Jack Welch ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับผู้นำว่า 1. โลกในอนาคตข้างหน้า จะไม่ใช่เป็นโลกของผู้บริหาร แต่จะเป็นโลกของผู้นำ 2. ผมเพียงแต่ไม่ชอบลักษณะเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร ไม่ว่าจะเป็น - การควบคุม - การสร้างความอึดอัดใจ - การให้คนเสียเวลาทำงานจุกจิกที่ไม่เป็นสาระ - การทำรายงาน - การจ้องจับผิด เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจช่วยให้คนเกิดความมั่นใจในตัวเองได้ 3. บ่อยครั้งที่คำว่าผู้บริหาร ถูกนำมาใช้ให้มีความหมายคล้ายคลึงกับคำว่า - การควบคุม - การเย็นชา - การเข้มงวด - การขาดการเอาใจใส่ - ไร้ความรู้สึก 4. หนทางที่ถูกต้อง คือ ให้เขาสร้างความมั่นใจในตนเอง โดยการเปิดโอกาสให้พวกเขาประสบความสำเร็จและให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าแก่พวกเขา ครับ ผู้นำแบบ Jack Welch ก็ออกมาทำนองเดียวกับ Peter F. Drucker และ Stephen R. Covey นั่นคือ มองคนในแง่บวก โดยการเปิดโอกาสให้แสดงศักยภาพออกมา แทนการ สั่งการ ควบคุม และ จับผิด ผมว่าหลักการของ “ผู้นำ” จากซีกโลกตะวันตกดังกล่าว คงจะไม่ได้นำมาใช้ได้เฉพาะ “ผู้นำในองค์กร” อย่างเดียวนะครับ ผมว่านำมาใช้ได้กับทุกๆคน ทุกๆ อาชีพ ที่ต้องการจะพัฒนา “คน” ที่เกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างให้เห็นเสียหน่อยครับ คุณครู ใช้ภาวะผู้นำ ในการพัฒนาศักยภาพของเด็ก ศึกษานิเทศก์ ใช้ภาวะผู้นำ ในการพัฒนาศักยภาพของครู นักพัฒนาชุมชน ใช้ภาวะผู้นำ ในการพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชน และถ้าลองวิเคราะห์ให้เห็นถึง “คุณสมบัติพื้นฐานของผู้นำ” แล้ว คุณสมบัติพื้นฐานดังกล่าว ก็คือ “การลดอัตตา” นั่นเองครับ นั่นคือ ผู้นำ จะต้องเป็นผู้ที่มี “อัตตาต่ำ” จึงจะสามารถยอมรับความรู้ความสามารถและศักยภาพของคนอื่นและส่งเสริมให้เขาได้แสดงความรู้ความสามารถตามที่เขาเป็นครับ
สวัสดีค่ะ
- บางครั้งผู้นำ ต้องแกล้งโง่บ้างก็ดีค่ะ
ผู้นำต้องแกล้งโง่ครับ เพื่อให้คนอื่นฉลาด เป็นจริงที่สุดเลยครับ
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีค่ะ...ท่าน Small man
ครูนกชอบใจ...ข้อความเหล่านี้
คุณครู ใช้ภาวะผู้นำ ในการพัฒนาศักยภาพของเด็ก
ศึกษานิเทศก์ ใช้ภาวะผู้นำ ในการพัฒนาศักยภาพของครู
นักพัฒนาชุมชน ใช้ภาวะผู้นำ ในการพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชน
แต่สิ่งเหล่านี้จะสำเร็จได้....
ถ้าเราทำให้สังคมการทำงานของเราเต็มไปด้วยการสร้างสรรค์ มากกว่าการซ้ำซ้อนซ่อนเงื่อน
ถ้าการทำให้สังคมการทำงานของเราเต็มไปด้วยการส่งเสริม มากกว่าการจับผิด
ถ้าการทำให้สังคมการทำงานของเราเต็มไปด้วยความเห็นใจ มากกว่าเห็นแก่ตนเอง
((*-*))
ขอบคุณมากครับที่ช่วยเสริมเติมเต็มที่จะทำให้สิ่งเหล่านี้จะสำเร็จได้....
ถ้าเราทำให้สังคมการทำงานของเราเต็มไปด้วย
* การสร้างสรรค์ มากกว่าการซ้ำซ้อนซ่อนเงื่อน
* การส่งเสริม มากกว่าการจับผิด
* ความเห็นใจ มากกว่าเห็นแก่ตนเอง
ขอบคุณสำหรับข้อคิดในแง่การทำงานที่ดีมากครับ
"ผมถนัดการ "ดูจิต" ครับ มองจิตให้เห็นว่า "สภาพจิต" เป็นอย่างไร สภาพจิตที่ขุ่นมัว ก็จะเกิดจากการคิดครับ ส่วนใหญ่จะคิดฟุ้งซ่าน ก็เฝ้าดูและติดตามเจ้าความคิดฟุ้งซ่านนั้นไว้ครับ"
.
จะว่าไปแล้วก็คือมีสัมมาสตินั่นเองค่ะ เพราะกำลังใช้สติกำกับ ดูการกระทบของอายตนะ
.
อนุโมทนากับการปฏิบัติด้วยค่ะ
.
แต่ก็ต้องระวังค่ะ อย่าให้กลายเป็นวิปัสสนูปกิเลส คือคอยระวังให้จิตผ่องใสอยู่ตลอดเวลา จนสติ (จิตที่มีชื่อว่าสติ)หมดไปกับการนี้ ไม่ได้ใช้จิตในการพิจารณาธรรม กับระวังว่าจะเป็นวิปัสสนาระดับโลกิยะ คือรู้การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่ไม่ได้ใช้ปัญญาอบรมจิต(ชี้โทษให้จิตเห็น)หลังจากที่เวทนาดับ เพราะการวิปัสสนาแบบนี้ กิเลสจะค่อยๆผอม แต่ไม่ตายค่ะ
การพัฒนาศักยภาพของบุคคล เป็นการสร้างความยั่งยืน ที่ดีที่สุด
ขอบพระคุณค่ะ
มีคำบรรยายของท่านพุทธทาสเกี่ยวกับการควบคุม และกำจัดกิเลสค่ะ
.
“.....ท่านทั้งหลายจะต้องเข้าใจว่า คำว่า ควบคุม กับคำว่า ทำลาย นี้มันต่างกันมาก ธรรมะพวกหนึ่งสำหรับควบคุมกิเลสตัณหา แต่ไม่สามารถทำลายให้หมดสิ้นเชิงไป มันได้แต่ควบคุมไว้ อย่าให้มันเอะอะขึ้นมาเท่านั้น ส่วนทำลายนั้น หมายถึงขุดรากเหง้า ทำลายหมดเลย ไม่มีทางจะเกิดได้....”
.
พุทธทาสภิกขุ ปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจำวัน สำนักพิมพ์สุขภาพใจ 14/350 หมู่ 10 ถ.พระราม 2 ซอย 38 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพ 10150
* ต้องระวังอย่าให้กลายเป็นวิปัสสนูปกิเลส คือคอยระวังให้จิตผ่องใสอยู่ตลอดเวลา จนสติ (จิตที่มีชื่อว่าสติ)หมดไปกับการนี้ ไม่ได้ใช้จิตในการพิจารณาธรรม
* ระวังว่าจะเป็นวิปัสสนาระดับโลกิยะ คือรู้การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่ไม่ได้ใช้ปัญญาอบรมจิต(ชี้โทษให้จิตเห็น)หลังจากที่เวทนาดับ เพราะการวิปัสสนาแบบนี้ กิเลสจะค่อยๆผอม แต่ไม่ตาย
ยากอยู่เหมือนกัน แต่จะค่อยๆพิจารณาไปครับ
ของตะวันตกจะเน้นการพัฒนาศักยภาพของบุคคล แต่ของเรา จะไม่ค่อยเน้นเท่าไรครับ
ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมากครับที่กรุณานำธรรมะที่ลึกซึ้งงของท่านพุทธทาสมาฝาก
คำว่า ควบคุม กับคำว่า ทำลาย นี้มันต่างกันมาก ธรรมะพวกหนึ่งสำหรับควบคุมกิเลสตัณหา แต่ไม่สามารถทำลายให้หมดสิ้นเชิงไป มันได้แต่ควบคุมไว้ อย่าให้มันเอะอะขึ้นมาเท่านั้น ส่วนทำลายนั้น หมายถึงขุดรากเหง้า ทำลายหมดเลย ไม่มีทางจะเกิดได้....”
ผมคงได้แค่ควบคุมนะครับ ไปไม่ถึงทำลาย ตามประสาคนกิเลสหนา ตัณหามาก
ขอบคุณมากครับ
ทำไมเวลาหัวหน้าใหญ่ ๆ โต ๆ มา
ผู้น้อยจึงต้องเป็นผู้น้อยมาก ๆ
อย่างเช่นว่าต้องรอต้อนรับเค้า
หรือว่าประมาณ ประมาณยังไงดีค่ะท่านรอง
ไม่รู้สิน่ะ รู้สึกหลายครั้งเหมือนกันว่า
ทำไมเมื่อก่อนผู้ที่เค้าเป็นใหญ่เค้าก็เคยเป็นผู้น้อยมาก่อน
แต่พอเค้าใหญ่ เค้าก็ลืมไปเลย ลืมความเป็นผู้น้อย
นั่นแหละครับ คือ ผู้บริหารแบบบ้านเรา ผมเข้าใจที่คุณสุดสายป่านหยิบยกมาครับ
เพราะผมเองก็เห็นมามาก
ขอบคุณมากครับ
แวะมารายงานตัวค่ะ ไม่ค่อยได้มาทักทายเพราะเป็นช่วงเวลาชลมุนนิดหน่อยค่ะ(งานยุ่งเหยิงพอประมาณค่ะ ^-^)
ตอนนี้ก็ยังไม่ปกติดีเท่าไหร่ค่ะ อีกระยะคงOK ค่ะ
ขอท่านรองฯมีความสุขในทุกๆวัน
สุขภาพแข็งแรงนะคะ
ขอบคุณมากครับที่เข้ามาเยี่ยม ขอให้แข็งแร็งรักษาสุขภาพทั้งกายและใจนะครับ
เรียน คุณ small man
แวะมาอ่านอีกแล้วค่ะ...เป็นทฤษฎีที่ดีมากค่ะ
ใช่เลยอีกแหละ ว่าคนเราถ้าลดอัตตาได้นะค่ะ
บอกได้เลยสังคมเป็นสุขอีกเยอะ อยู่ที่เราทำตัวไงค่ะ
ว่าจะคิดลดอัตตาตนเองได้แค่ไหน...สำหรับตัวดิฉันเอง
ไม่ยึดติด...ไม่ใช้อัตตาของตนเอง...ทำตามเกณฑ์ กติกา...
ทุกวันนี้ก็เป็นสุข...มีบ้างที่โดนคนอื่นว่า...ก็ไม่ใส่ใจ...
อย่าเก็บมาคิด ถือว่า "กฎแห่งกรรม" ค่ะ ใครทำสิ่งใดก็ได้สิ่งนั้น
ชีวิตเป็นสุขกว่ากันเยอะ
พวกที่ใช้อัตตา สังเกตเห็นนะค่ะว่าพวกเขาไม่ค่อยมีความสุขกันหรอก
คอยวิตกไงค่ะ...วิตกจริต...555
การลดอัตตานี่ก็ ทำให้ทำงานแบบสบายใจดีครับ
ผมว่าถ้าคนระดับผู้บังคับบัญชานี่ ถ้าลดอัตตาลงมาบ้าง ก็จะดีมากเลยครับ
ขอบคุณครับ
สวัสดี ครับ อาจารย์ smallman
ภาวะผู้นำ อยู่ที่ไหนก็ไม่ต่างกัน
หากต่างกัน ก็ตรงวิธีคิดและการกระทำ
วันนี้ มาหาภาวะผู้นำ เช่นอาจารย์ ครับ
มีความสุขที่ได้อ่าน บันทึก ดีดี เช่นนี้
ขอบพระคุณ ครับ
เป็นแบบเก่าสั่งการ กุมอำนาจคงล้าสมัยแย่
ครับ ผมก็ฝันว่าผู้บริหารของเราหลายคนจะเป็นแบบนั้นครับ
ขอบคุณครับที่มาร่วมเสริมเติมเต็ม
ตรงนี้ดีมากครับ
ภาวะผู้นำ อยู่ที่ไหนก็ไม่ต่างกัน
หากต่างกัน ก็ตรงวิธีคิดและการกระทำ
ขอบคุณมากครับที่เข้ามาเยี่ยมชมและให้กำลังใจ