ในสายงานต่างๆ ทุกสาขาอาชีพ ก็จะมี “นักวิชาการน้ำลาย” เหล่านี้แฝงไปทำมาหากินแบบเป็นล่ำเป็นสัน โดยที่สังคมเราไม่ค่อยตรวจสอบกัน หลงเชื่อคำพูด และปล่อยให้ทำมาหากินกับการพูด แบบไม่มีแก่นของการปฏิบัติอยู่ในนั้น

ท่านกวีเอก "สุนทรภู่" ได้ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยยกย่องคนที่พูดดี ไว้ในกลอน “...ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต แม้พูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา..”  ซึ่งแสดง การพูดเป็นสิ่งที่ทำประโยชน์ได้มากมายมากกว่า "ความดี" ด้วยซ้ำ

ในสังคมปัจจุบันได้มีอาชีพนักพูด ที่มีรายได้ดี เพียงแค่การพูดให้คนชอบฟังเท่านั้นเอง จะเป็นประโยชน์เพียงใดหรือไม่นั้น ยังไม่ต้องพิจารณาก็ได้

ในอีกด้านหนึ่งของการพูดนั้น นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังอาจทำให้เกิดโทษได้มากมาย จากการพูดของมนุษย์น้ำลายที่ไม่เคยทำอะไรมากไปกว่าไปจำคำของคนอื่นมาพูด หรืออย่างมากก็แค่คิดไปเอง ไม่เคยทำอะไรจริงๆ ที่มีเนื้อหาสาระที่จะเป็นประโยชน์อะไรกับใคร

ในกลุ่มของเกษตรกร เขาเรียนนักพูดเหล่านี้ว่า “เกษตรกรน้ำลาย” ที่มีแต่พูดไม่เคยทำจริง เพียงแค่อาศัยไปดูมาหลายแห่ง จำคำเขามาก็พูดได้เป็นตุเป็นตะ

งานที่เกษตรกรเหล่านี้ทำ เขาเรียกว่า “เกษตรน้ำลาย” ที่เขาไม่ยกย่องกัน แต่คนที่ไม่รู้เรื่องก็อาจหลงไปชื่นชมก็ได้

ในกลุ่มนักวิชาการ ก็มีมากมายที่อยู่ในข่ายของ นักวิชาการน้ำลาย”  พูดเก่ง เขียนเก่ง บรรยายเก่ง แต่ไม่เคยทำอะไรสักเรื่องที่เป็นของจริง เช่น บางคนจบถึงระดับปริญญาเอกด้านการเกษตร แต่จะปลูกต้นไม้สักต้น ก็ยังทำไม่เป็น และไม่กล้าที่จะปลูก เพราะคนอื่นจะรู้ว่าตัวเองทำไม่เป็น

ในสายงานต่างๆ ทุกสาขาอาชีพ ก็จะมี “นักวิชาการน้ำลาย” เหล่านี้แฝงไปทำมาหากินแบบเป็นล่ำเป็นสัน โดยที่สังคมเราไม่ค่อยตรวจสอบกัน หลงเชื่อคำพูด และปล่อยให้ทำมาหากินกับการพูด แบบไม่มีแก่นสารของการปฏิบัติอยู่ในนั้น

ในหลักการของพระพุทธเจ้า ท่านกำหนดการพัฒนาการทางความรู้ไว้ ๓ ขั้นคือ

ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

แต่นักพูดเหล่านี้ก็ทำแค่ขั้นแรก คือ ท่องคำพูดของคนอื่นมาพูด อ้างบ้าง ไม่อ้างบ้าง

คนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทำให้คนอื่นหลงทางได้โดยง่าย ถ้าขาดการพิจารณา โดยไปหลงเชื่อด้วย

  • วิธีการพูด
  • สำนวนการพูด
  • ตำแหน่งของผู้พูด
  • คุณวุฒิของผู้พูด หรือ แม้กระทั่ง
  • วัยวุฒิของผู้พูด

ที่ไม่ได้ดูว่าผู้พูดนั้น เป็นเพียง “มนุษย์น้ำลาย” หรือ เป็นคนที่ทำตาม ๓ ขั้นตอนของพระพุทธเจ้ามาแล้ว

ที่มีทั้ง

  • หลักการและหรือทฤษฎีที่ถูกต้อง ไม่เพ้อฝัน เป็นจริง ทันเหตุการณ์ และทันสมัย
  • มีผลการปฏิบัติตามสาขาชำนาญการจนได้ผลเชิงประจักษ์มาแล้ว
  • มีการสรุปบทเรียน สรุปการเรียนรู้ที่ชัดเจน ที่สามารถเป็นต้นแบบนำทางได้

จึงจะนับถือได้ว่า เป็นคนจริงๆ ที่ควรแก่การนับถือ และทำตาม

และ ไม่ควรไปหลงนับถือ “มนุษย์น้ำลาย” ให้เสียเวลาของทุกคน ที่ทำให้มนุษย์เหล่านี้แพร่พันธุ์ และใช้ทรัพยากรของสังคมไปอย่างเปล่าประโยชน์มากมาย ทำให้คนหลงทางมากมาย

สังคมเราไม่ควรส่งเสริม แต่ควรจะปราม ครับ

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการพัฒนา และการใช้ทรัพยากรของทุกคน และของประเทศโดยรวมด้วยครับ