โอ้... งานเข้าซะแล้วเรา ดันเข้าใจผิดว่า "หมอดาว" เป็นอีกคนหนึ่ง (ที่มาจากบันทึก BAR ก่อนล้างพิษด้วย "น้ำมะนาว..." และบันทึก เคลื่อนทัพ...นักปั่นเกลียว "ความรู้" จากภายในสู่ภายนอก )
ขออภัย "หมอดาว" กับความผิดพลาดครั้งนี้เป็นอย่างสูง
แต่นั่นก็เถอะ "คน"ง่" ก็มักจะทำอะไร "โง่ ๆ" แบบนี้แหละ 555
ไม่เข้าท่าเลยเรา ดันไปเข้าใจผิด ผิดคน ผิดสถานที่ ผิดเวลา...
แหม เข้าใจถูกมาซะนาน วันนี้รู้ความจริง ความเข้าใจถูกก็กลายเป็นผิดไปเสียนี่
คนเรามันก็อย่างนี้แหละ อะไรที่ว่าแน่ ๆ มันก็ไม่แน่เสมอไป
คนเรามักคิดเข้าข้างตัวเองอย่างนี้แหละ คิดว่าตัวเองถูกเสมอ เจ๋งเสมอ แต่มันไม่เจ๋งจริง ไม่เก่งจริง แต่ "ความโง่" นั้นเป็นเรื่องจริงสำหรับ "ชีวิตเรา..."
คนเรามักคิดว่า "ความคิด" ของเรานี้ถูกแล้ว ดีแล้ว ความคิดของคนอื่นนั้น ไม่ดี ไม่ถูก ชีวิตของคนเราถึงต้องวุ่นวายอยู่กับความผิดและความถูกเนี่ยแหละ...
ความคิดตามคนรู้ของคนเรานั้นมักจะขึ้นอยู่กับกาลเวลา เวลานี้ถูกอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อ้าว...ผิดอีกและ!!!
ความรู้ทั่วไปจะถูกหรือไม่อยู่กับกาลคือ "เวลา"
ดังนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า "ธรรมะ" นั้นเป็น "อะกาลิโก" คือ เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล...
ความคิดเราวันหนึ่ง ก็คิดอย่างหนึ่ง รู้อะไรมามากหน่อยก็คิดอีกอย่างหนึ่ง
วันนี้คิดอย่างนี้ วันหน้าก็คิดอีกอย่างหนึ่ง คิดไปเรื่อย สิ่งที่ว่าแน่ก็จึง "ไม่แน่..."
เราจึงมักนำความไม่แน่พยายามให้มันแน่ เช่น คนเราตายแน่ ก็พยายามจะหนีจากความไม่แน่นี้ แต่อย่างไรก็หนีไม่พ้น "ตายแน่..."
คนเรานั้นจะหนีอะไรก็หนีตาย แต่จะหนี "ความตาย" นั้นไม่ได้
คนเรานั้นมักจะหนีความแก่ หนีไปศัลยกรรม ทำโน่น ทำนี่ ทำกันจนเป็น "มนุษย์พลาสติก..."
แต่งเสริม เติมแต่งกันเข้าไป หนีความแก่ หนีความตาย
เจ็บก็ยอมเจ็บ ทนก็ยอมทน เจ็บไม่เข้าเรื่อง ทนไม่เข้าเรื่อง...
มนุษย์ทุกวันนี้จึงรู้มาก รู้แต่เรื่องหนี จะหนีอย่างเดียว ไม่ยอมรับ "ความจริง..."
ธรรมะคือ "ความตาย" ความตายเป็น "ธรรมะ" ความตายนั้นจึงรู้ได้และเห็นได้ไม่จำกัดกาล
ไม่ว่าใครเกิดมาก็ตาย ไม่ว่าอะไรเกิดมาก็ตาย ไม่มีใครที่จะหนีพ้น "ความตาย" ไปได้...
ความคิดที่สำคัญในชีวิตก็คือ การคิดถึงความตายอยู่เสมอ
ระลึกถึงความตายอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ระลึกถึงความตายให้เป็นธรรมดาในทุกขณะจิต...
ความคิดที่แน่ ความคิดที่แท้ คือความคิดที่เราต้องตาย ใครเล่าจะรู้ความตายแม้นพรุ่งนี้...

อืม...ทำให้นึกคิดว่า
ความโง่นี้พร้อมครอบงำตลอดเวลาเลยนะ บางทีก็เคลิ้มๆ ไปกับสภาวะครอบงำนั้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่การภาวนานี่ทำให้ยั้งทุกสิ่งแบบแตะเบรคไว้ได้เลยทีเดียว
เดินไปเดินมา...บริเวณมุมทำงาน
ทำให้ได้ความปรากฏขึ้นมาว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรเลยที่เป็นของเรา หากแต่แบบจำลองให้เราได้มาเรียนมาร้มาใช้และมาทำเท่านั้น ก็รู้ตัวว่าตนเองกำลังดำรงอยู่ ณ ที่ตรงใด แล้วให้น้อมใจลงทำหน้าที่อย่างเต็มที่อย่างสุดกำลัง
อย่าได้ไปเผลออกเผลอใจว่า...นั่นนี่น่ะเป็นของเรา คือ ของของเรา
แม้แต่ร่างกายนี้ก็ยังไม่ใช่ของเราเลย
เรามีเพียงหน้าที่บำรุงดูแลเพราะเรามาอิงอาศัย เมื่อเสื่อมเมือชำรุด ก็ได้แต่ซ่อมแซมหรือไม่ก็กำจัดไปซะก็เท่านั้น
ดูไปดูมา...ภาพในเตานี่ก็ทำให้มองเห็นตนเองนะ
หากว่าไปก่อน ก็คงต้องขอความอนุเคราะห์เมตตาจากท่าน ทำหน้าที่ที่นี้ให้ด้วย หรือหากท่านสละไปก่อน ก็จะไปร่วมทำหน้าที่นี้ให้ท่านด้วย...น้านว่าไปนู้นน่ะนะ
พอได้สติว่า...อืม มันไม่มีเราไม่มีเขาจริงๆ เลยนี่
ใจนี้ก็อ่อนลงมากเลยนะท่าน
ทำสิ่งต่างๆ อย่างไร้เงื่อนไขในจิตในใจมากขึ้น...
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาก็เป็นดั่งภาพให้เรามองเห็นทั้งตาในและตานอก
ตาทั้งสองก็ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้มอง...หากใช่ให้เราไปมั่นหมายว่านั่นน่ะเป็นจริง
หลังจากได้งีบไปประมาณไม่ถึงสามสิบนาที นึกได้ว่าจะทำหน้าที่ที่ได้ปวารณาตัวไว้ ด้วยการนำส่งข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ทดลองโดยใช้ตัวเรานี่เป็นเครื่องมือ ก็รีบกระวีกระวาดจดจำรายการ...
อาการที่ทำว่าจะป่วย...ก็ดันไม่ป่วย ก็โชคดีไป โชคดีที่ระลึกถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ให้สติระลึกถึงบทพิจารณากายคตาสติแทรกเข้ามาในมโนประสาท ไอ้ที่ว่าเจ็บป่วยก็เลยหลบหน้าไปเลย
หนี....
คนเรานี่คุ้นเคยกับการหนีนะเจ้าค่ะ
หนีความจริง หนีมาตลอดจนเป็นเรื่องธรรมดา หนีไป หนีมา
จนใจตนเอง ยอมรับความจริงไม่ได้
มันยากหนอ.......ที่จะยอมรับความจริง
เพราะคิดตลอด ปรุงแต่งตลอด
มันพอกมันพูน มันหนา
จนหาของจริงแทบไม่เจอ
ขอบพระคุณเจ้าค่ะ
คนที่คิดถึง "ความตาย" จะหาย "โง่" ไปเยอะ...
ถ้าสังเกตดูให้ดีคนที่รู้ว่าตัวเองจะตายมักจะไม่เอาเวลาที่เหลือไปทำอะไรในเรื่อง "ไร้สาระ..."
คนที่ไม่นึกถึงความตาย คือคิดว่าตัวเองยังอยู่อีกนาน ยังไม่ตายง่าย ๆ ก็เลยมักคิดมักทำอะไรในเรื่อง "โง่ ๆ"
ทำอะไร "ไร้สาระ" ไปเรื่อย ใช้เวลาไปโดย "เปล่าประโยชน์...!"
คนที่นึกถึงความตายอยู่ตลอด ชีวิตของเขาจะ "ไม่ประมาท..."
ยิ่งหนีความตายไปมากสักเท่าไหร่ ชีวิตก็จะต้องตายไปอย่างไร้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น...
เผชิญ ครูบาอาจารย์สอนให้เผชิญ
กลัวก็ต้องเผชิญ ตายก็ต้องเผชิญ
ดูเหมือนคนอื่น ๆ สิ่งอื่น ๆ จะไม่สามารถบีบคั้นใจเราได้
แม้กระทั่งความตายจ่ออยู่ตรงหน้า แต่ใจเรายังประมาท
โอกาสพลาด เผลอตายสูงมาก
ครั้งหนึ่งหนูขับรถจากขอนแก่นกลับบ้าน
เป็นระยะทางประมาณ 200 km
ไม่ประเมินสภาวะร่างกายตนเอง
ขับคนเดียวหลับใน วูบลง
เงยหน้าขึ้นมาอีกที หลักกิโลจ่ออยู่ตรงหน้า
เเละเถียงนาที่อยู่ต่ำกว่าระดับถนนประมาณ 3 เมตร เป็นเป้าหมายของทิศทางรถ
อารามตกใจ หรือ อะไรก็ไม่ทราบได้ มือขวาหักพวงมาลัย
มือซ้ายดึงเบรคมือ รถหันหลังกลับ 180 องศาไปอีกเลนน์หนึ่ง แล้วเครื่องก็กระตุก ๆ
หนูจึงเหยียบครัทแล้ว ค่อย ๆ ใส่เกียร์ พารถไปจอดที่ข้างทาง
หนูตัวสั่น ขาสั่น ปากสั่น ตกใจกลัว
ไม่กี่อึดใจ รถสิบล้อ ก็วิ่งมาทางด้านหลัง ส่วนรถมอร์ไซด์ที่วิ่งตามมาห่าง ๆ
จอดดู แป๊บหนึ่งแล้วก็ไป
ครั้งนั้นเป็นบทเรียน ทำให้หนูขับรถช้าลงมาก ๆ
ระมัดระวังในการขับขี่มากขึ้น
เพราะใจก็คิดว่า ถ้าตายตอนนั้น เสียชาติเกิด
ยังทำประโยชน์ได้น้อยอยู่ เรียนก็ยังไม่จบเลย
พ่อ แม่จะเสียใจแค่ไหน สารพัดเรื่องราว ที่ไหลเข้ามาสอนว่า"อย่าประมาท ความตายอยู่ไม่ไกล"
ยิ่งพาหนะชั้นดี วิ่งเร็วไปเร็ว ก็ยิ่งเสี่ยงมาก
คนก็เหมือนกันยิ่งความรู้ดี ความสามารถมาก
โอกาสที่จะเกิดความประมาทในการใช้ชีวิตเกิดได้ง่ายมาก
แต่ต้องเตือนตนด้วยตนเอง
หมั่นเตือนบ่อย ๆ
เพราะตอนนี้ยังโง่อยู่ต้องพัฒนาไปอีก
ยิ่งโง่ ยิ่งต้องพัฒนา กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ
จำเรื่อง "ศพเละ" อยู่กลางถนนได้ไหม...
เหมือนภาพมาเตือน...ความทรงจำอันยาวนานของเรานะ
พึงระลึกไว้ให้แนบอกแนบใจ...นะเจ้า t_tiw
อื้ม ถ้าสู้เพราะ "ธรรม" แล้วตายก็ให้มันรู้ไป...
เรื่องความตายนี้นะ เราคิดถึงบ่อยไหม วัน ๆ หนึ่งคิดถึงกี่ครั้ง
ต้องคิดถึงบ่อย ๆ นะ ไม่งั้นชีวิตเราจะ "ประมาท..."
คนที่ขับรถเก่ง ขับรถดี ไม่ได้หมายความว่าขับรถได้เร็ว หรือหยุดเร็วได้เร็วนะ
คนที่ขับรถเก่ง ขับรถดี คือ คนที่ขับรถด้วยความ "ไม่ประมาท"
คนที่เจริญ "มรณสติกัมมัฏฐาน" อยู่ตลอดเวลา ชีวิตเขาจะไม่ประมาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งประมาทเรื่อง "เวลา"
เขาจะไม่ปล่อยเวลา ณ วินาทีนี้ให้สูญเปล่าไปเลย
เขาจะทำทุก ๆ วินาทีอย่างเต็มที่ถ้าหากชีวิตนี้เขายังมี "ลมหายใจ" อยู่
ต้องนึกถึงความตายบ่อย ๆ นะ นั่งรถ นั่งเรือไปไหนก็ภาวนาไว้ "ตาย ตาย ตาย"
ไปไหน มาไหน อยู่กับใคร ก็ เอ้า "ตาย ตาย ตาย"
ตายมันอยู่เรื่อง ตายมันอย่างนั้น ตายเสียก่อน "ตาย" นะ...
อ่านๆไปจิตคิดตาม คล้อยตาม รู้สึกเหมือนเหนื่อย แต่เบาๆ ไม่หนักกาย แต่เริ่มหนักใจ เรานี้ยังทำความดีน้อยอยู่ ต้องรีบ เดี๋ยวจะเสียชาติเกิด เขาให้เกิดเป็นคนนับว่าโชคดี ทำไมไม่เร่งสร้างเร่งทำ มัวอ้อยอิ่งอยู่ทำไม
สาธุ อนุโมทนาค่ะ