เด็กจึงไม่เคยรับรู้เลยว่า ความผิดหวัง ความทุกข์มีด้วยหรือในโลกนี้

        หลายท่านได้ติดตาม อ่านบันทึกตอนที่ผ่านมา แน่นอนส่วนหนึ่งเป็นความรู้สึกทั้งของครูและนักเรียน แต่สิ่งที่คาดหวังที่มากไปกว่านั้นคือการที่ครูทุกคนเป็นครูที่นักเรียนประทับใจ และนักเรียนเป็นคนดีของชาติ แต่ว่าช่วงที่ดิฉันพา เด็กหญิงสิริกานต์ ไปรับรางวัลนั้น สิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้ให้การบ้านกับเธอก็คือต้องหาเพื่อนให้ได้อย่างน้อยๆหนึ่งคน แต่ที่ดีต้องพยายามหาเพื่อนให้ได้มากที่สุด เพราะว่า ณ.สถานที่ ที่มานี่เป็นโอกาสที่มีไม่มากนัก ที่ตัวแทนเด็กจากทั่วประเทศได้มาร่วมกันและล้วนเป็นเด็กที่มีความสุดยอดในด้านคุณธรรมจริยธรรมอันที่ได้แสดงออกต่อคุณครู จึงเป็นโอกาสที่จะต้องทำความรู้จักกันไว้

       ช่วงเวลาสั้นๆ ดิฉันก็ได้รู้จักกับครูหลายๆท่าน แต่สองท่านที่มีโอกาสได้พูดคุยนานเป็นพิเศษและมีความรู้สึกเหมือนหนึ่งว่ารู้จักกันมานานแสนนานและประทับใจนักเรียนอีกสองคนนั่นคือคุณครูมีนา  ชายมัน จากโรงเรียนบ้านทรายแก้ว จ.ยะลาและคุณครูวาสินี  สายฟ้ายก จากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย เหนือสุดและใต้สุดของสยาม

      คุณครูมีนา นอกจากจะชื่อเกือบเหมือนดิฉันแล้ว ยังมีนิสัยคล้ายๆกันคืออยู่ง่ายๆเปิดเผยตรงไปตรงมา เป็นครูที่เอาใจใส่ต่อศิษย์มาก แม้แต่ท่ามกลางเหตุการณ์ร้ายแรง ครูมีนาต้องออกเยี่ยมบ้านลูกศิษย์ โดยไม่รู้ว่าภัยจะมาถึงตัวเมื่อไร บางครั้งมืดๆหากเด็กคนใดมีปัญหาก็ต้องไป ทั้งที่ไม่ปลอดภัย

       ส่วนครูวาสินี นั้นมาจากเชียงราย เข้าใจว่าความยากลำบากก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก เพียงแต่ว่าความลำบากนั้นเป็นคนละชนิดกัน อยู่เหนือสุดของไทย ศิษย์ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวเขา หากไม่มีหัวใจความเสียสละแล้ว คงจะทำหน้าที่ได้ไม่ดีหรือไม่ทำเลยก็ได้

      ที่นี้มาถึงศิษย์บ้าง นางสาวสายพิน  แยลูกู จากโรงเรียนดำรงราษฎร์สงเคราะห์ จ.เชียงราย ดูนามสกุลก็พอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นชาวเขาแน่ๆ ช่วงที่ดิฉันสัมผัสและประทับใจเธอนั้นก็ช่วงที่รับประทานอาหารเที่ยง สายพินจะดูแลเอาใจใส่ครูของเธอรวมทั้งดิฉันด้วย ด้วยนิสัยที่นุ่มนวล ไม่แตกต่างไปจากครูของเธอ นอกจากสวย น่ารัก แล้วนิสัยของเธอยังน่าคบค้ายิ่งนัก เสียดายที่รูปชัดๆของเธอดิฉันไม่ได้ถ่ายมา

       อีกคนหนึ่งคือเด็กชายนิอัสมี  สือเตาะ จากโรงเรียนบ้านทรายแก้ว จ.ยะลา  จากคำบอกเล่าของครูมีนา ว่าบ้านของเธอทะลุหน้าไปหลัง หมายความว่าบ้านของเธอไม่ได้แข็งแรงอะไร มีพี่น้องหลายคน นิอัสมี ยังอยู่ในช่วงชั้นที่ 2 แต่ความคิดความอ่านนั้นสมแล้วที่เกิดท่ามกลางเหตุการณ์ที่ไม่สงบ ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ต้องต่อสู้ตลอดเวลา ชีวิตต้องระมัดระวังตลอดเวลา เธอเป็นประธานนักเรียน ดิฉันถามเธอว่า ทำไมถึงเป็นประธานนักเรียน คำตอบเธอคือสิ่งที่บ่งบอกถึงจิตสาธารณะอย่างแท้จริง คือ “เพื่อรับใช้นักเรียน” สิ่งที่เป็นเสน่ห์และความน่ารักคือ เป็นห่วงเป็นใยครูของเธอ กล้าในสิ่งที่เหมาะสม ไม่ใช่คอยเอาใจใส่ครูของเธอเท่านั้น แม้แต่ดิฉันซึ่งเธอเห็นว่าสนิทกับครูของเธอ เธอก็ยังดูแลเอาใจใส่ ไม่ว่าจะใช้อะไรก็จะทำได้เป็นอย่างดี

        เด็กทั้งสองคนจะคอยดูแลว่าครูของเธอและดิฉันจะขาดอะไรบ้างเด็กก็จะคอยนำมาเติมให้ สิ่งที่ดิฉันได้จากเด็กสองคนนี้ก็คือ เด็กที่ต้องช่วยเหลือตัวเอง รับผิดชอบตัวเองมักจะเป็นเด็กที่มีอีคิวสูง มีจิตอาสาสูง แต่เด็กที่พ่อแม่ดูแลให้ทุกอย่าง ไม่เคยพบความลำบากเลย มักจะขาดอีคิว แม้ว่าไอคิวจะสูง แต่จะขาดจิตอาสา มองความทุกข์ยากลำบากของคนอื่นไม่เห็น เข้ากับใครไม่ค่อยได้ จะมองว่าตัวเองทำดีที่สุดแล้ว คิดวิเคราะห์ตัวเองไม่ได้  เป็นข้อคิดสำหรับพ่อแม่เช่นกันว่า ไม่ใช่ว่าลูกอยากได้อะไรเราจะให้ทุกอย่าง เด็กไม่เคยพบกับความผิดหวังเลย(ในชีวิต) เมื่อชีวิตจริงที่เขาต้องไปประสพ หลายๆครั้งเอาตัวรอดแทบไม่ได้

       ดิฉันเห็นบ่อยมากที่พ่อแม่ยอมลำบาก แต่ไม่ยอมให้ลูกได้พบกับความลำบากเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นการทำร้ายลูกมากที่สุด เด็กยุคนี้จึงไม่มีโอกาสรับรู้ได้เลยว่าความลำบากเป็นอย่างไร จึงไม่แปลกที่มีงานวิจัยว่าสถิติเด็กฆ่าตัวตายลุกลามมาถึงเด็กชั้นประถมแล้ว ก็มาจากสาเหตุหนึ่งที่พ่อแม่ไม่เคยให้ลูกๆได้สัมผัสกับชีวิตที่เป็นจริง ซึ่งมันมีทั้งสมหวัง ผิดหวัง ทุกข์สุขคละเคล้ากันไป แต่พ่อแม่ให้แต่ความสมหวัง ความสุข เด็กอยากได้อะไร พ่อแม่ก็จะหาให้ “เด็กจึงไม่เคยรับรู้เลยว่า ความผิดหวัง ความทุกข์มีด้วยหรือในโลกนี้” แต่เด็กสองคนนี้ได้รับรู้ถึงสัจจธรรมของชีวิต จากการเล่าของคุณครูเด็กต้องช่วยเหลือตัวเองตลอดมา

       มันผิดกับรุ่นของพวกเรา ที่ผ่านชีวิตมาหลายอย่าง พ่อแม่แทบไม่ต้องมาช่วยเหลืออย่างเด็กในปัจจุบัน และพวกเราก็ประสพความสำเร็จ นี่มิใช่เพราะรุ่นพ่อแม่เราให้เราได้ลิ้มรสชาติของความจริงในชีวิตดอกหรือ?