แพทย์ เป็นสายงานหนึ่ง ที่ต้องใช้เวลาศึกษาเล่าเรียน ยาวนาน เนื่องจากเป็นสายงานที่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์อย่างมาก สำหรับการประกอบวิชาชีพ... เมื่อเรียน จบ.ม.๖ ต้องเรียนถึง ๖ ปี จบออกมา เห็นเขาเรียกกันว่า " แพทย์ทั่วไป " ถ้าจะเรียนต่ออีก เรียกว่า “ แพทย์เฉพาะทาง “ ที่หลายๆ คนบอกว่า ต่อยอด..ส่วนผมกลับเห็นว่า ไม่ได้ต่อที่ยอด น่าจะแตกเป็นกิ่ง ที่แยกออกมาจากต้นเดิม อาทิเช่น กุมารเวชศาสตร์ อายุรศาสตร์ ศัลยศาสตร์ สูตินารี-นรีเวชวิทยา ฯ ซึ่งจะใช้เวลาเรียนต่ออีกประมาณ ๓ ปี หลังจากจบเฉพาะทาง..หากจะเรียนต่ออีก ผมขอเรียกว่า “ แพทย์เฉพาะที่ “ ซึ่งเป็นแขนง ที่แตกออกมาจากกิ่ง เช่น ถ้าเรียนเฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์ (สาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับโรคภัยของผู้ใหญ่) เรื่องเฉพาะที่ ที่จะเรียนต่อ เท่าที่พอรู้ ก็มี อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ อายุรศาสตร์โรคไต อายุรศาสตร์โรคข้ออักเสบและรูมาติซัม อายุรศาสตร์โรคหัวใจ อายุรศาสตร์ระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น มีอาจารย์สอนแพทย์เฉพาะที่ ท่านหนึ่ง(ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม เพราะไม่ได้ขออนุญาตท่าน) สอนอยู่ใกล้ๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กทม.พูดติดตลกว่า “ เรียนให้รู้ลึก แต่จะโง่กว้าง.น๊ะ.” ผมเองเข้าใจในเจตนาที่ท่านพูด มิใช่ไปดูหมิ่น ดูแคลนแพทย์เฉพาะทาง เฉพาะที่ แต่อย่างใดไม่ ท่านพูดให้ตลก ขบขัน ให้รู้ว่า การเรียนรู้ จำเป็นต้องศึกษาเล่าเรียนให้รู้ ให้ชำนาญพิเศษ เป็นเรื่องเป็นราว เป็นอย่างๆไป ส่วนด้านอื่นๆ ถึงจะรู้ ก็ไม่ชำนาญการเป็นพิเศษ เท่ากับเรื่องที่เรียนเฉพาะทาง เฉพาะที่.. ที่นำเรื่องนี้ มาบันทึกไว้ เพราะผมนึกถึง บันทึก เรื่อง“ ระบบการศึกษาไทยกับยายเฒ่า “ ที่ผมบันทึกที่ผ่านมา ว่า..การพัฒนาคน..จะต้องไม่พัฒนาหรือให้ความสำคัญ แต่เฉพาะIQ แต่จะต้องพัฒนา/ให้ความสำคัญ ไปพร้อมๆกัน ๔ เรื่องคือ (๑) IQ(Intelligence Quotient) –ความฉลาดทางความคิด เชาว์ปัญญา (๒)EQ(Emotion Quotient) –ความฉลาดทางอารมณ์ ได้แก่ ความสุขกาย สบายใจ ไม่เครียด วิตกกังวล ฯ (๓) MQ(Moral Quotient)-ระดับความคิดทางศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ฯ และ(๔) SQ(Spiritual Quotient) – คือความเป็นผู้มีเชาว์แห่งจิต ซึ่งได้แก่ ความมีจิตสำนึกดี มีความฉลาดทางจิตวิญญาณฯ เมื่อมาทบทวนและเทียบเคียงกับการเรียนของแพทย์ ทำให้ผมฉุกคิดได้ว่า สิ่งที่ผมคิดและบันทึกไว้ที่ http://gotoknow.org/blog/samsuk33/296061 นั้น..เป็นสิ่งที่ผมเพ้อฝัน นั่งคิด นั่งฝัน อยู่บนหอคอยงาช้างหรือเปล่า??.. เพราะโดยธรรมชาติคนเรา จะเพรียบพร้อม สมบูรณ์ไปทุกอย่าง..คงจะกระทำได้ยากยิ่งและหายาก ยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร... ทำให้คิดถึงครูบาอาจารย์ทั้งหลาย..ที่พยายามบ่มเพาะศิษย์..ให้เป็นคนที่มีความรู้ ควบคู่กับการเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ตามที่ผมฝัน... คงจะต้องใช้ความเพียรพยายาม ความมานะบากบั่น ความอุตสาหะ ความอดทนอย่างยิ่งยวด โดยจะต้องทุ่มเท กายใจด้วยความจริงใจ จริงจัง ถึงจะได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิผล.. เพราะสิ่งที่จะนำมาบ่มเพาะ..เหล่านั้น เป็น “ คนๆๆ “ น๊ะซี...ไม่ใช่ “ แมว “
สวัสดีค่ะคุณสามสัก
ชอบบันทึกนี้มากค่ะ
การพัฒนาคน ไม่ใช่พัฒนาแต่ IQ เพียงด้านด้วย ต้องพัฒนา EQ MQ AQ SQ ด้วยการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบัน ต้องฉลาด รอบรู้ รอบคอบ มีคุณธรรม รู้จักการวางแผนแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและชาญฉลาด ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา ของพระบาทสมเด็จพระเจาอยู่หัว
*ซึ่งคุณครูทั้งหลายก็ได้เพียรพยามที่จะบ่มเพาะปลูกฝังให้กับเด็กและเยาวชนเหล่านี้ หากร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเข็งขัน คงมีสักวันค่ะ...ที่สิ่งเหล่านี้จะเป็นจริง
ระลึกถึงค่ะ
ฮ่าๆๆ คนนะ ไม่ใช่แมว
มีอาจารย์หมออีกท่านหนึ่งค่ะ...มักจะพูดเสมอว่า
อย่าเป็นคนที่ "ฉลาดลึก... แต่โง่กว้าง"
ขอบคุณค่ะ
ทำให้คิดถึงครูบาอาจารย์ทั้งหลาย..ที่พยายามบ่มเพาะศิษย์..ให้เป็นคนที่มีความรู้ ควบคู่กับการเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ตามที่ผมฝัน... คงจะต้องใช้ความเพียรพยายาม ความมานะบากบั่น ความอุตสาหะ ความอดทนอย่างยิ่งยวด โดยจะต้องทุ่มเท กายใจด้วยความจริงใจ จริงจัง ถึงจะได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิผล..
ให้นึกถึงผู้ปกครองด้วยค่ะ...ว่าจะช่วยครูปลูกฝังเด็กให้เป็นอย่างไร..ไม่ใช่เราสอนไปอย่างพ่อ-แม่ว่าอย่าง..บางโรงเรียนบางชุมชนที่เข้มแข็งอาจไม่มีปัญหาทางสังคมพวกนี้ก็ดีไป..แต่บางโรงเรียนบางชุมชนห่างไกลเรื่องการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมคือพ่อ-แม่ยังไม่คิดทำแล้วจะส่งเสริมลูกได้อย่างไรกันจึงเป็นปัญหาตกแก่โรงเรียนตกแก่ครูมีผลกระทบต่อเด็กคนอื่นๆด้วยค่ะ..ที่เราต้องมานั่งแก้ปัญหา..ดังนั้นครูจะทำงานได้บรรลุต้องอาศัยครอบครัวช่วยด้วยเป็นอย่างมาก..ที่เขาว่า..บวรน่ะค่ะถูกที่สุดค่ะ...แค่ความคิดลปรร.นะคะคุณสามสัก..ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ สามสัก
ขอคิดกะเขาด้วยคน...สำหรับป้าเหมียวรู้แต่เปลือกและก็ยังโง่ลึก..แต่อยากคุยด้วย เรื่องลูกๆ เด็กๆ ละชอบนัก..ป้าเหมียวไม่ค่อยรู้เป็นภาษาวิชาการนะแต่ใช้ความจริง ความรู้สึก การสอนลูกของป้าเหมียวใช้ใจใช้ความรัก ไม่ได้เวอร์ นะคะเรื่องจริง ชอบกอดลูก และก็ชอบคุยกับลูก...เวลานอนก็จะคุยกัน ตอนเด็กๆก็จะเล่านิทานให้ฟังสอดแทรกคุณธรรมไปด้วย ลูกก็ชอบ อย่างที่คุณสามสักบอกนั่นแหละ อาศัยครูอย่างเดียวไม่ได้แน่ๆ เป็นไปได้ยาก ที่บ้านต้องร่วมกันพัฒนาเด็กด้วย...เอ่อ!!!ป้าเหมียวมีความรู้สึกว่าสอนคนง่ายกว่าสอนแมวแน่นอน ที่บ้านป้าเหมียว แมวเยอะโง่หมดทุกตัว....
สวัสดีค่ะมาเรียนรู้สาระดีๆจากท่านสามสัก.. ถูกต้องนะคร๊าบ..สอนคนถ้าให้เวลาก็จะสอนง่ายกว่าสอนแมว..แน่นอนค่ะ..
อ่ะ นะ พี่
โง่กว้าง ฉลาดลึก... แต่ที่ยังดีคือ ต้องรู้ว่าโง่ อิอิ
ขอแสดงความเห็นด้วยค่ะ ตั้งแต่เด็ก จะเรียนหนังสือไม่เก่งค่ะ ผู้ปกครองคงหายุทธวิธีการสอน กลัวลูกไปไม่รอด เลยถูกสอนให้รู้กว้างแล้วพยายามลงให้ลึกค่ะ เลือกเรื่องที่ชอบ ถูกใจ สนุกก่อนแล้วค่อยๆ เขยิบ ขยับค่ะ จึงพออยู่รอดปลอดภัยในยุคนี้ ในทางกลับกัน อ่านบันทึกนี้แล้วก็ให้คิดออก ว่าสงสัยตัวผู้ปกครองของเราเองก็คงเปลี่ยนแปลงตัวเองจาก รู้ลึก ให้เป็นรู้กว้างด้วย (มั้ง)คะ ขอบคุณที่ให้ฉุกคิดค่ะ
สวัสดีครับ ท่าน ผอ.ประจักษ์
สวัสดีครับคุณ สามสัก "รู้อะไรให้กระจ่างเพียงอย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล"
ให้ตายเถอะค่ะคุณสามสักขา..ป้าไม่ได้ทานหมากไทยค่ะ ป้าทานหมากฝรั่ง คิด คิด เพื่อนเคี้ยวค่ะ..
มาตามอ่านค่ะพี่ท่าน...Vij ก็เขียนเื่รื่องการเรียนต่อเพื่อการเรียนรู้เฉพาะด้านไว้เหมือนกันค่ะ...แต่ยังไม่อยากตีพิมพ์ เพราะอ่านแล้ว รู้สึกงง ๆ กับข้อเขียนของตัวเอง...ความตั้งใจอยากจะเขียนอีกอย่าง แต่ออกมาเป็นอีกอย่างซะงั้น ฮ้าย!!

-------
อ่านแล้วก็เห็นด้วยค่ะ ฉลาดด้วยสติปัญญา แต่หากไม่รู้จักควบคุมอารมณ์แห่งตนและไม่รู้จักอารมณ์คนอื่นก็จบเห่ค่ะ...ก็เพราะวิถีที่เราเดิน ไม่ได้เป็นทางเส้นตรงให้เรามุ่งสู่ปลายทางอย่างเดียว...แต่มีเส้นทางแยกทางเลี้ยงอีกหลายเส้นทางสำหรับวิถีนี้...แน่นอนที่สุดเราต้องเลี้ยวเข้าไปดู เลี้ยวเข้าไปเดิน บางครั้งพบว่าไม่อยากเดินแต่ก็มีคนดึงให้เข้าไปเดิน เข้าไปดู หรือมีคนกวักมือหยอย ๆ อยู่ในเส้นทางนั้นให้เขามาช่วย ให้เข้ามาคุย...ก็ไม่แปลกที่ธรรมชาติในแ่ต่ละเส้นทางก็อาจจะพบกับปัญหาอุปสรรคบ้าง...มนุษย์ผู้ที่เดินอย่างไร้ซึ่งใช้สติปัญญาและใจที่ไม่มีธรรมนำทางแล้ว...เดินทางกี่ครั้งก็มักต้องสะดุดอย่างจัง ๆ ทุกครั้งไป เป็นเหตุแห่งการเกิดอารมณ์ขุ่นมัว ดังนั้น การเดินจึงต้องเดินอย่างมีสติปัญญา (IQ: intelligence quotient) และใจที่มีธรรมนำทาง (MQ : moral quotient) รู้การจักแก้ไขปัญหา (AQ: adversity quotient)...จึงไม่น่าแปลกว่าในเส้นทางนั้น ย่อมเต็มไปด้วยอารมณ์แห่งความเข้าใจตนและคนอื่น ๆ (EQ: emotional quotient) และแน่นอนที่สุดว่า Q ต่าง ๆ จะต้องเดินไปพร้อม ๆ กัน...อย่างสมดุล...จึงจะเกิดสภาวะสมดุลของชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข...จบข่าว
ขอบพระคุณมากค่ะ...มีความสุขในทุกเส้นทางเดินค่ะ...มีดอกไม้มาให้ มีดอกไม้มาฝาก...หากว่าเธอต้องการ ก็เก็บรักษาไว้...อิๆๆๆ ร้องเพลงให้ฟังซะงั้น
บทความแจ่ม แจ๋ว ยอดมากๆครับ