คำสอนแม่
เช้าวันที่ 9 ตุลาคม 52 หลังจากเสร็จภารกิจยามเช้า เดินออกมาหน้าบ้าน ดูนาฬิกาเป็นเวลาประมาณตีห้า แต่ทุกคนในบ้านตื่นกันเกือบหมดแล้ว ข้าพเจ้าเดินออกมาหน้าบ้าน เห็นแม่เดินแกว่งแขนออกกำลังกายอย่างสบายใจ แล้วแม่ก็เอ่ยว่า “ปู่ออกไปเดินออกกำลังกายตั้งแต่ ตีสี่ละ เราออกไปเดินออกกำลังกายกันไหม” ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจมาก ยิ้มแล้วบอกว่า “ค่ะ” พอเริ่มออกเดินไม่นานก็เดินทัน คุณยายท่านหนึ่ง มีกระบองอยู่ในมือ ท่านเดินอย่างกระฉับกระเฉงมุ่งมั่น ท่านหันมายิ้มกับข้าพเจ้าและแม่พร้อมเอ่ยว่า “พวกหนูเดินเร็ว เดินแซงไปก่อนเลย” แม่จึงเอ่ยว่า “ค่ะ ขอบคุณค่ะ ..........” พูดคุยกับยายต่ออีกไม่กี่ประโยค เราทั้งคู่ก็ค่อย ๆ เดินไปตามถนนที่มีผู้คน ออกมาเดินออกกำลังกายเป็นระยะ ๆ ไม่นาน มีเสียง “ตุ๊บ ๆ ๆ” มาจากทางด้านหลัง ไม่นานเสียงหยุดลง ปรากฏว่าเป็น พี่ชายที่วิ่งตามเรามา เพื่อเดินออกกำลังกายไปด้วยกัน
ระหว่างทาง แม่เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟังเกี่ยวกับการใช้ชีวิต วิถีความเป็นไปของทางบ้าน เพราะที่ผ่านมาตลอดช่วงเข้าพรรษา ครอบครัวได้มีโอกาสอุปฐาก หลวงปู่ที่ท่านมาปฏิบัติภาวนาที่ภูเขาแถวบ้าน ต้องไปใส่บาตรทุกวัน หากท่านมีงานใดที่วานให้ทำก็ ไม่รั้งรอ น้อมมาปฏิบัติ ขับรถพาท่านไปทำกิจธุระในที่ต่าง ๆ อย่างไม่เคยปฏิเสธ ด้วยการทำภารกิจนี้ ทำให้ทุกคนในครอบครัว ช่วยกันดูแลงาน พากันไปใส่บาตรหรือไปวัด ตลอดพรรษาที่ผ่านมา วันจันทร์ถึงวันศุกร์จะเป็นพี่เขยที่ไปใส่บาตรทุกวัน ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์ จะมีญาติคนอื่น ๆ หรือคนข้างบ้านไปด้วยกันเป็นกลุ่มใหญ่ หรือหากท่านใดว่าง ๆ ก็จะชวนกันไปวัด เป็นเหมือนกิจวัตรประจำวันที่ทุก ๆ คนทำเป็นประจำ ด้วยพลังแห่งความศรัทธาในพระพุทธศาสนา
จากเดิมที่เรารู้สึกว่า เราทำงานหาเงินเหนื่อย เพลียแล้วก็หาที่เที่ยวพักผ่อน ญาติพี่น้องก็ระส่ำระสาย แต่พอเราเริ่มไปวัดไปถือศีล ดูแลหลวงปู่ ทำให้ญาติ ๆ ที่เคยเที่ยวก็ หันมาไปวัดกับเราด้วย มีปัญหาครอบครัวน้อยลง แม้รายได้เราจะไม่ได้มากขึ้น หนี้สินก็ยังมีเท่าเดิม แต่ครอบครัวเรามีความสุขมากขึ้น กัลยาณมิตร ที่เรารู้จักท่านก็ให้ความช่วยเหลือตอนที่ครอบครัวเราเจอปัญหาอย่างเต็มกำลัง
แล้วเวลาดูแลพระท่านให้เราหมั่นสังเกต อย่างเช่นกับข้าว อันไหนท่านฉันท์ได้ หรือ ฉันท์ไม่ได้ อันไหนควรถวายไม่ควรถวาย ชุดไหนควรใส่ไปวัด ไม่ควรใส่ หากท่านติหนิ เราหรือผู้อื่น ก็ให้จำไว้ ว่าห้ามทำ มันต้องมีอะไรสักอย่างท่านถึงห้าม ท่านไม่ได้พูดเฉย ๆ นะ มันต้องมีอะไร
ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงตอนไปวัดกับแม่ จะต้องใส่ผ้าถุงเท่านั้น ยังไง ๆ ท่านก็เคี่ยวเข็นให้ใส่ผ้าถุง และก็สอนให้ข้าพเจ้าสำรวม เพราะข้าพเจ้าเป็นคนกระโดกกระเดก ชอบวิ่ง ชอบหุนหันพลันแล่น แม่บอกว่า “อย่างนี้มัน เดินที่บ้านแต่ถ้วยจานแตกที่วัด ใช้การได้ที่ไหน”
เดิน ๆ ไป สักพัก เจอฝูงนกเป็ดน้ำ บินอยู่บนฟ้า พี่ชายชี้ชวนให้ข้าพเจ้าและแม่ดู แล้วเอ่ยว่า “แปลกเหนาะ ทำไมมัน บินเป็นระเบียบจัง แล้วรู้ได้ไงว่าต้องไปที่ไหน”
ข้าพเจ้าเอ่ยตอบตามนิสัยเดิม “มันเป็นสัณชาตญาณ” แล้วนึกขึ้นมาได้ว่า “มันมีวินัยมากเลยเหนาะ มีวินัยในการเดินทาง และต้องเชื่อฟังจ่าฝูงมันด้วย ไม่งั้นมันคงจะหลงทาง ไม่ถึงเป้าหมายแน่ ๆ” ข้าพเจ้าเอ่ยคล้ายรำพึงกับตนเอง
แม่ท่านจึงเอ่ยสอนว่า “คนเราก็เหมือนกัน มันต้องมีวินัย และเชื่อฟังผู้ใหญ่ หรือแม่กระทั่งเด็กเราก็ต้องเชื่อฟัง เพราะเขาบอกด้วยใจบริสุทธิ์ แม้กระทั่งน้องตาล (หลานสาวข้าพเจ้าประมาณ 7 ขวบ) และ น้องตั้ม (ประมาณ 9 ขวบ) ถ้าเขาพูดอะไรเราต้องหัดฟังแล้วเก็บมาพิจารณา แสดงว่ามันต้องมีอะไร แน่ ๆ เพราะเด็กมันบริสุทธิ์”
จากการเดินออกกำลังกายเช้านี้ไม่ได้คาดหวังอะไร เพียงอยากจะพาแม่ออกกำลังกายเคลื่อนไหวบ้าง แต่การเดินออกกำลังกายร่วมกับแม่และพี่ชายนี้ ทำให้ได้รับฟังเรื่องราวดี ๆ ในชีวิตและเรียนรู้ ธรรมชาติที่แวดล้อมแล้วมองเข้ามาในตนเอง ข้าพเจ้ารู้สึกอิ่มเอมในใจ เพียงกิจกรรมง่าย ๆ แค่เปิดโอกาสให้ตนเอง ได้ลงมือกระทำ ความสุขสงบร่มเย็นก็เกิดขึ้นใจจิตใจ ด้วยจิตใจที่รักและเคารพท่านทั้งคู่การมีโอกาสเกิดมาในครอบครัวแห่งนี้ ได้สัมพันธ์กันแบบงดงามเช่นนี้ทำให้ขอบคุณความเมตตาของแม่ที่ให้โอกาสเสมอมา และเชื่อมั่นว่าไม่ว่าลูกจะทำสิ่งใด แม่จะเป็นกำลังใจและดูแลเอาใจใส่เสมอ ดังที่แม่เคยบอกเสมอมาว่า “แม่ให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับลูกได้ แม่กระทั่งชีวิตนี้” แม่ของข้าพเจ้าไม่ได้เพียงพูดเท่านั้นแต่ท่านทำให้เห็น แทบทุกลมหายใจของความเป็นแม่เมื่อใดที่ลูกเป็นทุกข์ หรือต้องการแม่ ท่านพร้อมที่จะวางทุกสิ่งอย่างแล้วมาเติมกำลังใจให้ลูกเสมอ “หนูรักแม่ค่ะ”
ลมหายใจแห่งความรักของแม่นี้ลูกจะน้อมนำเข้ามาในใจ แล้วจะตั้งใจทำหน้าที่ ทำความดี เป็นลูกที่ดีของแม่ค่ะ
เป็นเรื่องจริงหรือ เรื่องแต่งเหรอ
ที่ว่ากำลังฝึกนะฝึกอะไร ฝึกการเขียนเหรือฝึกจิต