การเรียนแบบเดิมๆสังคมไทยคงไม่ไปไหนเมื่อไรจะปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอน ด้วยแนวคิดการเรียนการสอนแบบใหม่ คือ เรียนด้วยระบบสัมผัสกับประสบการณ์จริง ลงพื้นที่มากกว่านั่งในห้องเรียน ทุกๆที่ที่ไปคือห้องเรียน ให้ฟังมากกว่าพูด เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ประสบการณ์จากการเปิดหลักสูตร"การเสริมสร้างสังคมสันติสุข" ที่นอกจากเราไม่ได้สอนแค่ความรู้อย่างเดียว เราสอนวิธีการดำรงชีวิตในสังคมที่หลากหลายและแตกต่าง จะดำรงอยู่ได้อย่างไร เพราะตรงนี้เหมือนสังคมย่อๆ ของประเทศไทยที่มีคนอยู่ด้วยกัน ๙๒ คน ลองดูจะอยู่ได้มั้ยถ้าอยู่ไม่ได้ก็อยู่สังคมใหญ่ไม่ได้แน่นอน

ด้วยแนวคิดการเรียนการสอนแบบใหม่ คือ เรียนด้วยระบบสัมผัสกับประสบการณ์จริง ลงพื้นที่ ๒ ใน ๓ ของเวลาเรียนตลอดหลักสูตร ทุกๆที่ที่ไปคือห้องเรียน ให้ฟังมากกว่าพูด เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ด้วยมองว่า การลงพื้นที่ และการเรียนนอกห้องเรียน ซึ่งเป็นกระบวนการ “เปิดใจ” คุยถึงข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น เพราะคนเราความเห็นแตกต่างกันได้ แต่ต้องไม่เกิดการ “แตกแยก” ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เราเข้าใจความคิดของคนแต่ละกลุ่ม 

และยิ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หรือ วปอ. เพราะ วปอ.มีจุดหมายปลายทางคือยุทธศาสตร์ชาติ แต่สำหรับหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข สร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นระหว่างกันของคนในสังคมเป็นปลายทางของความหวัง

หลักสูตรนี้จึงเป็นแหล่งรวมเหล่าคนตั้งแต่ ป.๔ ถึงดอกเตอร์ ปราชญ์ชาวบ้าน เอ็นจีโอ ข้าราชการ มีเจตนารมณ์เดียวกัน คือ สร้างให้สังคมไทยแห่งนี้มีแต่รอยยิ้ม

แต่ละรุ่นก็จะมียุทธศาสตร์การเรียนที่ไม่เหมือนกัน รุ่นที่หนึ่งเราศึกษาปัญหาใหญ่ของประเทศคือกรณีความขัดแย้งในสามจังหวัดภาคใต้  รุ่นที่สอง เรายังคงศึกษาปัญหาภาคใต้ต่อลงลึกถึงการปฏิบัติ  แม้จะพุ่งเป้าให้เกิดความสมานฉันท์ในดินแดนตอนใต้ของไทย แต่กรณีศึกษาต้องมากกว่านั้น

อีกสามปัญหาใหญ่ของไทยคือ ๑. การจัดการประชากรคนไร้รัฐ คนต่างด้าว คนหลบหนีเข้าเมือง ๒.ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทย ๓.การจัดการปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาหนักขณะนี้

หลักสูตรนี้ถูกดีไซน์ออกมาในแบบ “นอกกรอบ” เดิมๆ ซึ่งแต่ละเดือนจะมีโปรแกรมศึกษากิจกรรมที่แตกต่างกันของคนในสังคม อย่างกิจกรรมในสัปดาห์แรกศึกษาคนชายขอบ ชนกลุ่มน้อยพลัดถิ่น ที่อยู่ทางตอนเหนือของไทย ซึ่งต้องลงพื้นที่คลุกกับคนในท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกันและกัน

“เราจะศึกษาเรื่องนี้ ๔ วัน พาไปดูกรณีของก๊ก มิน ตั๋ง ที่อยู่บนดอยแม่สลอง ไปดูว่าทำไมเขาเข้ามาอยู่เมืองไทยหลายสิบปีแล้วถึงไม่ได้สิทธิ ไม่ได้เป็นคนไทยเสียที”

การเรียนที่เน้นกรณีศึกษาหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกเดือน และกลับมาถกเถียงถึง “รากเหง้า” ของปัญหา  ทุกคนจะต้องเรียนทุกกรณีศึกษาเหมือนกัน แต่ศึกษาเชิงลึกอย่างแตกต่าง เช่น เรื่องคนชายขอบ ในเรื่องเดียวกันกลุ่มหนึ่งจะต้องศึกษาเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของชนกลุ่มน้อย อีกกลุ่มต้องศึกษาชนกลุ่มน้อยกับความมั่นคงของประเทศ ๖ กลุ่ม ๖ ประเด็น เพื่อให้มองปัญหาที่หลากหลายและครอบคลุม

และก่อนจบผู้ที่เข้าเรียนจะต้อง “ร่วมด้วยช่วยกัน” สร้างผลงานวิจัยถึงแนวทางแก้ไขปัญหาทางสังคมของ “รุ่น” ซึ่งรุ่นแรกเป็นแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ชายแดนภาคใต้ที่สำคัญต้องเป็นผลวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยผ่านเวที “เปิดใจ” ของคนที่เกี่ยวข้องทุกส่วนภาค

“เป็นเวทีคุยเปิดอกเพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรในสังคมไทยที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่มองการแก้ปัญหาแบบท่อใครท่อมัน ท่อทหารก็แก้แบบทหาร ของผมท่อสมานฉันท์ก็มองภาคประชาชนอย่างเดียว ที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้ ทั้งที่เป็นปัญหาระดับชาติแต่ไม่เคยมาเจอกัน แต่หลักสูตรนี้เราจะทำให้คนที่เกี่ยวข้องมาเจอกัน”

รูปแบบของกระบวนการสอน “เปิดใจ” ซึ่งจะเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของหลักสูตรในความคิดของลุงเอก คือทำให้ในหลายมิติของสังคมได้แลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน เข้าใจมุมคิดของคนต่างมิติ ไม่ยึดติดเอาว่า “ตัวกู ของกู” โดยการเปิดเวทีประจันหน้าระหว่างคนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ในท้องที่ เอ็นจีโอ ทหาร และผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐ

เขาเชื่อว่านี่คือการพลิกรูปแบบการเรียนใหม่ เพื่อให้สังคมเลิก “ยึดติด” กับตำรา แต่เป็นการผสมผสาน “ความเป็นจริงในชีวิต” ช่วยแก้ไข ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศึกษา และหาทางแก้ปัญหา

“ขณะนี้การเรียนเราติดตำรา ในหลวงตรัสว่าอย่าติดตำรา เพราะท่านทำทุกอย่างจากชีวิตจริง ศึกษาจากความเป็นจริง ตำราแค่นำมาต่อยอดให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่ทุกวันนี้เราเอาตำรามาเถียงกันทั้งๆที่ตำราเป็นของใครก็ไม่รู้และจะเอามาประยุกต์ใช้ได้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ต้องเอาหลักความจริงมาใช้

เขา บอกว่า สถาบันพระปกเกล้าได้เดินมาถึงจุดที่ไม่ใช่แค่ประเมินผลจากตัวเองที่สามารถทำงานให้ “เสร็จ” แต่ดูว่าสังคมได้อะไรจากเราบ้าง ซึ่งเป็นสถาบันนำร่องแห่งแรกของไทยที่ดูผลตอบรับของโครงการที่ทำไปทั้งหมดว่าตอบสนองสังคมชุมชนได้อย่างที่คนในพื้นที่ได้ประโยชน์ไหม

การเรียนในหลักสูตรนี้จึงไม่ตายตัวว่าจะเจาะปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียงสถานเดียว แต่จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยบนสังคมรากฐาน “ไม่” บั่นทอนสังคมที่ผาสุก โดยเฉพาะปัญหาชายแดนภาคใต้ ถึงเวลาที่ต้องใช้ “สมานฉันท์” เข้าเยียวยา ผ่านหลักสูตร “การเสริมสร้างสังคมสันติสุข” ซึ่งเป็นหลักสูตรปฐมฤกษ์ของวิทยาลัยสมานฉันท์สันติสุข ภายใต้สถาบันพระปกเกล้า