับยังหลงทาง
สาธุครับ
แก้ โง่นิดนึงครับ
สมัยพุทธกาล ครับ บ่ใช่ พุทธการ
อยู่ปารีสเป็นไงบ้างละ..
ช่วงนี้ผมกำลังจดจ่ออยู่กับการเดินทางของตนเอง
ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
ได้อ่านข้อคิดของพระอาจารย์แล้ว ช่วยได้มากครับ
กราบ